เกี่ยวกับ admin

ดูจากสถิติหน้าที่ถูกคลิกเข้าชม ผมก็พบว่าหลายคนคลิกเข้ามาดูที่ admin profile หรืออย่างน้อยความเป็นเจ้าของเว็บไซต์แห่งนี้ก็ถูกค้นหาทางกูเกิ้ลมากมายพอสมควร เอ๊ะ...มันเป็นใคร 555

ผมเป็นใคร มาจากไหนถึงมาพูดสัจธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตอย่างห้าวหาญ(หรือโอหังในมุมของใครบางคน)เช่นนี้

ออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่นักเขียนที่สนใจนิพพาน แต่ผมเป็นผู้ใฝ่หานิพพานที่พอจะเขียนหนังสือได้มากกว่า ดังนั้นหากจะให้เลือกว่าจะเอาชื่อเสียงจากการเขียนหนังสือ หรือนิพพาน ผมเลือกอย่างหลังโดยไม่ลังเล ซึ่งก็พิสูจน์มาแล้วจนปวดใจสำนักพิมพ์และหลายๆคน(ฮา)

ผมเองเริ่มเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมาตั้งแต่เมื่อสิงหาคม 2549 ที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมป์ เอาแค่ปฏิบัติครั้งแรกก็เห็นสันตติขาดจากกันแล้วครับ สันตติขาดเป็นยังไงเหรอ มันก็เหมือนเห็นความไม่ต่อเนื่องของฟิล์มหนังนั่นแหละครับ ปกติเวลาดูหนังเราจะไม่เห็นขอบฟิล์ม แต่นี่ผมเห็นเฉยเลย สติมันไวมาก จากนั้นก็เลยมุ่งปฏิบัติธรรมเรื่อยมาอย่างจริงจัง ถึงขนาดไปนอนป่าช้าวัดแถวๆอีสานคนเดียวก็เคยมาแล้ว สภาวะธรรมก็ลุ่มๆดอนๆ เปลี่ยงแปลงตามความเป็นอนิจจังนั่นแหละ

หลังจากปฏิบัติธรรมไม่นานก็ได้มีโอกาสไปช่วยงานคอร์สวิปัสสนาเด็กอยู่เรื่อยๆ จากนั้นก็ได้ช่วยงานคอร์สวิปัสสนาผู้สูงอายุ ด้วยเห็นประโยชน์ว่าเป็นเรื่องดี ในขณะที่ความเพียรผมก็ย่อหย่อนลงเรื่อยๆ เพราะความเบื่อที่ต้องมาทำ ต้องมาปฏิบัติอยู่เรื่อยๆ จนที่สุดก็เข้าขั้นขี้เกียจปฏิบัติไปเลยเมื่อปี 52 สภาวะธรรมที่เคยดีๆจึงหายจ้อยไปหมดในเวลาไม่นาน เหลือแต่ความเบื่อตัวเองที่ตามหลอกหลอนตลอดเวลา

พอกลางปี 2552 ผมจึงได้เริ่มโครงการเว็บไซต์ onk8.net ซึ่งเน้นเผยแพร่วิปัสสนากรรมฐาน เว็บไซต์เติบโตเรื่อยมาจนมีคนเข้าเว็บถึงวันละประมาณ 300-400 คนเมื่อปลายปีก่อน และยังได้ใช้เป็นฐานในการประชาสัมพันธ์คอร์สวิปัสสนาเด็กและผู้สูงอายุอีกด้วย ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ผมก็ได้เริ่มเขียนหนังสือแนววิปัสสนากรรมฐานเล่มแรก และเขียนเล่มที่สองจบเมื่อปลายปี 2552 ทั้งๆที่เล่มแรกยังไม่วางแผง เพราะบก.หนังสือขอให้เขียนต่อเนื่องทันที จะได้ไม่ขาดตอน

ซึ่งกว่าจะรู้เรื่องราวของวิปัสสนากรรมฐานมากพอที่จะเขียนหนังสือได้ก็ล่อเข้าไปสามปี แต่ที่สุดแล้วผมก็ยังไม่รู้จักวิปัสสสนากรรมฐานจริงๆหรอกครับ เพราะมีหลายจุดเลยที่หาข้อมูลยังไงก็ไม่มีใครเคลียร์ โดยเฉพาะเรื่องแนวทางปฏิบัติที่ขัดแย้งกันเอง สอบถามใครก็บอกต่อๆกันมาและบอกต่อๆกันไปว่า "แล้วแต่จริต"

ตั้งแต่เริ่มโครงการเว็บไซต์และโครงการต่างๆเกี่ยวกับวิปัสสนากรรมฐาน ชีวิตผมก็ติดขัดอยู่ตลอดเวลา จนปัญหาทุกอย่างในชีวิตมาแย่สุดๆเมื่อปลายปี 52 นั่นแหละ คิดดูว่าผู้ภาวนาคนหนึ่งต้องใช้วิธีวิ่งหนีทุกข์หัวซุกหัวซุน ภาวนา หรือดูจิตก็เอาไม่อยู่ กรรมฐานช่วยไม่ได้น่ะมันเป็นยังไง เรียกว่าเป็นช่วงที่จมแช่ทุกข์เลยก็ว่าได้ ถึงขนาดเคยคิดจะฆ่าตัวตาย(ถึงสองครั้ง)ด้วยซ้ำ(แค่คิดครับ ไม่ได้ลงมือจริง) และยิ่งภาวนาไปก็เห็นแต่ตัวกูเป็นผู้ดู ผู้รู้อยู่ตลอดเวลายิ่งทำให้ผมเขวมากขึ้นว่า ตกลงนี่กูปฏิบัติมาสามปีกว่านี่กิเลสไม่ลดลงเลยนี่หว่า

จนกระทั่งปลายเดือนธันวาคม 2552 ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสได้ฟังธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตที่โหลดจากทางเว็บไซต์ของวัด ฟังครั้งแรกเหมือนถูกตีหัวเลยครับ ไม่อยู่แล้ว ว่างอยู่แล้ว....อะไรวะ ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ แต่พอฟังๆไปเรื่อยๆก็ชักเข้าเค้าแฮะ เพราะสิ่งที่หลวงพ่อฯท่านสอนนั้นฟังยังไงก็เถียงไม่ออก คือโดยหลักการแล้วมันใช่ทั้งหมดเลย คือตั้งแต่ฟังธรรมมาก็มีของหลวงพ่อฯนี่แหละที่เคลียร์สุดๆ จนผมสรุปได้ว่าไม่มีพระองค์ใดอีกแล้วในโลกนี้ที่จะรู้จักนิพพานมากเท่าหลวงพ่อฯ ผมแอบสรุปกับตัวเองว่า หลวงพ่อท่านไม่ธรรมดาแน่ๆ

พอต้นปี 53มาถึง ผมจึงนึกอยากจะไปกราบหลวงพ่อ แต่ด้วยความที่ลูกยังเล็กจึงคิดว่าเอาไว้ปลายปีก่อนค่อยไปกราบหลวงพ่อฯดีกว่า อีกอย่างหนึ่งฟังๆแล้วรู้สึกว่าธรรมของหลวงพ่อฯจะขัดกับหนังสือเล่มแรกของผมที่กำลังจะวางแผงจึงเกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่แน่ใจที่จะไปกราบท่าน เพราะกลัวว่าเนื้อหาในหนังสือจะผิดธรรม แต่ผมก็ยังฟังธรรมของท่านอย่างต่อเนื่องเพราะฟังแล้วติด ยิ่งฟังก็ยิ่งใช่ และแล้วเวลาของผมก็มาถึง

กลางเดือนมกราคม 53 ผมฟังธรรมของหลวงพ่อฯจนเร่าร้อนไปหมดแล้ว อยู่ไม่ได้ ต้องไปวัดโดยด่วน ไปให้รู้แน่ว่าหนังสือที่ผมเขียนน่ะผิดหรือไม่ ช่วงนี้ผมกำลังทุกข์หนักมาก ร่ำๆว่าจะตายให้ได้วันนี้เดี๋ยวนี้เลยล่ะ ใจก็เลยคิดว่า ไปพิสูจน์บารมีหลวงพ่อฯหน่อยเถอะวะ เผื่อจะคลายได้แบบที่ท่านว่าจริงๆ จะได้ไม่ต้องแบกทุกข์ไปจนปลายปี 53 ว่าแล้วผมก็ไปกราบหลวงพ่อฯในวันที่ 16-17 มค. จนเกิดเป็นไฟล์บันทึกสนทนาธรรมกับนักปฏิบัติ(นักเขียน) อย่างที่ทุกท่านได้ฟังกันไปแล้ว

ผมยอมรับว่าหากไม่ได้หลวงพ่อฯในวันนั้น ผมคิดว่าผมคงตายไปแล้วอย่างแน่นอน ชนิดลงข่าวหน้าหนึ่ง ถูกทำภาพเบลอๆแน่ๆ เพราะทุกข์หนักจนเข้าขั้นคางเหลืองอย่างที่หลวงพ่อฯว่าจริงๆ ไม่เคยทุกข์อะไรแบบนั้นมาก่อนในชีวิตเลยครับ แต่พอกลับจากวัดแล้ว บอกได้เลยว่ามันนอกเหนือทุกข์ไปเองจริงๆ คือเมื่อโลกมันไร้ความหมายในความเป็นอะไรแล้วนั่นแหละ ความหมายในความเป็นทุกข์ก็ดับลงไปเอง ไร้อย่างเดียว

นี่คือเหตุของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของทั้งผม และของเว็บไซต์ ใครจะว่าอะไรก็ว่าไปเถอะ เพราะมันว่างอยู่แล้วครับ ไม่มีอะไรต้องขอโทษ(โว๊ย)

ที่เหลือหลังจากนี้ต่อไปก็คือสัจธรรมแห่งพระนิพพานอย่างเดียวจริงๆ นะจ๊ะ

No comments:

Post a Comment