จุดเริ่มต้น

หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะสนทนาธรรมกับนักเขียน(admin) วันที่ 16 มกราคม 2553

ออกตัวก่อนว่า ผมฟังธรรมะของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตจนเข้าใจก่อนที่จะไปกราบหลวงพ่อ สิ่งที่หลวงพ่อสอนนั้นเถียงไม่ออกจริงๆ จึงต้องไปกราบเพื่อฟังธรรมเฉพาะหน้าท่านและถามข้อข้องใจทั้งหลายที่เกิดขึ้น ผมจึงไม่มีปฏิฆะมากมายนักในการสนทนา และมีความโน้มเอียงไปในทางยอมรับคำสอนของหลวงพ่ออยู่แล้ว

ไฟล์บันทึกการสนทนาธรรมกับนักเขียนไฟล์นี้ คือสิ่งที่จะบอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของตัวผมจากผู้ที่ศรัทธาแนวทางสติปัฏฐานสี่ หรือวิปัสสนาจนทำให้เกิดเว็บไซต์ onk8.net มาสู่เว็บไซต์ rombodhidharma.net ในทุกวันนี้

นี่คือไฟล์สนทนาธรรมที่ออกจะลึกลับสักหน่อยสำหรับทุกคนที่รู้จักผมก่อนหน้าที่จะไปกราบหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต เมื่อ 16 มกราคม 2553 เนื่องด้วยเพราะผมไม่ได้ส่งให้ใครฟังมากนัก เสียงของนักเขียนหรือนักปฏิบัติที่อยู่ในไฟล์นี้คือผมเอง ผมกลายเป็นนักเขียนที่ยังไม่ได้เริ่มต้นอาชีพนักเขียนแม้แต่น้อย เนื่องจากหนังสือเล่มแรกแนวสติปัฏฐานสี่ที่ผมเขียนและกำลังจะวางแผงราวๆต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมาได้ถูกผมสั่งระงับทันที รวมถึงต้นฉบับเล่มที่ 2 ที่ผมส่งไปแล้วก็เป็นหมันไปพร้อมกัน

เหตุผลที่ทำให้ผมทำลายอาชีพนักเขียนที่ดูจะมีอนาคตสดใสและบอกเลิกยุ่งเกี่ยวกับแนวทางสติปัฏฐานสี่ทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง ทันที และฉับพลันนั้นถูกถ่ายทอดผ่านการสนทนาที่เต็มไปด้วยความเมตตาของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ แม้คำถามหรือข้อสนทนาที่ผมถามออกไปอาจจะฟังดูรุนแรงขัดแย้งกับจริตและความเชื่อของคนหมู่มากที่ไหลไปตามกระแสของวิปัสสนากรรมฐาน แต่ทุกคำถามเป็นคำถามที่ผมติดขัด ข้องคา จริงๆ จนทำให้ผมร้อนรน ต้องเดินทางไปกราบท่านที่วัดก่อนที่หนังสือจะวางแผงจริง เพราะลึกๆแล้วผมก็กลัวนรกเหมือนกัน

ผมได้ฟังสัจธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตจากรุ่นพี่กัลยาณมิตรท่านหนึ่งได้เมตตาแนะนำมาให้ตั้งแต่ราวต้นเดือนธันวาคม 2552 แต่กว่าจะได้ฟังจริงๆก็ประมาณกลางเดือนธันวาคมเข้าไปแล้ว ครั้งแรกที่ฟังนั้น ผมเองก็ได้แต่อึ้งๆๆ อะไรวะ ไม่ต้องไม่ตั้ง ทำได้ยังไง ยังไงมันต้องมีเจตนารู้ก่อนที่จะไม่ต้องไม่ตั้งสิ...ฯลฯ

การฟังสัจธรรมของผมนั้นแปลกประหลาดมากคือมันมีทั้งสองอารมณ์คืองุนงงและเข้าใจเนื้อหา งุนงงเพราะสิ่งที่หลวงพ่อฯสอนนั้นถอนรากถอนโคนบัญญัติที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเสียสิ้น ไม่ต้อง ไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไร ไม่ติด ไม่ขัด ไม่ข้องไม่คา คำเหล่านี้ล้วนเป็นคำง่ายๆที่แทบจะไม่ต้องแปลเลย ไม่รู้สติปัฏฐานก็ฟังรู้เรื่อง ฟังครั้งแรกผมก็เข้าใจนั่นแหละ แต่พอคิดลึก คิดต่อลงไปเท่านั้น ผมก็ไปต่อไม่เป็นเลยทีเดียว เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งยากไปกันใหญ่

ผมฟังธรรมของหลวงพ่อต่อมาอีกเกือบๆ 20 กว่าวัน นั่งฟัง นอนฟัง หลังๆพอหนักๆเข้าก็เอาตีนก่ายหน้าผากฟัง ยิ่งฟังยิ่งใช่ แต่มันก็ขัดกับหนังสือที่ผมเขียนส่งสำนักพิมพ์ไปแล้วและหนังสือที่กำลังเขียนและวางแผนที่จะเขียนอีกเกือบๆ 20 เล่ม ยังไม่รวมถึงโครงการวิปัสสนาหรือธรรมะสำหรับเด็กที่วางเอาไว้ว่าจะทำอีกมากมายพร้อมกับเว็บไซต์ onk8.net ความคิดที่แวบเข้ามาตอนนั้นก็คือ นี่เราต้องกลับหลังหันหรือนี่?

ช่วงราวๆต้นเดือนมกราคม 2553 ผมจึงตั้งใจว่าจะไปกราบหลวงพ่อตอนปลายปี เนื่องด้วยเพราะยังติดที่ต้องเลี้ยงดูลูกเล็กๆ และยังไม่อยากรับความจริงในช่วงที่ชีวิตอยู่ในวิกฤตทางการเงินแบบนั้น ในใจก็คิดว่าขอออกหนังสือก่อนได้ไหม ไม่มีเงินจะใช้แล้ว(โว๊ย)

ช่วงนั้นผมก็ได้คุยกับพี่กัลยาณมิตรท่านหนึ่งโดยตลอดเรื่องหลวงพ่อ พี่คนนั้นก็คือ พี่เล็ก ซึ่ง พี่เล็กเองบอกว่าจะไปกราบหลวงพ่อช่วงกลางเดือนมกราคม 2553 นั่นเอง ผมจึงยุส่งให้พี่เล็กไปกราบหลวงพ่อก่อน ไปเพื่อเก็บข้อมูลมาเล่าสู่กันฟังว่าทำไมสติปัฏฐานสี่ถึงไม่จบลงที่นิพพาน และไปเพื่อพิสูจน์บารมีธรรมของหลวงพ่อด้วย พี่เล็กวางงแผนอย่างดีว่าจะพาลูกๆไปกราบหลวงพ่อด้วย

เเต่เมื่อจะถึงสัปดาห์ที่จะเดินทาง ด้วยความที่ผมฟังหลวงพ่อเยอะจนรู้สึกว่ามันร้อนแล้ว(โว๊ย) ทนไม่ไหวแล้ว(โว๊ย) ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมกำลังทุกข์ หงุดหงิด ชีวิตเจอทางตันเต็มไปหมด ทั้งการงาน การเงิน ชีวิตครอบครัว ตัวรู้หรือสติทำงานตลอดเวลาจนแทบตาย ผมจึงคิดว่าถ้าผมรอไปกราบหลวงพ่อปลายปี ผมตายแน่ๆ ตายชัวร์ๆ ผมเลยบอกพี่เล็กว่าจะไปด้วย ก็วางแผนที่จะนั่งรถทัวร์ไปกราบหลวงพ่อกันสองคนคือวันที่ 16-17 มกราคม 2553 โดยแผนเดิมถูกทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว

พอถึงช่วง 3-4 วันก่อนไปพี่เล็กก็มีวิบากเข้ามาขัดขวางทำให้ไม่ได้ไป ผมจึงต้องตีตั๋วคนเดียว ด้วยการสนับสนุน กำลังใจและค่าตั๋วรถจากพี่เล็ก นอกจากนั้นก็ยังฝากเงินไปทำบุญกับหลวงพ่อด้วย ช่วงนั้นผมบอกได้เลยว่า ผมกำลังถังแตก ซึ่งผมขออนุโมทนาบุญกับพี่เล็กอีกครั้งจริงๆครับ

ผมขึ้นรถทัวร์ที่หมอชิตคนเดียว ท่ามกลางอากาศหนาวที่ปกคลุมทั่วประเทศ ผมเตรียมเสื้อหนาวไปตัวเดียวคิดว่าไม่เป็นไร เพราะอยู่แค่คืนเดียว พอผมลงรถที่สถานีหนองหินเวลาตี 5 บรรยากาศตอนนั้นหนาวเย็นมาก เย็นจนเจ็บหน้าไปหมด ผมโทรหาพี่แหวว พี่กัลยาณมิตรอีกท่านหนึ่งที่เป็นตัวตั้งตัวตี ชักชวนผมไปวัด พี่แหววบอกว่าหลวงพ่อรอผมอยู่

ผมนึกในใจ หลวงพ่อมารอผมตอนตีห้าเนี่ยนะ ท่านจะมารอผมทำไม ผมก็แค่โยมคนหนึ่งที่ต้องการมาฟังหลวงพ่อเท่านั้น ตามปกติหลวงพ่อจะลงเทศน์ตอน 6 โมงกว่าๆ ผมจึงลนลาน หันรีหันขวาง เจอชายสวมชุดไอ้โม่งยืนอยู่คู่รถตุ๊กตุ๊ก ก็เลยเรียกไปที่วัดร่มโพธิธรรม ในใจผมก็สงสัยว่าทำไมต้องคลุมหน้าซะขนาดนั้น เห็นแต่ตาสองข้างจริงๆ และผมก็หายสงสัยในอีกนาทีต่อมาเมื่อรถเคลื่อนตัวออกจากที่จอด

อากาศที่เลยช่วงวันที่ 16-17 มกราคม 2553 นั้นหนาวเย็นมาก ผมรู้แล้วว่าทำไมคนขับรถตุ๊กตุ๊ก ถึงได้คลุมเป็นไอ้โม่ง เพราะเมื่อเวลาที่รถขับด้วยความเร็วนั้น อากาศที่เย็นเฉียบอยู่แล้วดันเย็นลงไปอีก มันก็เลยเหมือนมีมีดมาบาดหน้า บาดตาตลอดเวลาจนผมต้องเอาเสื้อหนาวตัวเล็กๆนั่นแหละคลุมหัวหนีความเจ็บปวดอีกที เรียกว่าเจริญสติมายังไงก็เอาไม่อยู่ เวทนาหนักหนาซะขนาดนั้น ไม่นานนักรถก็พาผมแล่นฝ่าความมืดเข้าวัดแบบงงๆ

ผมลงจากรถรีบไปกราบหลวงพ่อแบบมึนๆ ท่ามกลางความเย็นยะเยียบของอากาศยามเช้า แม่ชีเล็กพาผมเข้าไปกราบขอขมากรรมต่อหน้าหลวงพ่อ เวลานั้นยังมืดสลัวๆ ผมเห็นเงาองค์ขอหลวงพ่อนั่งอยู่บนธรรมมาสของลานธรรม 1 ท่าทางท่านดูน่าเกรงขามมากๆ ผมเองไม่ค่อยเกร็งนักเพราะหนาวจนเหน็บกินมากกว่า(ฮา) การสนทนาทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนผมไม่ได้หยิบเครื่องบันทึกเสียงขึ้นมา มีแต่เครื่องบันทึกเสียงของวัดเท่านั้นที่ทำงานอยู่

คำแรกที่หลวงพ่อทักผมทำเอาสะดุ้ง ท่านทักว่า "ทำบารมีมาดีนะเรา"
ในใจผมก็นึกว่า "ทำบารมีอะไรมาวะเนี่ยชีวิตถึงได้ลำบากแบบนี้" (ฮา)
พอเริ่มขอขมากรรมเท่านั้นแหละ ผมก็เกิดอาการจุกจนหายใจไม่ออก แทบจะกล่าวคำขอขมาไม่จบ แต่ผมก็ฝืนใจกล่าวจนจบ และพอกล่าวจบแล้วนั่นแหละถึงได้หายใจออกโล่งทันที จากนั้นสนทนาธรรมที่อยู่ในไฟล์จึงเริ่มต้นขึ้น

จริงๆแล้วยังมีการสนทนาที่ไม่ได้บันทึกเสียงของผมกับหลวงพ่ออีกมากหลังจากนั้น เพราะช่วงวันแรกนั้นผมสนทนากับท่านเยอะจนเรียกว่า แทบจะ 4 เวลาหลังอาหารก็ว่าได้ เดี๋ยวก็เจอ เดี๋ยวก็เจอ พอเจอแล้วคนอื่นก็ไม่ค่อยจะถามหลวงพ่อ เหมือนเกรงท่าน ผมเลยชิงถามซะให้หมด ไหนๆมีเวลาไปแค่สองวันก็ซัดซะเลย ไม่มีเกรงใจ หลวงพ่อท่านก็เมตตาผมมาก ตอบให้หมดจะได้หายโง่(ฮา)

ที่น่าแปลกคือวันแรกผมเกิดความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังจะทิ้งโลกทั้งโลกครับ คือทั้งสับสนกับโลกที่ตัวเองอยู่ ทั้งรู้สึกว่าตัวเองต้องจบที่นี่แน่ๆ ไม่ไปที่อื่นแล้ว แต่มันก็เหมือนจะมีคำถามตามมาอีกมากเกี่ยวกับพันธะทางโลก ครอบครัว ลูกเมีย ยิ่งมีพระสงฆ์ที่นั่นทักผมด้วยว่า "หลวงพ่อบอกว่าคุณสว่างแล้ว...เดี๋ยวก็ได้บวชแล้ว" แล้วผมยิ่งงงหนักและหนาวใจเข้าไปใหญ่ เพราะพันธนาการทางโลกที่แน่นหนาจะทิ้งไปได้อย่างไร เรียกว่าวันแรกนั้นผมงงทั้งวันเลยครับ

และแล้วคืนวันแรกของผมที่วัดก็มาถึง ผมไปนอนพักกุฏพี่นวล กางเต้นท์อยู่ใต้กุฏ นอนคนเดียว ในช่วงเวลาที่ผมหลับตาลงนั้น ความมหัศจรรย์ก็บังเกิดของผมทันที ผมหลับตาลงด้วยความรู้สึกว่ามันไม่มีตัวตน มันว่าง มันไม่คิด ไม่ปรุง ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น ตอนนั้นผมนึกถึงคำๆหนึ่งของหลวงพ่อขึ้นมาทันที "ว่างอยู่แล้ว" นั่นเอง โอมันเป็นแบบนี้นี่เอง มันไม่ใช่การที่จิตเข้าไปเกาะความว่างนะครับ แบบนั้นผมเคยเจอ แต่สิ่งที่เจอคือมันว่างจาก "รู้" ครับ ผมแทบไม่เชื่อว่าบารมีธรรมของหลวงพ่อทำได้ขนาดนี้ ทั้งๆที่สภาวะก่อนหน้านั้นคือ ผมคิดไม่หยุด เพราะต้องเขียนหนังสือ มันคิดจนทุกข์ ขนาดนอนก็ยังคิด เดี๋ยวรู้เดี๋ยวคิดอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา แต่นี่มันหายตัวหายตนไปเลยทันทีที่หลับตาลง

พอตื่นขึ้นมาวันที่ 2 (วันที่ 17 มกราคม 2553) มาฟังธรรมของหลวงพ่อ ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ผมหมดคำถามไปแล้ว ไม่มีอะไรติดขัดข้องคาอีกเลย และเช้าวันนั้น หลวงพ่อเทศน์ดีมากจนผมต้องไปดูดไฟล์เสียงมาทันทีที่ท่านเทศน์จบ

ผมลาหลวงพ่อกลับมาด้วยความเสียดายที่ได้ไปเพียงสองวัน ก่อนกลับหลวงพ่อท่านอนุญาตให้ผมพูดและเผยแพร่สัจธรรมได้ (แต่ห้ามเอาไปขายเด็ดขาดเพราะสัจธรรมได้มาฟรี หนังสือทั้งหมดจึงเป็นหมันแบบไร้เงื่อนไข) ซึ่งตอนนั้นผมยังงงๆอยู่ว่าจะทำได้ยังไง ก็เพราะผมเผยแพร่สติปัฏฐานสี่ออกไปซะขนาดนั้น

ผมกลับมาจากวัดด้วยความรู้สึกสับสนหลายอย่าง ทั้งทางโลกและทางธรรมจะเอายังไงดีกับชีวิต สัปดาห์แรกราวกับว่าวิบากเก่ามันตามมาเล่นงานผมหนักหน่วงจนแทบจะตายเอาให้ได้ วันแรกผมสั่งระงับการพิมพ์หนังสือทันที เล่นเอาสำนักพิมพ์งงแตก แต่ในที่สุดก็ผ่านพ้นมันมาได้ ด้วยการไม่ต้องไม่ตั้งนั่นแหละ ก็เพราะไม่รู้จะทำยังไงแล้ว แต่สิ่งที่หลวงพ่อสอนคือสัจธรรมสูงสุดของพุทธศาสนาก็ถูกต้อง ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะเชื่อหลวงพ่ออย่างหมดจิต หมดใจ ทิ้งมันเลย อาจหาญหน่อย สมุจเฉทเด็ดขาดหน่อย ซึ่งในที่สุดความช่วยเหลือหลายๆอย่างมันมาเองโดยอัตโนมัติแบบไม่บอกกล่าวอย่างที่หลวงพ่อบอกเอาไว้เลยครับ

ส่วนที่เหลือหลังจากนั้นก็เป็นอย่างที่ทุกท่านเห็นในเว็บไซต์ rombodhidharma.net แห่งนี้แหละครับ ใครคางเหลือง ใครติดขัดข้องคา มาปรึกษาได้ครับ เดี๋ยวจัดให้

สุดท้ายนี้ผมกราบขอบพระคุณหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตด้วยคุณสูงสุดแห่งสัจธรรม และขอทำงานเผยแพร่สัจธรรมแห่งพุทธะอรหันต์ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เพื่อเป็นสะพานให้สรรพสัตว์ได้ข้ามสู่สัจธรรมที่แท้จริงแห่งพระพุทธศาสนา

ขออนุโมทนาบุญกับพี่ๆกัลยาณมิตรทุกท่านที่เอื้ออำนวยความรู้แจ้งแห่งสัจธรรมและเกื้อกูลจนผมผ่านวิกฤตยกแรกมาได้ ไม่ว่าจะเป็น พี่เล็ก พี่แหวว พี่ซู่ พี่นวล แม่ชีเล็ก พระอาจารย์หนู พระอาจารย์หมอ พี่ฟา พี่เก๊ะ พี่สุมาลี พี่เปิ้ลและอีกมากมายที่ไม่ได้เอ่ยชื่อไว้นะที่นี้ ขออนุโมทนาบุญจากใจจริงครับ

2 comments:

  1. จะปรึกษาทางไหนได้ค่ะแอดมิน ทุกข์ค่ะ

    ReplyDelete
    Replies
    1. DTAC 081-552-9856 AIS 089-050-4205

      Delete