Monday, June 27, 2016

ตรีกาย

เรื่องตรีกายนี้ขึ้นหัวข้อมาได้สักปีกว่าเกือบสองปีแล้วครับ แต่ยังไม่มีเวลานั่งเขียนจริงๆจังๆเพราะมันเป็นเรื่องอจิณไตย แต่จะอธิบายไม่ให้งงก็แล้วกัน และจะไม่มีสมการอะไรเข้ามาเกี่ยว ที่ผ่านมาก็มีบางท่านได้ฟังกันไปแล้วผ่านการสนทนาทางโทรศัพท์ แต่ก็ไม่ใช่เนื้อหาทั้งหมด วันนี้จะถ่ายทอดออกมาเป็นบทความให้ได้อ่านกัน อ่านเสร็จแล้วก็ไปรับยาช่องสามด้วย (ฮา)

เนื้อหาเรื่องตรีกายเป็นเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับการโปรดสัตว์ ซึ่งคนละเรื่องกับการจบเฉพาะตน เนื้อหาอื่น ๆ ในเว็บ rombodhidharma.net ที่เกี่ยวกับสัจธรรมโดยตรงก็ยังมี ท่านเลือกอ่านเอาเองนะครับ ถ้าบทความนี้ทำให้ท่านวนคิดปรุงแต่งก็ไม่ต้องอ่านเท่านั้นเอง

ตรีกายนั้นประกอบไปด้วย นิรมานกาย สัมโภคกาย และธรรมกาย ซึ่งตรีกายนี้ไม่ได้มีแค่สำหรับพระพุทธเจ้าอย่างเท่านั้น แต่มีสำหรับทุกดวงจิตด้วย เพราะดวงจิตทุกดวงล้วนแล้วแต่มีเนื้อหาแท้เป็นพุทธะอยู่แล้ว

นิรมานกาย นั้นคือกายหยาบ กายธาตุ กายขันธ์ หรือกายสังขาร ซึ่งประกอบไปด้วยธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งเกิดขึ้นจากการปรุงแต่ง (สังขาร) จากวิบากกรรมเดิม คือใช้กายหยาบนี้ไปทำกรรมแบบไหนมา กายหยาบในภพชาติต่อ ๆ ไป ก็จะเป็นตัวสะท้อนวิบากจากภพชาติในอดีต เคยทำร้ายทำลายใครไว้ เคยทรมานคนอื่นในทางกายแบบไหนไว้ เคยตอกย้ำในอารมณ์กรรมแบบไหนไว้ เคยมีจริตอนุสัยแบบไหน เคยใช้ปัญญาแบบใดมา มันจะสะท้อนออกมาทางกายหยาบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกภาพ น้ำเสียง หน้าตา ท่าทาง ผิวพรรณ ความสมบูรณ์สมประกอบของร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บที่มีมาแต่กำเนิด และที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงวัย ฯลฯ เรียกว่ากายหยาบนี้ก็เป็นวิบากและที่รองรับวิบากล้วน ๆ  ใครที่เคยแอบ ๆ มุบมิบกรรมของตัวเองได้มิดชิดขนาดไหน มันจะออกมาทางกายหยาบอย่างชัดเจนโดยไม่สามารถปิดบังได้เลย

และที่ร่างกายของคนหรือสัตว์ประกอบไปด้วยเซลส์เล็ก ๆ จำนวนมากนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความที่มันอนัตตา ไม่มีตัวตนอยู่จริง ก็จะไปทักว่าเซลส์ไหนเล่าที่เป็นเราเป็นเขา เพราะแต่ละเซลส์มันก็เป็นแค่เศษกรรมเล็ก ๆ มารวมกัน เวลาเซลส์แต่ละเซลส์ในร่างกายตายไปก็จะมีเซลส์ใหม่ถูกสร้างขึ้นมาตามแรงแห่งวิบากที่เคยทำมาและตามมาให้ผลอยู่ ณ เวลานั้น ทำให้ชีวิตดำเนินไปได้จนกว่าจะหมดวาระกรรม กายธาตุจึงแตกดับกลับคืนสู่ธาตุตามธรรมชาติในที่สุด

ส่วนสัมโภคกายนั้น เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กายทิพย์ หรือกายละเอียดที่ซ้อนอยู่ในกายหยาบอีกทีหนึ่ง กายทิพย์ส่วนนี้คือส่วนของวิญญาณขันธ์ เป็นมวลของมโนกรรมที่ละเอียด เบาบาง ซึ่งไอ้ความที่มันเบาบางนี่แหละเวลาเกิดความเปลี่ยนแปลงในจิต ในอารมณ์ทั้งหลาย มันจะส่งผลต่อกายทิพย์ในทันที อย่างเวลาโกรธ กายทิพย์ก็จะกลายเป็นสัตว์นรก เวลาจมแช่นอนเนืองเกียจคร้าน ก็จะเป็นสัตว์เดรัจฉาน เวลาโลภมาก ๆ กายทิพย์ก็กลายเป็นเปรต เวลาจิตเป็นกุศลก็จะเป็นเทวดา พอไปทรงจิต กายทิพย์จะเป็นพรหม อย่างนี้เป็นต้น สลับสับเปลี่ยนไปมาแบบนี้ตามอารมณ์กรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น และจะสะสมกลายเป็นภพชาติเบื้องหน้าต่อไป

แม้กายทิพย์จะเปลี่ยนไปตามการปรุงแต่งของจิต แต่กายหยาบไม่สามารถเปลี่ยนตามได้ทันที เพราะกายหยาบเป็นผลกรรมของภพชาติที่เคยเกิดเป็นมนุษย์ แต่มันจะออกมาทางพฤติกรรมภายนอกและแสดงออกมาทางลักษณะของรังสีจิต หรือใครมีอภิญญาก็อาจจะเห็นกายทิพย์ภายในของแต่ละคนเปลี่ยนไปตามการปรุงแต่งจิต ณ ช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ อย่างร่างเป็นคน แต่จิตเป็นเปรตเป็นสัตว์นรกก็มี

แต่เมื่อมนุษย์ตายลงแล้วต้องไปใช้กรรมในภพภูมิอื่นที่ไม่มีกายหยาบรองรับ ก็จะอยู่ในสภาพที่ชดใช้กรรมจากสภาพจิตที่เคยทำสะสมไว้อย่างเดียว โดยกายทิพย์จะไม่เปลี่ยนไปจากลักษณะของภพภูมินั้นจนกว่าจะหมดอายุขัยกับตรงนั้น เช่นมนุษย์ที่มีจิตเป็นกุศลและทำบุญทำกุศลไว้มากตอนเป็นมนุษย์ แต่ยังติดในโลกียวิสัย ในกามคุณ ในผัสสะอายตนะ ความพึงพอใจในความสวยงามทั้งหลาย พวกนี้ตอกย้ำสะสมจิตแบบเทวดาไว้มาก พอตายลงก็จะไปเกิดเป็นเทวดาที่มีอายุขัยตามบุญกุศลที่เคยทำมา เรียกว่าเสวยบุญอย่างเดียวล้วน ๆ แต่ก็ยังติดในกามสุขแบบละเอียดอยู่ ยังมีกิเลสตัณหาอุปาทานอยู่ ส่วนใครที่มีจิตใจคับแค้น โกรธเกรี้ยวเป็นประจำเมื่อตอนมีชีวิตเป็นมนุษย์ พอตายลงก็จะได้เกิดเป็นสัตว์นรกตามความเคยชินของจิต ต้องไปเสวยกรรมในรูปแบบสัตว์นรกจนกว่าจะหมดอายุขัย แล้วค่อยไปเกิดในภพภูมิอื่นต่อไปตามปริมาณกรรมที่เหลือ

ภพภูมิอื่นนอกจากมนุษย์นั้น เป็นภพภูมิที่ชดใช้วิบากกรรมอย่างเดียว ทำกรรมใหม่ไม่ค่อยได้ เพราะส่วนใหญ่จะไม่มีกายหยาบ ยกเว้นสัตว์เดรัจฉาน ที่แม้จะมีกายหยาบก็จริง แต่เรื่องสติปัญญาและกายภาพก็ถูกจำกัดให้ด้อยกว่ามนุษย์ทั้งหมด จึงต้องตกอยู่ในอำนาจและเป็นฝ่ายถูกกระทำโดยมนุษย์ตลอดทุกยุคทุกสมัย จึงอยู่ในสภาพที่ชดใช้กรรมอย่างเดียวเหมือนกัน

วิบากกรรมที่ทำให้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานนั้น ก็เป็นกรรมที่เคยกระทำตอนที่มีกายหยาบเป็นมนุษย์ แต่เป็นกรรมที่ไม่เหมาะสมหรือไม่สมควรกับความเป็นภูมิมนุษย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรรมเกี่ยวกับพฤติกรรมการเป็นการอยู่ การเบียดเบียนอย่างหยาบ ๆ ทั้งหลาย

ทั้ง นิรมานกายและสัมโภคกาย ล้วนแล้วแต่เป็นกายสังขารที่ถูกปรุงแต่งทั้งคู่ แต่ลึกลงไปภายในเปลือกอันเป็นการปรุงแต่งและแปรปรวนไปตามลักษณะและแรงกรรมนั้น จะมีกายดั้งเดิมอยู่ กายนี้ไม่แปรเปลี่ยนไปตามการปรุงแต่งใด ๆ เป็นกายที่มีอยู่ในสรรพสัตว์ทุกตัวตน ไม่ว่าจะไปอยู่ในภพภูมิใด กายนี้ก็จะเหมือนเดิมตลอด นอกเหนือการปรุงแต่งทั้งปวง กายนี้เรียกว่า ธรรมกาย (ซึ่งไม่ใช่วัดใหญ่แถวปทุมธานี..ฮา)

ธรรมกาย นี้เป็นกายดั้งเดิมแท้ หรือเนื้อแท้แห่งพุทธะ หรือที่มีวลีของท่านไหนไม่รู้ กล่าวไว้ว่า พุทธะล้วนมีอยู่ในทุกคน ก็คือธรรมกายนี้เอง ไม่ว่าจะสัตว์ชนิดไหน แมลงประเภทใด ก็ล้วนแล้วแต่มีธรรมกายอยู่ภายในทั้งสิ้น ส่วนกายหยาบหรือกายทิพย์ภายนอกล้วนแล้วแต่เป็นไปโดยการปรุงแต่งแห่งกรรมและวิบากกรรมตามเหตุปัจจัยเท่านั้น

ธรรมกายนี้ ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการนั่งสมาธิทุกชนิด ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการถอดจิต หรือเพ่งดวงแก้ว หรือด้วยวิธีการใด ๆ ก็แล้วแต่ในเชิงโลกียวิสัย หรือ จิตตวิสัย เพราะการถอดจิตหรือการกระทำทางจิตก็เป็นเพียงแค่อุปาทานการปรุงแต่งในธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น ส่วนธรรมกายแห่งองค์พุทธะมหาบารมีนั้น หากพระองค์ท่านไม่ให้เห็น สรรพสัตว์ทั้งหลายหรือแม้แต่พระอรหันต์เอง ก็จะไม่สามารถเห็นได้เลย ไม่ว่าจะใช้ญาณชนิดไหนส่องก็ตาม เพราะธรรมกายนี้เป็นกายที่นอกเหนือสังสารวัฏไปแล้ว คือนอกเหนือการเกิดดับ นอกเหนือการปรุงแต่ง ไม่ใช่ทั้งอัตตาหรืออนัตตา

มีวิธีเดียวที่จะเข้าถึงธรรมกายเดิมแท้แห่งตนได้ นั่นก็คือการบรรลุธรรม ซึ่งการบรรลุธรรมนั้น เป็นความหลุดพ้นจากทั้ง นิรมานกาย และ สัมโภคกาย คือแม้จะมีอยู่ ดำรงอยู่ แต่ก็เป็นไปโดยธรรมชาติ มีก็มีอยู่โดยวิบากที่หลงเหลือ แต่ไม่ติดในกายทั้งสอง เมื่อดับขันธ์ลง หากเป็นพระอรหันต์ ธรรมกายก็จะพ้นจาก 31 ภพภูมิ โดยไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ส่วนจะไปอยู่ที่พุทธเกษตร หรือจะกลับไปรวมกับมหาสุญญตาเดิมก็แล้วแต่ว่ายังมีปณิธานในการโปรดหรือไม่ ถ้ายังมีปณิธานในการโปรดอยู่ ธรรมกายก็จะไปพักอยู่บนพุทธเกษตร เพื่อรอลงมาทำกิจการโปรดสัตว์ต่อไป พุทธเกษตรนี้เป็นมิติที่นอกเหนือ 31 ภพภูมิออกไปอีก ไร้การเกิดดับ ไร้ความเสื่อม คงอยู่ชั่วนิรันดร์ แต่ก็นอกเหนือทั้งอัตตาและอนัตตา และมันก็บริบูรณ์อยู่แล้วโดยธรรม ไอ้ที่เวียนว่ายตายเกิด เละเทะอยู่บนสังสารวัฏนี้นั้น จิ๊บจ้อยมาก ๆ

ส่วนที่ว่าธรรมกายจะเป็นสสารประเภทใดนั้น จนปัญญาจริง ๆ เพราะมันยิ่งกว่าที่ควอนตัมฟิสิกส์จะไปถึงเสียอีก เอาแค่รู้เนื้อหาพอไม่ให้โดนคนอื่นเอาเรื่องอจิณไตยมาหลอกขายมิจฉาศรัทธาก็พอแล้ว เพราะธรรมกายเองก็ไม่ใช่อะไรที่จะมายึดติดได้เหมือนสิ่งอื่น ๆ เลย

สรุปเรื่องตรีกายคือ ไม่ต้องไปพยายามหาที่ยึดอะไรอีกแล้ว ช่างมัน ปล่อยมัน ยอมมันเลย ยิ่งเล่นกับมันยิ่งยืดเยื้อ เพราะยึดไปก็ยึดไม่ได้ ยึดไปก็เกิดเป็นภพเป็นชาติกับลักษณะของภพภูมิต่าง ๆ จะกายแบบไหนก็เป็นอุปาทานชั่วคราว แล้วก็ต้องกลับมาเกิดเพื่อไล่ยึดในสิ่งที่มันว่างเปล่าอยู่แล้วอีกไปเรื่อย ๆ แล้วไอ้ที่ไปเกิดในภพภูมิต่าง ๆ ก็ยึดไม่ได้เหมือนเดิมอีก มันเป็นแค่ความวิปริตแปรปรวนไปของอุปาทานกรรมเท่านั้น ไม่ต่างอะไรกับคนบ้าเลย คิดดูก็แล้วกันว่าแต่ละคนเวียนว่ายตายเกิดหาที่ยึดที่ติด หาที่เหมาะ ๆ ที่ชอบ ๆ กันมานานเท่าไหร่แล้ว ก็เห็นผิดหวังตลอด ตายตาค้างมาไม่รู้กี่ภพชาติ พระพุทธเจ้าผ่านไปหลายพระอง์ก็ยังบ้ายึดอยู่ ก็ถ้ามันยึดได้จริงก็จบไปแล้วจริงไหมเล่า

No comments:

Post a Comment