Monday, July 11, 2016

สัจธรรมสำหรับผู้ป่วย

ผมเคยเขียนบทความตอน "เฝ้าไข้ยังไงไม่เป็นการซ้ำเติมคนป่วย?" ไปแล้วครั้งหนึ่ง ล่าสุดมีคุณหมอท่านหนึ่งถามผมว่า เขียนบทความสำหรับให้คนป่วยอ่านด้วยหรือยัง ก็เลยเป็นที่มาของบทความนี้ ซึ่งโดยเนื้อหาของมันแล้ว แม้ไม่ป่วยก็อ่านได้นะครับ

จริง ๆ ผมเองก็คลุกคลีกับความเจ็บป่วย เข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาล นับตั้งแต่ยาย พ่อ (ซึ่งทั้งคู่เสียไปนานแล้ว) ได้เห็นตั้งแต่เริ่มป่วยจนถึงวันตาย ช่วงนี้แม่ผมก็ป่วยอีกคน คลุกคลีกับคนป่วยจนเข้าใจในทุกแง่มุม

ก่อนอื่นเลย การเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกคนอยู่แล้วอย่างแน่นอน บางคนอาจจะไม่ได้ทันแก่ก็ตายซะก่อน แบบนี้ก็มี ความตายนั้นมาเยือนเราได้ทุกรูปแบบ ทุกที่ ทุกเวลา ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดจะป่วยเมื่อไหร่ ตายเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ คือ ทุกคนจะต้องผ่านความเสื่อมไปเป็นธรรมดา อันเป็นสัจธรรมประจำโลกอยู่แล้วทุกคน

ทีนี้แล้วเราจะกังวลไปทำไม ในเมื่อมันต้องเจออยู่แล้วทุกคน

สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนเกิดมาบนกองกรรมของตัวเอง เรียกว่ามาเกิดเพราะมีวิบากกรรมเป็นเชื้อ เป็นไปเพราะวิบากกรรม เสื่อมสลายลงเพราะหมดวิบากกรรมในชาตินั้น ๆ เรียกว่าเรามาอยู่บนโลกกันชั่วคราว เป็นกลุ่มก้อนของพลังงานที่ปรากฎขึ้นตามเหตุปัจจัย แปรเปลี่ยน และดับลงไปตามเหตุปัจจัย ตามวาระกรรม แต่นี่ทุกคนเล่นลงหลักปักฐานกันราวกับจะอยู่ไปชั่วนิรันดร ความทุกข์มันเลยตามมาเป็นของแถม

สำหรับคนป่วยนั้น ลำพังความเจ็บป่วยของตัวเอง มันก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่เมื่อมีห่วงต่อสิ่งต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นเงื่อนไขข้อผูกมัด ความเจ็บป่วยที่เป็นอยู่จึงทุกข์ทรมานมากขึ้นไปอีกไม่รู้กี่เท่า ไม่ว่าจะเรื่องค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาล ห่วงลูกหลาน ห่วงครอบครัว ห่วงพ่อแม่ ห่วงเงินทอง ห่วงบ้าน ห่วงงาน ห่วงไปเสียทุกเรื่อง ซึ่งพอห่วงเข้าไปแล้วมันไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย แต่กลับซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลงไปอีก คือความเครียดจะถาโถมเข้ามาซ้ำเติมอาการป่วยให้ทรุดลงไปกว่าเดิม

จริง ๆ แล้วก็ไม่มีใครต้องห่วงอะไร เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ดำเนินไปตามวิบากของแต่ละตัวตนอยู่แล้วแม้ว่าจะไม่มีเราก็ตาม ดังนั้นก็อย่าสำคัญตัวผิด ทุกรูปนามล้วนเวียนว่ายตายเกิดมานับภพชาติไม่ถ้วน แค่ชีวิตชั่วคราวอีกชาติหนึ่ง มันก็ไม่เท่าไหร่หรอก

และโดยความเป็นจริงที่ทุกคนล้วนเป็นไปตามวิบากแห่งตนอยู่แล้ว มันจึงไม่สามารถที่จะเอาชีวิตเราไปเทียบเคียงชีวิตคนอื่นได้เลย เพราะไม่มีใครทำกรรมมาเหมือนกัน 100% การเทียบเคียงเพื่อให้ตนเองรู้สึกด้อยหรือดีกว่าคนอื่น จึงเป็นการหลอกตัวเองที่ไร้ค่าโดยสิ้นเชิง ไม่มีใครดีกว่าใคร ไม่มีใครแย่กว่าใคร ทุกอย่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นเช่นนั้นอยู่เองแล้ว
เหตุแห่งความไม่พอใจในชีวิตจึงไม่ควรมีขึ้นเลยเมื่อได้เข้าใจความเป็นจริงเช่นนี้

คนป่วยบางคนห่วงว่าจะเป็นภาระลูกหลาน จริง ๆ ก็ไม่ต้องห่วงอีกเหมือนกัน เพราะลูกหลานก็คือผู้ที่มีกรรมสัมพันธ์กันมา ใครจะปฏิบัติต่อเราแบบไหน คนไหนจะต้องรับภาระเรา คนไหนจะหนีหน้า คนไหนจะตีหน้าซื่อรอแต่มรดก จะดีหรือไม่ดีก็ไม่ต้องไปกล่าวโทษกล่าวตำหนิใคร ก็มันเป็นวิบากกรรมของเราและของเขาเองทั้งนั้นที่ทำเอาไว้แก่กันและกัน ก็ชดใช้ไป อโหสิไปอย่างเดียวให้มันจบเสียชาตินี้ดีกว่า

ความเจ็บไข้ได้ป่วยของคนทุกวันนี้ มันก็เกิดขึ้นจากกรรมที่เคยเบียดเบียนชีวิตอื่นทั้งทางกายทางใจมาก่อนในอดีตชาติบ้าง ชาติปัจจุบันบ้าง แต่โดยรวมแล้วก็มาจากกรรมที่เคยเบียดเบียนผู้อื่นมา ไม่ว่าจะเป็นการทรมาน การเข่นฆ่า บ้างก็มาจากการทำคุณไสยมนต์ดำ ฯลฯ แต่ในเมื่อปัจจุบันมีการบังคับใช้กฏหมายบ้านเมืองอย่างเข้มงวด วิบากกรรมที่เคยเบียดเบียนทรมานเข่นฆ่าส่วนใหญ่ จึงแปรรูปและแอบแฝงมาเป็นความเจ็บไข้ได้ป่วยแทน ได้ผลเหมือนกันแต่ไม่มีตัวให้จับได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องอจิณไตยเหนือการรับรู้ของคนทั่วไป

เมื่อความเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งหลายล้วนมาจากเหตุที่เคยกระทำเอาไว้ในอดีตทั้งนั้น ไม่มีใครหนีมันได้พ้น แล้วถามว่าเราจะกลุ้มใจหรือกังวลใจไปทำไม?

กลุ้มใจเพื่อให้รู้สึกผิดน้อยลงงั้นหรือ? ได้แบกภาระทางใจหน่อย ดูดีกว่าไม่แสดงอารมณ์อะไรงั้นหรือ? อันนี้มันก็จะมัวแต่เป็นกรรม เป็นเวทนาต่อกันและกันไปไม่จบสิ้น กรรมทั้งหลายทั้งปวงก็อโหสิไปเลย อโหสินี่คือยอม เลิกแล้วต่อกันในทุกกรณี แล้วมันจะหมดห่วงไปเอง ไอ้การที่หมดห่วงหมดกังวลนี่แหละที่จะไปลดกรรมให้มันน้อยลง เมื่อกรรมน้อยลง ความอึดอัดขัดเคืองโดยรวมก็น้อยลง

หรือกลุ้มใจว่าทำไมชีวิตเราไม่ดีเหมือนคนอื่น เรื่องนี้ เปรียบเทียบไปก็เป็นเรื่องมโนเอาเองอีก เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่เกิดมามีกายเนื้อ ทุกคนล้วนหนีไม่พ้นความเจ็บป่วย ความลำบากทั้งนั้น คือสังสารวัฏนี้เป็นเพียงที่ประชุมรวมกันของวิบากรรม เพียงแต่เรามักไปชอบมองคนอื่นตอนเขาสุขภาพดีมีความสุขแล้วเอามาเปรียบเทียบซ้ำเติมตัวเองเวลาเจ็บป่วยต่างหาก และต่อให้คนที่เราไปอิจฉาเขา จะมีชีวิตที่ดีจริงอย่างที่เขาเป็น แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครเอาอะไรไปได้อยู่ดี ไม่ว่าลูกหลานกี่รุ่น ๆ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องตายกันหมดสิ้นในที่สุด ไม่มีใครเอาอะไรไปได้เลยแม้แต่คนเดียว เพราะทุกชีวิตล้วนเกิดมาเพื่อชดใช้วิบากกรรมเท่านั้น ไม่มีค่ามีความหมายอย่างอื่นไปมากกว่านี้

ดังนั้นเมื่อป่วยแล้ว ก็ไม่ควรจะทุกข์ซ้ำเติมอาการป่วยของตน และซ้ำเติมความทุกข์ใจของคนรอบข้าง เพราะมัวแต่ไปตอกย้ำความคิดความรู้สึกผิดของตัวเองอีก และแม้จะยังไม่ป่วย ก็ไม่ควรต้องกลัวอนาคตที่ยังมาไม่ถึงเช่นกัน เพราะสิ่งที่มันจะต้องเกิดขึ้น มันก็จะเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันเองอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่ว่า "งั้นก็ปล่อยปละละเลย เละเทะเหลวแหลก ใช้ชีวิตไปตามที่อยากก็แล้วกัน" แบบนั้นเรียกว่าหลงไปสร้างเหตุแห่งทุกข์เพิ่มอีก จะดูแลสุขภาพความเจ็บป่วยก็ดูแลไป โดยไม่ต้องห่วง ไม่ต้องคาดหวังถึงผลที่จะได้รับ มันก็จะหลุดพ้นโดยตัวมันเอง จะไม่มีชั่วขณะใดของชีวิตเป็นภาระอีกต่อไป เรียกว่าอยู่ก็อยู่ทิ้ง ไม่ได้ตั้งเอาอะไรกับการอยู่นั้น ก็แค่อยู่ไปแต่ไม้องคอยว่าจะอยู่แบบไหนอย่างไรเพื่ออะไร จิตมันก็จะหมดความดิ้นรนไปเอง หมดความเกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้ง กระเสือกกระสนไปเอง นี่แหละที่เรียกว่าการ "ปลงสังขาร" ที่แท้จริง เวลากตายมันก็จะไม่ต้องตายตาไม่หลับ ไม่ใช่ไปรอปลงตอนจะขาดใจตายมันจะทันเสียที่ไหน

ที่มีคนสอนว่าจิตสุดท้ายก่อนตายนี่สำคัญมาก มันก็ไม่ถูกเสียทีเดียวนัก เพราะเมื่อสอนว่ามันสำคัญ จิตเราจะจดจ่อพยายามจะทำให้มันดี ไอ้ความพยายามที่จะทำให้มันดีนี้ คือการถูกผลักดันด้วยความกลัว ความตึงเครียด ความกังวล ซึ่งมันก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าตัวเองจะขาดใจตายชั่วขณะจิตไหน เวลาจะตายมันตายทันที หรือตายอย่างช้า ๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ถ้าตายแบบลังเลสงสัย ตายแบบห่วงแบบกังวล ว่าจะตายยังไง เจ็บไหม ตายด้วยความกลัวความเครียดอันนี้ไปไม่ดีแน่นอน ส่วนใหญ่ตายลงก็กลายเป็นจิตญาณที่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นแหละ

อีกอย่างคือคนเราเวลามีชิวิตอยู่ก็มักจะเคยชินกับจริตจิตเดิม ๆ ถ้าจะไปทำเอาตอนตายมันก็เป็นไปไม่ได้อีก เพราะอาการป่วยหรือใกล้ตายนั้นมันมีความแปรปรวนในกายในใจสูงมาก และแทบทุกคนจะเสพติดการควบคุม (เสพติดอัตตา) พอเห็นว่ากายควบคุมไม่ได้ใกล้แตกดับก็หวาดผวาแล้ว จิตใจแตกกระเจิงแล้ว มันจะเฝ้าคอย เฝ้าคาดหวังขณะจิตสุดท้ายอย่างใจจดใจจ่อ สุดท้ายตายไม่ดีแทบทั้งหมด

ส่วนนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายที่พยายาม "เอาจิตให้อยู่" ด้วยการเจริญสติ มีสติตลอดเวลานั้น คงไม่รู้ว่าการไปทรงสติอยู่เพื่อให้ผ่านห้วงความตายไปได้จะทำให้เขาไปเกิดใหม่ในชั้นพรหม  ซึ่งเป็นภพภูมิที่ดำรงอยู่ได้ด้วยการทรงจิตและทิ้งสภาวะอื่นทั้งหมด คิดดูก็แล้วกันว่าคนกำลังจะตายเอาอะไรไม่ได้ ขอเอาจิตไว้สักอย่างก็ยังดี นี่เรียกตัณหาซ้อนจิต ซ้อนสติ ตามอย่างนี้ก็ยังไม่ตายจริงหรอก เดี๋ยวก็มาเวียนว่ายตายเกิดเหมือนเดิม

ดังนั้นการที่คน ๆ หนึ่งจะ "ตายจริง" คือตายจากความเป็นชั้นภูมิได้ ไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่นั้น ก็ต้องทิ้งหมดแม้กระทั่งจิตของตน ปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย โดยไม่ไปแทรกแซงหรือเอ๊ะอ๊ะอะไร เมื่อไม่กำหนดลงไปในขณะจิตใด โมหะอวิชชาที่ปกติอาศัยการปรุงแต่งในรู้เกิด จึงเกิดขึ้นไม่ได้ หมดโมหะอวิชชาซ้อนจิตซ้อนสติทันที และจะไม่มีการเกิดภพชาติกับธาตุธรรมใด นี้เรียกว่าหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอย่างแท้จริง

การเจริญสติ หรือทรงสติอย่างที่มีสำนักต่าง ๆ สอนไว้เป็นจำนวนมากนั้น เป็นการเจริญโมหะซ้อนสติ เจริญอุปาทานซ้อนสติ อันเป็นลักษณะของพรหม นี่เพราะไม่รู้ว่า สติเดิมแท้นั้นมีคุณสมบัติในการรู้อยู่แล้ว แม้ไม่ได้ตั้งใจจะกำหนดใช้มัน (คือไม่กำหนดจิตหรือสติลงไป) ซึ่งมันจะเป็นอาการที่รู้เปล่า ๆ รู้ซื่อ ๆ หรือ สักแต่ว่ารู้ ไปเองโดยอัตโนมัติแบบไม่ต้องเข้าไปทำเอาเลย

การรู้เปล่า ๆ เช่นนี้ จะไม่มีความหมายในการรู้ จะไม่มีลักษณาการ การเป็น "จิตผู้รู้" ปรากฎขึ้นมา ก็เลยไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ ไม่เกิดเป็น "ญาณทัศนะ" ไม่เกิดแง่มุมในการรู้ ไม่มีความแตกต่างว่ารู้หรือไม่รู้อะไร มีค่าหรือไม่มีค่าอย่างไร ไม่มีความแตกต่างในการรู้ ไม่มีการมาการไป ไม่มีการติดการหลุด ไม่มีก่อนไม่มีหลัง จึงไม่เกิดตัณหาเปรียบเทียบว่าสภาวะนี้ดีกว่าสภาวะนั้น จึงหมดกิเลสที่จะยึดเอาอะไรหรือผลักไสอะไร หมดตัวดิ้นรน ไม่เกิดการดิ้นหนีดิ้นสู้ รู้ทิ้งรู้ผ่าน ไม่ติดขัดข้องคา ไม่เอ๊ะไม่อ๊ะ จนเกิดความลังเลสงสัย ไม่เกิดมานะ ไม่เกิดความทดท้อหรือ "จิตตก" จากความพยายามดิ้นรนนั้น และไม่เกิดเป็นเวทนากับความอึดอัดคับแคบ หรือความหวาดกลัวหวาดผวา จากภพชาติที่เกิดจากการกำหนดลงไปในจิตอันอนิจจัง อนัตตาอยู่แล้วนั้น และสงบรำงับนอกเหนือทุกสภาวะที่ผ่านมาและผ่านไปเองโดยอัตโนมัติ

ดังนั้นการไปสอนให้ทรงจิต ทรงสติจริง ๆ จึงเป็นความผิดพลาดอย่างแรง สอนให้คนไปติด เดี๋ยวถึงคราวตัวเองบ้างก็จะติดในลักษณะเดียวกันเลย แล้วพากันเวียนว่ายตายเกิดใช้กรรมไม่จบสิ้น

ในเมื่อจิตก็อนัตตา สติก็อนัตตาอยู่แล้ว จึงไม่มีใครมีกิจธุระอะไรที่จะต้องไปทำอะไรให้มันดีมันบริบูรณ์ เพราะโดยธรรมชาติเดิมของมันนั้นบริบูรณ์อยู่แล้วในตัวมันเอง รู้ก็รู้เปล่า ๆ อยู่แล้ว เป็นมหาสติอยู่แล้ว เป็นมหาสัมปชัญญะโดยความกว้างขวางไร้ขอบเขตอยู่แล้ว มันยิ่งกว่ารู้ตัวทั่วพร้อมเสียอีก

เมื่อไม่ไปแทรกแซงการทำงานตามเหตุปัจจัยของมัน ธรรมทั้งหลายเหล่านี้จะบริบูรณ์ขึ้นเอง เจริญขึ้นเอง แต่ส่วนที่พยายามจะไปเจริญนั้นเรียกว่าเป็นการเจริญโมหะตัณหาอุปาทานในจิตในสติทั้งนั้น สิ่งปลอมปนเลยมาก กำจัดไม่หมดเสียที เพราะความที่อยากจะกำจัดกิเลสตัณหาอุปาทานนั่นแหละ คือกิเลสตัณหาอุปาทานเสียเอง

ในเมื่อไม่มีใครมีกิจที่จะต้องทำอะไรกับจิต เพราะเนื้อหาเดิมมันบริบูรณ์อยู่แล้วโดยพื้นฐานพระสัจธรรม ดังนั้นก็ช่างมันเลย จิตจะเป็นแบบไหนอย่างไร ก็ให้มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มันปรากฏขึ้นโดยไม่ต้องไปแทรกแซง เมื่อหมดเหตุหมดเชื้อเดิม มันก็จะดับลงไปเอง ไม่มีโมหะใหม่ที่จะคอยกระทำหรือทรงจิตหนุนเนื่องขึ้นมาเป็นเชื้อในการต่อภพต่อชาติอีก

ก็ไม่อะไรกับอะไรไป ช่างมัน ยอมมัน ไม่ต้องไปมีความหมายอะไรกับอะไรอีก นั่นแหละ มันก็จะจบโมหะอวิชชาตัวเหตุแห่งการต่อภพชาติไปเอง จิตมันก็จะดับลงของมันเอง สติเดิมที่เคยมีโมหะอวิชชาครอบงำอยู่ตลอดเวลาก็จะปรากฏกระจ่างขึ้น สว่างขึ้นเอง ไร้โมหะ ไร้ตัวตนซ้อนในสติไปเอง นี่เองที่เรียกว่าจบกิจ จบจิต ไม่ใช่ไปพยายามจะทำอะไรให้มันจบ

และไม่ว่าจะป่วยหรือไม่ป่วย จะหนุ่มสาวหรือจะแก่ชราใกล้ถึงฝั่งแล้วก็ตาม ถ้าจะเตรียมตาย มันมีทางเดียว นั่นก็คือ "ปลง" เสีย ปลงในที่นี้คือไม่เอาอะไรกับอะไร ไม่เอาแม้กระทั่งกับจิต หรือเศษเสี้ยวอารมณ์หนึ่งแม้แต่เพียงนิดเดียว ปล่อยให้มันเป็นแค่สภาวะที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แค่อาศัยชั่วคราวเพียงขณะนั้น เท่านั้นพอ ไม่ต้องพยายามเกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งสิ่งใดอีก เมื่อหมดโมหะหมดตัวตนซ้อนกายซ้อนใจแล้วนั่นแหละ ต่อให้กายจะป่วยหนักอยู่แต่จิตก็จะสว่างไสว คลี่คลายและนอกเหนือจากเวทนาความบีบคั้น อันเกิดจากความแปรปรวนในกายนั้นได้เองโดยอัตโนมัติ

ซึ่งถ้านอกเหนือจิต นอกเหนือชีวิตได้เช่นนี้ ไม่ว่าจะอยู่หรือตายมันก็จะหมดปัญหาไปเองทุก ๆ เรื่อง หมดห่วงหมดกังวลในทุก ๆ เรื่อง และถึงแม้จะตาย ก็จะไม่ต้องไปเวียนว่ายตายเกิดในวังเวงเคว้งคว้างอีก

เวลาที่เหลือแทนที่จะรอรับเวทนา รอรับวิบากทิ้งไปเปล่า ๆ ก็โปรดสัตว์ไปด้วย ให้หลุดพ้นไปพร้อม ๆ กัน โดยการขอขมากรรม ประกาศสละประกาศถอน และชดใช้หนี้เวรหนี้กรรมไปทุก ๆ วัน เจ้ากรรมนายเวรจะได้เบาบางลงบ้าง จะได้ไม่ต้องลำบากเอากายเอาใจไปรับวิบากรับเวทนานาน ๆ และเมื่อวิบาก เวทนา ความห่วงหวง ความกังวลเบาบางหรือหมดไปแล้ว โปร่งโล่งสว่างไสวคลี่คลายแล้ว เดี๋ยวคนรอบข้างก็จะคลี่คลายสว่างไสวตามไปด้วย

นี้เองที่เรียกว่าการพลิกวิกฤตความเจ็บป่วยให้เป็นโอกาส เป็นโอกาสที่จะเป็นแบบอย่างแห่งความหลุดพ้น และช่วยให้ลูกหลานบริวารตลอดจนผู้คนที่สัมผัสสัมพันธ์ได้เข้าใจพระสัจธรรมและคลี่คลายสว่างไสวไปพร้อม ๆ กัน

สำหรับผู้ป่วยก็ให้ขอขมากรรมตามบทขอขมากรรมข้างล่างนี้ครับ

No comments:

Post a Comment