Tuesday, June 7, 2016

พระสัจธรรมเป็นมุมมอง (perception) หรือไม่ ?

บทความนี้เกิดขึ้นเพราะมีคนเขียนคอมเมนต์แซวในบทความตอนหนึ่งในเว็บ rombodhidharma.net แต่ไม่ได้ขึ้นให้หรอกนะ เอามาตอบเป็นบทความเลยก็แล้วกัน เพราะอ่านแล้วคนแซวก็ไม่ได้เข้าใจพระสัจธรรมจริงๆ ยังหลงวนอยู่กับการรู้การเห็นอยู่ ทิฏฐิแง่มุม อ่านให้กระจ่างเวลาจะแซวหรือตีใครจะได้ไม่ปล่อยไก่อีก

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า มุมมอง หรือ perception นั้น เป็นการเห็นในแง่มุมเดียวตามทิฏฐิของตน โดยอ้างอิงจากอะไรบางอย่างเช่นประสบการณ์ในความรู้ของตน ฯลฯ ซึ่งอะไรก็ตามที่เป็น perception ก็ล้วนแล้วแต่ไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนความเป็นจริงแห่งพระสัจธรรมทั้งนั้น จุดสำคัญคือ perception นั้นสามารถถูกหักล้างได้เสมอ เพราะมุมมองหรือ perception นั้น เป็น "ความจริงสัมพัทธ์" หรือจริงแบบ "สังสารวัฏ" คือจริงเพราะอ้างอิงสิ่งอื่น เห็นว่าสิ่งนี้มีสิ่งนี้เป็นเช่นนี้ และเป็นเหตุของสิ่งนั้นที่เป็นเช่นนั้น เรียกว่าอ้างอิงจากโมหะที่หลงรู้หลงเห็นเอาทั้งนั้น ทั้งที่โดยความเป็นจริงแล้ว พระสัจธรรม ไม่ได้ขึ้นกับสิ่งไหนเลย นอกเหนือการรู้การเห็น นอกเหนือการเป็นการไม่เป็นไปเสียทุกอย่าง พระสัจธรรมที่ได้อ่าน ได้ฟัง กันอยู่นี้จึงเป็นเพียงแค่สมมติธรรมที่ใช้ล้างโมหะ ล้างแง่มุม หรือมุมมอง หรือ perception ที่หลงไปมีความเห็นความหมายต่อสิ่งต่าง ๆ ที่มันไม่มีจริงอยู่แล้วนั่นเอง และสมมติธรรมที่เรียกว่าพระสัจธรรมนี้ ก็ยึดเอาไม่ได้เสียด้วย

เมื่อพระสัจธรรมเกิดขึ้นมาเพื่อล้างแง่มุมเฉพาะนั้น ๆ ให้หมดความยึดติดในมายาสมมติ เมื่อหมดความยึดติดแง่มุมในสมมตินั้นแล้ว สมมติธรรมอันเป็นพระสัจธรรมที่ใช้ล้างแง่มุมนั้นก็หมดความหมายในความเป็นอะไร ยึดถือไม่ได้อีกต่อไป

ส่วนผู้ที่ได้รับฟังพระสัจธรรมนั้น ๆ จนกระจ่างแล้ว ก็จะละทิ้งสมมติธรรมอันเป็นพระสัจธรรมไปด้วยพร้อม ๆ กัน หมดความหมายไปเลย อันนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ คนที่เข้ามาอ่านหรือมาฟังพระสัจธรรม ไม่สามารถจดจำข้อธรรมที่อ่านหรือฟังผ่านไปแล้วได้เลย เมื่อหมดสิ้นแง่มุมที่ติดคาอยู่แล้ว ก็จะตรงต่อที่ว่างอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้วทันที ที่ว่างไปจากทุกความเห็นความหมาย ไม่สามารถอธิบายอะไรได้นี่แหละ คือพระสัจธรรมจริง ๆ ไม่ใช่ตัวสมมติธรรมที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาล้างแง่มุมนั้น

ซึ่งขณะที่ตรงต่อที่ว่างอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้วนั้น แม้ขณะจิตหนึ่งก็ไม่มีขึ้นมาอุปาทานอะไร แม้กระทั่งตัวของมันเอง มันจึงโปร่งโล่งเบาไปหมดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่กระนั้น ความโปร่งโล่งเบาที่ได้รับ ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมายึดอีก เพราะมันเป็นเพียงสภาวะผลพวงของการที่ไร้อุปาทานในกายในจิตเท่านั้น เป็นสภาพที่อนิจจังเหมือนกัน และเมื่อไม่ยึดความโปร่งโล่งเบาตรงนั้นแล้ว มันก็จะ "ไร้" ไปเลย ไร้ตัวไร้ตนในท่ามกลางที่มันมีที่มันเป็นไปเองเลย หมดหนักหมดเบาไปเอง

ส่วนคนที่ไม่ได้ติดขัดในแง่มุมนั้น ๆ ก็ไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องฟัง ข้อธรรมนั้น ๆ เพราะพระสัจธรรมนั้นไม่ใช่สำหรับคุณ ขืนไปอ่านไปฟังในเนื้อหาที่คุณไม่ได้ติดขัดอยู่ มันก็จะกลายเป็นอุปาทานใหม่ขึ้นมา คือกลายเป็นการยึดพระสัจธรรมนั้น ๆ กลายเป็นมุมมองของคุณซ้ำซ้อนลงในพระสัจธรรมนั้นอีก เหมือนกินยาผิดโรคน่ะ พูดง่าย ๆ คือไปยึดว่ามันเป็นอะไรมันก็เป็นแบบนั้นให้เลย ยึดของคุณเองก็ติดของคุณเอง ชัดหรือยัง?

ฉะนั้นเวลาที่มีคนไปศึกษาพระไตรปิฏกก็ไม่ต้องไปอิจฉาเขานะครับ เล่นกินยาหมดตู้แบบนั้นเดี๋ยวก็กลายเป็นโรคติดธรรมขึ้นมาอีก กินยาเยอะเกินไปก็ต้องมาแก้มาล้างทั้งนั้น พระสัจธรรมมันไม่ใช่อะไรที่จะมาเป็นภาระให้แบก ให้วาง ให้ปลงหรอกครับ ทุกอย่างมันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้นตามเหตุปัจจัย เพียงแต่อย่าเอา "เรา" เข้าไปแทรกแซงเท่านั้นก็พอ นั่นมันก็วางแล้วโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เอาอะไรไปวางอะไรอีก ไม่ใช่เอาพระสัจธรรมไปวางธรรมด้วย

ถ้าคุณคิดว่าพระสัจธรรมเป็นมุมมองหรือ perception นะครับ ก็ลองหาแง่มุมมาเถียงความจริงดู ลองเถียงความจริงที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง เสื่อมไปโดยธรรมดา และไม่มีตัวตนเราเขาให้ยึดติดได้เลยดูสิ คุณหาแง่มุมเถียงได้ไหม มีอะไรที่มันผิดไปจากนี้ไหม ก็ที่มันไม่มีอะไรผิดไปจากนี้ เพราะมันคือความเป็นจริงไง จะพิสูจน์กี่พุทธันดร สิ่งเหล่านี้ก็จริงอยู่ตลอด ไอ้ที่คิดว่ายึดได้ก็แค่หลงว่ายึดได้เท่านั้น ไอ้ที่คิดว่าไม่ทุกข์ก็เพราะไปหาที่ยึดที่เกาะใหม่เท่านั้น หมดแรงอุปาทานก็จะได้เจอทุกข์ของจริงล่ะ ส่วนไอ้ที่คิดว่ามันไม่เปลี่ยนแปลงก็เป็นแค่หลงคิดว่าไม่เปลี่ยนแปลงเท่านั้นเอง อันนี้ไม่ต้องเชื่อครับ เชิญไปวนพิสูจน์กันได้ตามสบาย ไม่ห่วงหรอก เพราะสุดท้ายก็ไม่มีใครตายจริงเกิดจริงอยู่แล้ว มีแต่หลงไปเท่านั้นเอง

คนที่จะเถียงหรือกระแนะกระแหนพระสัจธรรมมันก็เป็นแค่ความหมั่นไส้เท่านั้นแหละครับ ความหมั่นไส้ก็มาจากทิฏฐิความยึดติดส่วนตัวทั้งนั้น เพราะเอาเข้าจริง การกระแนะกระแหนโดยตัวมันเอง ก็เป็นเพราะไม่สามารถเถียงความเป็นจริงได้นั่นเอง จริงไหม หักล้างในเนื้อหาไม่ได้ เถียงไม่ได้ก็เลยออกไปในแนว ด่าพ่อล่อแม่บ้าง กระแนะกระแหนบ้าง เสียดสีบ้างเสียหมด เวลาผมเจอแบบนี้ผมก็หัวเราะอย่างเดียวครับ เพราะท่านทั้งหลายก็แสดงให้เห็นว่า จนมุมแล้วนั่นแหละ ถึงได้เบี่ยงออกจากความเป็นจริง อย่าทำแบบนี้เลยนะครับ ไม่ดี ๆ

ที่นี่เปิดรับสำหรับคนที่เข้ามาแสวงหาความจริง ถ้ามาถกเถียงหาความจริงนี่ ยินดีต้อนรับตลอดครับ จะให้แจงรายละเอียดแบบนี้กี่รอบก็ได้ครับ แล้วก็ไม่งงด้วย เพราะไม่ได้คิดเอา ความเป็นจริงไม่ต้องคิดเอาครับ ไม่ต้องเปิดแทปเล็ตด้วย (ฮา) พูดออกมาได้เลยตรง ๆ  ใครที่เคยคุยกับผมจะรู้ว่าผมเป็นกันเองขนาดไหน แต่ถ้าเข้ามาแบบ จะมาแถ มากระแนะกระแหนเสียดสีก็คงล้างแง่ล้างมุมให้นะครับ

อย่างน้อยเมื่อคุณกล้าที่จะโพสต์ลงความเห็น ผมก็ถือว่าคุณยอมรับว่าอาจจะมีคำอธิบายในการล้างแง่มุมนั้น ๆ ตามมานะครับ หรือถ้ารับไม่ได้กับวิธีการนี้ก็อโหสินะครับ อโหสิ ๆ ๆ

No comments:

Post a Comment