Saturday, April 15, 2017

สัจธรรมจาก Facebook#72

ความกังวลถึงอนาคตไม่ใช่อนาคต มันคือความกังวล
ความปรุงแต่งถึงอนาคตก็ไม่ใช่อนาคต มันคือความปรุงแต่ง
ไม่มีอะไรที่เป็นอนาคตเลย แม้แต่ปัจจุบันยังไม่มี
มันจะมีก็แต่อุปาทานชั่วครั้งชั่วคราวที่จับต้องไม่ได้จริงเท่านั้นเอง

-----------------------------------------------

วันนี้ผมพานโมไปเยี่ยมแม่ผมที่อีกบ้านนึง ตอนที่ต้องเดินผ่านซอยหลังวัดเข้าไปนั้น นโมจำได้ว่ามันมีขี้หมาเยอะมากเป็นระยะๆตลอดทาง ทำให้เขาไม่อยากเดินผ่านซอยนี้ แต่มันเป็นทางบังคับ และนี่คือบทสนทนาที่เกิดขึ้น(ประมาณนี้นะครับ จำได้ไม่หมด)

ป๊า: นโมเราเดินผ่านซอยนี้น่ะแป๊บเดียวเองลูก เดี๋ยวมันก็ผ่าน ถ้าหนูไปทุกข์กับขี้หมาทุกก้อนตลอดทาง ใครกันล่ะที่ทุกข์
นโม: หนูก็ทุกข์เองน่ะสิ
ป๊า: ใช่ไง มันก็เหมือนชีวิตคนนั่นแหละ ตลอดชีวิตมันจะต้องเดินผ่านขี้หมาจำนวนมาก แล้วเราต้องเก็บมันมาทุกข์หมดทุกก้อนเลยเหรอ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แย่นะลูก ก็ช่างมันปล่อยมันเสียบ้าง จะไปหยิบขี้ทุกก้อนมาดมนี่หดหู่ตายเลย

พอจบบทสนทนา นโมก็กระโดดข้ามขี้หมาในซอยนั้นอย่างสนุกสนานต่อจนถึงบ้านอาม่า ลืมเก็บขี้หมาขึ้นมาดมเองทุกข์เองจนหมดสิ้นเลย ก็ลองนึกดูแล้วกันว่าเราแต่ละคนน่ะ หยิบขี้หมาที่ตกอยู่ตามทางของชีวิตขึ้นมาดมเองทุกข์เองมามากแค่ไหนแล้ว จะเลิกกันได้หรือยัง

----------------------------------------------

มีญาติธรรมถามเกี่ยวกับพระสัจธรรม ก็บอกไปว่าพระสัจธรรมนั้นคือความจริงที่ว่าไม่มีอะไรเป็นความจริงเลย แม้กระทั่งคำอธิบายนัยแห่งพระสัจธรรมก็ไม่จริง เป็นเพียงสมมติที่มาล้างสมมติ ล้างหมดก็จบกัน แล้วจะมีอะไรยึดได้ไหม มันก็ไม่มี มันมีแต่อุปาทานแห่งตนที่หลงปรุงแต่งและหลงยึดเอาว่านี้คือพระสัจธรรม แต่จริงๆพระสัจธรรมโดยตัวมันเองก็ไม่มีอะไรแม้กระทั่งความหมายหรือนัยในตัวมันเอง


---------------------------------------------

ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว มันก็เกิดขึ้นแล้ว จะกังวลทำไม
ในเมื่อสิ่งที่ดำเนินไปแล้ว มันก็ดำเนินไปแล้ว จะกังวลทำไม
ในเมื่อสิ่งที่กำลังจะเกิด มันก็จะเกิดอยู่แล้ว จะกังวลทำไม
ในเมื่อสิ่งที่กำลังเสื่อม มันก็ต้องเสื่อมอยู่แล้ว จะกังวลทำไม

เธอทั้งหลายจะกังวลกับสิ่งที่มันมี มันเป็น มันเสื่อมอยู่แล้วตามธรรมชาติไปทำไม
นี่ก็เพราะเธอทั้งหลายไม่เข้าใจความเป็นจริงแห่งธรรมชาติว่า
ไม่มีใครเลยที่พ้นจากความเปลี่ยนแปลง
ไม่มีใครเลยที่พ้นจากความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
ไม่มีใครเลยที่พ้นไปจากความยึดถือไม่ได้แห่งธรรมทั้งหลาย

เคยเห็นใครที่บังคับตัวเองไม่ให้ตายได้ไหม
เคยเห็นใครที่บังคับตัวเองไม่ให้เปลี่ยนแปลงได้ไหม
มันก็ไม่มี

เพราะเราทั้งหลายถือกำเนิดมาบนพื้นฐานธรรมชาติเดียวกัน
อันมีความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา อันมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา อันยึดติดไม่ได้เป็นธรรมดา
แล้วเธอทั้งหลายจะกังวลไปทำไม จะอิจฉาริษยากันไปทำไม จะแก่งแย่งแข่งขันกันไปทำไม

เมื่อเข้าใจความเป็นจริงแห่งโลกธาตุและสังสารวัฏนี้แล้ว
เธอก็ไม่มีเหตุให้กังวลอีก ไม่มีเหตุให้ทุกข์อีก ไม่มีเหตุให้หลงจริงจังตั้งเอาอีก
เธอทั้งหลายก็จะหลุดพ้นจากมายาจิตหรือโมหะอวิชชาที่สร้างโลก สร้างสังสารวัฏครอบงำตัวเองจน

---------------------------------------

เมื่อเธอทั้งหลายอยากจะบวชหาความสงบ เธอก็พลาดจากเนื้อหาแห่งการบวชไปเสียแล้ว
เมื่อเธอทั้งหลายอยากจะบวชเพื่อหนีเวรกรรม เธอก็พลาดจากเนื้อหาแห่งการบวชไปเสียแล้ว
เมื่อเธอทั้งหลายอยากจะบวชเพื่อปฏิบัติธรรม เธอก็พลาดจากเนื้อหาแห่งการบวชไปเสียแล้ว
เมื่อเธอทั้งหลายอยากจะบวชเพื่อมุ่งนิพพาน
เธอก็พลาดจากเนื้อหาแห่งการบวชไปเสียแล้ว
เมื่อเธอทั้งหลายอยากจะบวชเพื่อโปรดสัตว์ เธอก็พลาดจากเนื้อหาแห่งการบวชไปเสียแล้ว

เพราะการบวชนั้นคือการปลง การสละ คือเนื้อหาแห่งการคืนทุกสิ่งสู่ธรรมชาติเดิมที่มันไม่มีความหมายในความเป็นอะไร หมดความขัดแย้งกับทุกสิ่ง หมดความมุ่งหวังตั้งเอากับอะไรแม้กระทั่งนิพพาน
เนื้อหาแห่งการบวชที่แท้จริง จึงไม่มีว่าบวชเพื่ออะไร หรือเพื่อเอาอะไรอีก

และเมื่อเธอทั้งหลายตรงต่อเนื้อหาแห่งการบวชอย่างแท้จริงแล้ว
ความสงบนั้นจะปรากฏขึ้นเอง
เวรกรรมทั้งหลายก็จะหมดความหมายในความเป็นเวรกรรมไปเอง
เธอก็จะได้ประจักษ์แจ้งว่าธรรมทั้งหลายล้วนบริบูรณ์อยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว แม้ขณะที่เธอตกอยู่ใต้อำนาจโมหะก็ตาม
และโดยเนื้อหาแห่งการบวชนั้น ก็เป็นคุณสูงสุดแห่งการโปรดสัตว์โดยตัวมันเองอยู่แล้ว โดยที่เธอไม่ต้องพยายามจะโปรดแบบไหนอีกเลย

-------------------------------------

ในท่ามกลางกระแสธรรมทั้งหลายที่ก่อตัวขึ้นถาโถม แปรเปลี่ยน เสื่อมสลายไป วนเวียนเช่นนี้ซ้ำๆบนผืนผ้าแห่งความว่างเปล่า โดยไม่มีความหมายในความเป็นอะไรอย่างแท้จริง

แต่เมื่อเธอทั้งหลายยังมัวแต่เนื่องด้วยการรับรู้แห่งตน มันก็จะก่อให้เกิดแง่มุมต่อธรรมนั้นๆขึ้น เป็นทิฏฐิ ทัศนะ สร้างมายาแห่งตัวตนขึ้นมาแยกเธอออกจากธรรมทั้งหลาย กักขังเธอไว้ในความคับแคบแห่งสภาวะที่พึงใจและชิงชัง กลายเป็นการเฝ้ายึดเฝ้าปฏิเสธสิ่งที่มันไร้ความหมายอยู่แล้วแต่เดิม

การจะพ้นไปจากมายาโมหะที่กักขังเธออยู่ได้นั้น จึงไม่ใช่การไปดิ้นรนที่จะหลุดพ้นจากสภาวะที่ใันว่างเปล่าอยู่แล้วอีก เพราะโมหะนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงความเป็นจริงไปจากเดิมที่มันว่างเปล่าอยู่แล้วเลย จึงไม่มีอะไรต้องหลุดพ้นจากอะไร

เพียงแค่เธอทั้งหลายปล่อยให้สิ่งต่างๆมันผ่านมาผ่านไปโดยไม่ไปหาความหมายความเป็นไปของมัน เมื่อนั้นมายาแห่งโมหะอันก่อแง่มุม ที่กักขังเธอไว้ในสภาวะอันคับแคบจะจางคลายออกไปเอง หมดความเป็นเธอในรู้ในเห็น หมดความขัดแย้งในธรรมทั้งหลาย กว้างขวางออกไปไร้ขอบเขต ความหลุดพ้นจากอำนาจโมหะแล้วรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความว่างนี้เองคือเนื้อหาพระสัจธรรม ไม่ใช่การที่มีใครไปหลุดพ้นจากอะไรอย่างที่เข้าใจกันแม้แต่นิดเดียว

No comments:

Post a Comment