Sunday, January 8, 2017

คุยข้างเดียว#special บันทึกการเดินทางไปวัดร่มโพธิธรรม 1-11 ต.ค. 59

สามเดือนผ่านไปหลังจากผมกับนโมไปวัดร่มโพธิธรรมในช่วงวันที่ 1-11 ต.ค.59 ที่ผ่านมา ก็ได้ฤกษ์เขียนบันทึกเสียที

ปกติถ้าท่านใดติดตามผมมานานก็จะรู้ว่า ผมมีโอกาสได้ไปวัดประมาณปีละครั้งเท่านั้น เมื่อก่อนยังได้ไปวัดแค่ครั้งละ 2-3 วัน พักหลัง ๆ ก็ได้ไปอยู่ที่วัดนานขึ้น ตามวิบากที่คลี่คลาย ปีนี้ผมมีโอกาสได้พาลูกชายไปอยู่ที่วัดถึง 11 วัน และครั้งนี้ก็มีญาติธรรมหลายท่านที่จะเดินทางไปเจอผมที่วัดจำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าว

ผมกับนโมเดินทางด้วยเที่ยวบินรอบเย็น วันเสาร์ที่ 1 ต.ค. เพราะเที่ยวบินกลางวันเต็ม เลยถึงวัดเย็นหน่อย โดยมีแม่ชีหนิง แม่ชีเก๊ะและ แอนนา โรส ขับรถมารับถึงสนามบิน ผมกับนโมได้พักที่กุฏิของคุณข้าวเจ้า ซึ่งสะดวกสบายหน่อยสำหรับเด็ก คือสำหรับเด็กเมืองนี่ บางทีก็ต้องให้เขารู้สึกผ่อนคลายที่จะอยู่ที่วัดเสียก่อนครับ ไม่งั้นอีกหน่อยไม่ยอมมา แล้วถ้านโมไม่ยอมมา ก็หมายถึงว่า ผมก็อดไปวัดด้วยทันทีเลย

พอเช้าวันอาทิตย์ที่ 2 ต.ค. ผมกับนโมจึงได้ไปกราบหลวงพ่อที่กุฏิ ช่วงหลังเทศน์ที่ลานธรรมตอนเช้า ก็ได้นั่งสนทนากับหลวงพ่ออยู่พักหนึ่ง ราว ๆ ชั่วโมง ก็ได้อัพเดตสถานการณ์ต่างๆ เรืองการโปรดบ้างนิดหน่อย ซึ่งทุกอย่างที่หลวงพ่อท่านพูดมานั้น ผมได้รับรู้เกือบหมดแล้วทางญาณวิถี ที่มานั่งสนทนากับท่านจึงเป็นการรับรองญาณวิถีเสียมากกว่า


วันที่ 2 นี้ก็ไม่ได้ทำอะไรมากครับ เราออกไปหาข้าวกลางวันกินกันนอกวัด แล้วก็แวะไปตลาดวันหยุดใกล้ ๆ วัดเพื่อที่จะซื้อผักมาทำกิมจิ ซึ่งผมเตรียมพริกกิมจิอย่างดีมา 1 กิโลกรัม สำหรับทำกิมจิเลี้ยงคนวัด แต่เสียดายที่เหมาผักเกือบหมดตลาดแล้วก็ยังได้กิมจิน้อยไปนิดนึง แต่ก็ไม่เป็นไร ทำไปก่อนเท่าทีมี ช่วงบ่ายของวันที่สองจึงเป็นช่วงเวลาของการทำกิมจิ โดยมีแอนนาโรส กับ มายา ญาติธรรมชาวต่างชาติมาช่วยในการทำกิมจิ แต่กว่าจะเสร็จ กินได้ก็ต้องรออีกวันนึง ไปเสร็จช่วงสายๆของวันที่ 3 แถมเสร็จมาก็น้อยอีก เลยได้แต่แจกกันเองวงในหมด ฮา

จากนี้ไปผมจะเล่าเฉพาะเหตุการณ์ที่เด่นๆนะครับ นานไปละลืม คือช่วงก่อนไปวัดนี่ผมได้บอกกล่าวหลายท่านและบอกกล่าวผ่านทาง สัจธรรม live ว่าผมจะไปวัด รอบนี้ก็เลยได้เจอญาติธรรมตั้งแต่วันที่ 2 เป็นต้นไป มีมาเรื่อย ๆ ครับ แล้วต้องบอกนะครับว่า ผมจะสัมผัสสัมพันธ์กับญาติธรรมแต่ละคนแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน ปล่อยให้เป็นไปตามวาระและบารมีที่สัมพันธ์ คือทุกท่านที่ไปวัดก็จะไปตามสายบารมีตนเองโดยอัตโนมัติ ไม่ได้ดูแลเหมือนกันหมดทุกคนนะครับ

อีกอย่างที่ผมทำทุกวันคือ การยิงสัญญาณถ่ายทอดเทศนาธรรมสด ๆ ในช่วงเช้า ผ่าน group call ในกลุ่ม line ของ rombodhidharma.net ให้สมาชิกได้ฟังและรับอานุภาพพระสัจธรรมกันทุกวัน ซึ่งช่วงที่ผมอยู่วัด ก็จะมีวันเดียวที่หลวงพ่อท่านไม่ได้ลงเทศน์ เรียกว่าท่านเมตตากลุ่มเราเอามาก ๆ ทีเดียว

ช่วงวันที่ 2-3 ผมก็ได้สนทนาธรรมกับญาติธรรมบางส่วนที่มาก่อนผมบ้าง มาในช่วงที่ผมถึงวัดแล้วก็มี มีท่านนึงเคยจะมาแล้วแต่ไม่ได้มา รอบนี้เลยได้มาเจอกัน มาแบบงง ๆ พร้อมจิตญาณพ่วงพันมากมายมาให้เคลียร์ ก็ได้แม่ชีเล็กท่านช่วยเคลียร์ให้ (แบ่งวิบากไปหน่อยนะแม่ ฮา)

ช่วงแรก ๆ ก็ไม่ได้ไปไหนไกลครับ อยู่ในวัดเป็นหลัก แล้วก็ไปทักทายคนโน้นคนนี้ตามประสาคนที่ไม่ได้ไปวัดบ่อย ก็มีญาติธรรมมาทักผมกับนโมเยอะ(ไอ้นโมนี่มันเท่าพ่อเลยอ่ะ ฮา) ส่วนใหญ่คือไม่เคยเห็นหน้าแต่เป็นคนที่ติดตามผมในสื่อต่าง ๆ แล้วก็ได้รู้ว่า บทขอขมากรรมที่ผมเขียน ได้มีคนนำไปรวมเล่มเผยแพร่อยู่พอสมควรในวัด

ไปวัดทีนึงนโมก็จะไปเล่นกับสุวรรณเพื่อนสนิทที่วัด คือสองคนนี้สนิทกันเร็วตั้งแต่ครั้งก่อน ห่างไปปีนึงความสนิทก็ไม่ได้ลดลงเพราะเจ้าสองคนนี้เคยเป็นพี่น้องกันมาในอดีตชาติ มันเลยมีความคุ้นเคยกันอยู่เป็นทุนเดิม

พอวันที่ 5 หลวงพ่อพาผมนโมและอีกหลาย ๆ ท่านไปโปรดที่ภูกระดึง หลัก ๆ ก็คือไปอัพเดตสถานการณ์ อัพเดตเรื่องการโปรดสัตว์ ซึ่งอย่างที่ผมบอกล่ะว่า ส่วนใหญ่เป็นการรับรองญาณวิถีที่ผมรู้อยู่แล้วเสียมาก ก็นั่งฟังท่านเก็บรายละเอียดไปเรื่อย ๆ เพราะ ท่านถือว่าผมเป็นทีมทำงานอยู่แล้ว เสร็จจากภูกระดึงเราก็กลับมาที่วัดช่วงบ่ายกลาง ๆ หน่อย ไปคราวนี้ไม่ต้องลงมือปลูกไม้ผลเหมือนคราวก่อน เลยออกจะสบาย ๆ หน่อย

สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไปหลังกลับจากวัดคือ บารมีที่เปิดมากขึ้น อานุภาพจะมากขึ้น การโปรดจะกว้างขวางขึ้นและเริ่มมีเคสยาก ๆ เข้ามามากขึ้น และแน่นอน จะมีวิบากใหม่ ๆ วิ่งเข้ามามากขึ้น ใหญ่ขึ้น และโหดขึ้น (ฮา) ตลอดไปจนถึงภาคมารที่จะเข้ามาทดสอบทดลองก็จะมีบารมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่ไปวัดรอบนี้มันคืออัลไล ทำไมมันสบายไปหมด ไม่เห็นมีวิบากอะไรเลย ฮา ผมก็เลยช่างมัน ไม่คิดแล้ว เดี๋ยวมาก็รู้เอง แต่ไม่รู้จะตกใจหรือเปล่านะ ฮา

มีงานนึ่งที่ผมพยายามจะทำต่อในช่วงที่อยู่วัดคือ การทำดีวีดี การโปรดสัตว์ที่ประเทศเวียตนาม ของหลวงพ่อ แต่ทุกครั้งที่จะพยายามเข้าไปสางงานที่ยังไม่เสร็จ ก็จะมีบางอย่างมาขวางตลอดเวลา อย่างตอนที่ไปนั่งหน้าคอมตรงกุฏิหลวงพี่เก๋ ข้างคอกม้านั้น เหมือนมีมวลกระแสวิบากของสัตว์โลกมารุม ทำให้ทำงานไม่ได้ ขนาดเดินออกไปหยาดน้ำ โสให้อโหสิให้ สักพักก็มาอีก ถึงได้รู้ว่า งานนี้วิบากเยอะ คือวิบากที่มากับภาพที่ใช้ประกอบดีวีดี ซึ่งมีคนเวียตนามอยู่ในภาพจำนวนมาก และวิบากนี้แหละที่ออนไลน์มาหาคนทำงาน สรุปแล้วไปวัดรอบนี้ งานก็ไม่เสร็จครับ เพิ่งมาเสร็จเอาปลายปี 59 ที่ผ่านมาอย่างสะบักสะบอมไปทุกภาคส่วน


ไปวัดรอบนี้ผมมีนัดกับญาติธรรมทางใต้กลุ่มนึง ทีแรกเห็นว่าจะมากัน 6 คน ส่วนคนอื่น ๆ นั้นติดวิบากน่าจะมาไม่ได้ ผมเลยส่งบทขอขมากรรมสองบทไปให้กล่าวตามทุกวัน พอวันเดินทางก็มากันได้เป็นสิบกว่าคนเฉยเลย แต่กว่าจะมาถึงก็พกวิบากมามากขนาดที่ว่า แม่ชีเล็กโทรมาถามผมเลยว่ากลุ่มนี้เป็นยังไง ทำไมแม่ถึงขาอ่อนแรง ผมเลยบอกไปว่า กลุ่มนี้ทำประมงครับ น่าจะเอาวิบากสัตว์ทะเลมาฝากเยอะ ฮา แล้วก็เยอะจริง ๆ ครับ ก่อนขึ้นเครื่องก็เกิดอุปสรรคเพียบ กระจกข้างรถโดนเฉี่ยว ชื่อของคนโดยสารผิด บินมากทม.จะมาต่อเครื่องบินก็เจอฝนตกหนัก เที่ยวบินเลื่อนไม่มีกำหนด เรียกว่ากว่าจะมาถึงวัดก็สี่ห้าทุ่มกันทีเดียว

พอมาถึงวัดผมก็รู้ละว่าจะไปอัดสัจธรรมใส่พรวด ๆ ไม่ได้ เดี๋ยว overdose ฮา พอวันรุ่งขึ้นผมเลยพาไปเที่ยวภูป่าเปาะ กับคุนหมิงก่อนเลย เพราะเห็นว่ามีเด็ก ๆ มาด้วย จะไปเครียดใส่คงใช่ที่ ต้องให้รู้สึกผ่อนคลายก่อน โดยผมพานโมไปด้วย เพราะนโมจะได้โปรดเพื่อน วันแรกจึงเป็นการไปเที่ยวแล้วก็ไปโปรดเหล่าจิตญาณในสถานที่ต่าง ๆ ไปในตัว แล้วก็พากันไปซื้อผักเอามาทำกิมจิรอบสอง เพื่อให้กลุ่มนี้ได้ทำบุญทิ้งเอาไว้ สร้างเหตุปัจจัยที่ดีที่จะน้อมเข้ามาสู่พระสัจธรรมในภายหลัง

พอวันต่อมาผมก็พากลุ่มนี้ทำกิมจิครับ อยู่ในวัดเป็นหลัก เที่ยวพอคลายแล้ว ผมก็พาขอขมากรรมชุดใหญ่ โปรดจิตญาณสัตว์ทะเลที่พ่วงพันมา แล้วก็ให้สัจธรรมผ่านการสนทนา โดยมีแม่ชีเล็กมาช่วยรับช่วงต่อในการให้พระสัจธรรมด้วย ในระหว่างที่ผมพาเด็ก ๆ ไปดูม้าที่คอกม้าแล้วก็เดินเล่น พอตกกลางคืน ผมก็พากลุ่มนี้ไปกราบสนทนาธรรมกับแม่ชีหนิง เรียกว่าวันนี้นี่ให้พระสัจธรรมกันเต็ม ๆ เพราะวันรุ่งขึ้นก็บินกลับละ ถือว่าเป็นการมาวัดครั้งแรกที่ประทับใจ จนหลายคนในกลุ่มเปรย ๆ ว่าอยากมาอยู่วัด หรือหาที่นอกวัดปลูกบ้าน จนหลวงพ่อก็แนะนำว่า ก็ให้มันเป็นไปตามวาระเองจะดีที่สุด กลุ่มนี้ก็กลับไปคลี่คลายสว่างไสวกันหลายคน (ไปรู้ตัวที่บ้านว่ามันคลาย ฮา) โดยเฉพาะเด็ก ๆ นี่เรียกร้องอยากจะมาวัดอีกในปิดเทอมครั้งต่อ ๆ ไป

กิจกรรมที่เหลือช่วงที่อยู่วัดก็เป็นไปตามแต่วาระครับ ผมได้เจอญาติธรรมหลายท่านที่อยู่วัด แล้วก็เพิ่งรู้ว่ามีญาติธรรมที่วัด นำบทขอขมากรรมที่ผมเขียนไปพิมพ์รวมเล่มแจกต่อกัน นำพากันขอขมากรรมจนสว่างไสวกันหลายท่าน ทั้งฆราวาส ทั้งพระและแม่ชี

นโมเองไปวัดครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งที่สามแล้ว เขาชอบไปวัดมากเพราะมันคลี่คลายผ่อนคลาย เป็นอิสระ และได้เที่ยว ครั้งนี้ก็เหมือนกันครับ เราได้ออกไปนอกวัดค่อนข้างบ่อย ได้ไปเล่นน้ำที่ฝายน้ำล้นที่ผาสามยอด ได้ไปเล่นน้ำตกที่ภูกระดึง คือดูเผิน ๆ เหมือนเที่ยวเอาเพลิน เอาสนุกนะครับ แต่จริง ๆ มันก็เป็นการโปรดภาคทิพย์จิตญาณในลักษณะหนึ่ง เพราะเวลานั่งรถ เราก็โสตลอดทาง เปิดเสียงขอขมากรรมตลอดทาง จิตญาณที่ได้สัมผัสอานุภาพก็คลี่คลายสว่างไสวตาม ได้ไปหยาดน้ำอุทิศบารมีไว้ตามที่ต่าง ๆ เป็นการให้ความคลี่คลาย และเป็นการเชื่อมโยงบารมีถึงกันโดยอัตโนมัติ คนนอกดูก็จะนึกว่าคนวัดร่มโพธิธรรมชอบเที่ยวเล่น แหม่ก็จิตมันเบิกบานสว่างไสวแล้วจะให้หน้าดำคร่ำเครียดเหรอไงครับ ฮา

วันกลับยังมีญาติธรรมจากทางใต้ท่านนึงมานั่งสนทนาธรรมกันจนแทบจะนาทีสุดท้าย รอบนี้ผมเลยได้เจอญาติธรรมเยอะจริง ๆ ทั้งที่มาจากข้างนอกและที่อยู่ในวัด

ก่อนกลับ ผมก็ไปกราบลาหลวงพ่อที่กุฏิ หลวงพ่อท่านก็ให้โอวาทก่อนกลับมาทำงานเผยแพร่ต่อ ผมได้ทำบุญปัจจัยสำหรับงานบวชของแอนนา เสร็จแล้วแม่ชีหนิงก็ขับรถพาผม นโม และคุณฝ้าย ญาติธรรมที่บินกลับเที่ยวบินเดียวกับผมและนโมไปส่งที่สนามบินจังหวัดเลย

ที่แปลกในการไปวัดครั้งนี้คือ พอเครื่องบินขากลับไต่ระดับจนได้เพดานบินแล้ว ผมสัมผัสได้ชัดมากว่า เทวดามาส่งผมกันเต็มท้องฟ้าไปหมดตั้งแต่ทีเลยจนถึงตอนเมือง ถ้าเป็นคนก็เรียกว่าปูพรมแดงต้อนรับกันเลย กระแสที่สัมผัสได้คือ ปีติ เทวดาเขามาอนุโมทนาบุญกับผมตลอดทาง พอเครื่องบิน บินขึ้นสักพัก นโมก็เริ่มร้องไห้ คิดถึงวัด คิดถึงหลวงพ่อ ผมก็รู้ละว่าที่ร้องไห้นี่ไม่ใช่นโมละ เป็นเทวดาเขาซ้อนมา ผมก็กอดนโมไปจนเครื่องลง น้ำตาเปียกเต็มเสื้อผมเลย และในระหว่างที่รอรับกระเป๋านั้น คุณฝ้ายก็เล่าให้ฟังว่า ก็น้ำตาไหลเหมือนกันตอนอยู่บนเครื่อง อันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญละ เทวดาของจริง

ทั้งหมดนี้คือเหตุการณ์ที่น่าประทับใจ และเท่าที่ผมจำได้หลังจากเวลาผ่านมาสามเดือน ฮา เขียนซะจะได้ไม่ติดค้างกัน นี่เจ้านโมก็ตาลุกวาวอีกละ ใกล้ปิดเทอมใหญ่ เจ้าตัวรอจะไปวัดอย่างใจจดใจจ่อเลย รอบนี้คงไปอยู่สักสองอาทิตย์ครับ แต่จะวันไหนค่อยว่ากัน ระหว่างนี้ขอทำงานก่อนครับ งานเผยแพร่หลังกลับจากวัดยุ่งมาก และได้เปิดโอกาสให้ผมได้โปรดในภาคส่วนที่ผมเคยปฏิเสธที่จะโปรดมาก่อน เรียกว่าการโปรดเริ่มพิสดารและซับซ้อนขึ้น กว้างขวางขึ้นจริง ๆ ตามที่ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ และตั้งแต่กลับจากวัดมานี่ ก็ได้โปรดภาคทิพย์ไปแล้วเป็นจำนวนมาก และปี 60 นี้ก็จะเป็นปีที่ผมเปิดการโปรดภาคทิพย์ไว้เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งกันเลยทีเดียว

ขอให้ทุกชีวิตจิตวิญญาณ ทั้งภาคทิพย์ภาคหยาบทั้งหลาย ในทุกหมู่ทุกเหล่าทุกชั้นทุกภูมิ ตั้งแต่อเวจีมหานรกจนถึงพรหมโลก รวมถึงเขตแดนพิเศษแห่งการใช้กรรมในทุก เขตแดน ทั้งที่เคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมาหรือไม่ก็ตาม ทั้งที่น้อมต่อพระสัจธรรมหรือปฏิเสธปฏิฆะก็ตาม จงได้มีส่วนในอธิวาสนามหาบารมี ในความสมุจเฉทเด็ดขาด ความคลี่คลายหลุดพ้น ไม่ติดไม่ขัดไม่ข้องไม่คาในทุกข์โทษทั้งหลาย ในอานุภาพแห่งความสว่างไสวในพระสัจธรรม จงได้มีส่วนในบารมีแห่งการโปรดสัตว์ตามองค์มหาบารมีแห่งข้าพเจ้า โดยทั่วกัน ไปตลอดกาลนานเทอญ

อโหสิ อโหสิ อโหสิ

โส โส โส

ธนน รัตนบรรณกิจ (ปริ๊นซ์)







No comments:

Post a Comment