Sunday, May 15, 2016

พลังงานกรรม vs พลังงานธรรม

เห็นหลาย ๆ คนตั้งข้อสงสัย ประมาทปรามาสวัดร่มโพธิธรรม เรื่องการปลดล็อคกรรม เคลียร์กรรมกันเยอะพอสมควร วันนี้ rombodhidharma.net ก็ขอเป็นสื่อกลางในการอธิบายเรื่องกรรมในเชิงวิทยาศาสตร์หรือในเชิงพลังงานกันเลย ว่ามันเคลียร์ได้อย่างไร และพลังงานกรรมส่งผลกระทบต่อโลกธาตุอย่างไรบ้าง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจพื้นฐานของสรรพสิ่งในโลกธาตุทั้งหลายก่อนว่า ทุกอย่างล้วนเป็นเพียงความสั่นสะเทือนของพลังงานในความถี่ที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดคุณลักษณะหรือสมบัติของธาตุต่าง ๆ ลักษณะของพลังงานต่าง ๆ ขึ้นมา เรียกว่าทุกอย่างล้วนมีความว่าง หรือ สุญญตา หรือ นิพพาน เป็นพื้นฐานรองรับอยู่ทั้งหมดทั้งสิ้น ที่เรียกว่า ทุกอย่างล้วนนิพพานอยู่แล้ว นั่นเอง

ซึ่งโดยเนื้อหาดั้งเดิมแล้ว พลังงานทั้งหลายในโลกธาตุนี้ ไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีเจตนา หรือจุดประสงค์ที่จำเพาะเจาะจงลงไป เมื่อไม่มีจุดประสงค์หรือเป้าหมายที่แน่ชัด มันจึงเป็นพลังงานตามธรรมชาติที่ไหลเวียนอยู่ในโลกธาตุเป็นปกติ ดำเนินไปของมันเองโดยไม่มีใครเข้าไปใช้งาน ผมขอเรียกพลังงานนี้ว่า "พลังงานธรรม" ก็แล้วกัน

จวบจนเมื่อมีดวงจิตเกิดขึ้นในโลกธาตุ ดวงจิตนั้นก็หยิบยืมพลังงานธรรมมาใช้ในการขับเคลื่อนจิต สิ่งแรกที่ถูกยืมมาจากธรรมชาติก็คือ "มโนธาตุ" หรือ "ธาตุรู้" พลังงานที่ถูกหยิบยืมมาขับเคลื่อนมโนธาตุนั้นก็คือ มโนกรรม หรือกรรมที่กระทำกับจิตหรือธาตุรู้นั่นเอง เมื่อมโนธาตุถูกหยิบยืมมาใช้งาน ก็จะเกิดกรรมอื่น ๆ ตามมา เช่น กายกรรม หรือกรรมที่หยิบยืมธาตุสี่มาประกอบเข้าเป็นร่างกาย เพื่อกระทำและใช้วิบากทางกาย วจีกรรม หรือ กรรมที่ใช้ขันธ์ในการถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ ตามที่คิด ที่รู้ ที่สัมผัส ฯลฯ เป็นคำพูด

พลังงานตามธรรมชาติที่ถูกหยิบยืมมาใช้ในการขับเคลื่อนธาตุขันธ์ก็จะกลายสภาพจากพลังงานธรรม กลายเป็นพลังงานกรรม คือมีผู้กระทำที่ชัดเจน ด้วยเจตนา มีทิศทางหรือเป้าหมายที่ถูกกระทำ มีผู้ถูกกระทำ หรือสิ่งที่ถูกกระทำอย่างชัดเจน มีจำนวนปริมาณของพลังงาน และมีความยาวนานตามเวลาที่หยิบยืมพลังงานไปใช้

เมื่อพลังงานธรรม แปรเปลี่ยนสภาพเป็นพลังงานกรรม พลังงานกรรมนี้จะไม่เข้าพวกกับพลังงานธรรมอื่น ๆ ในธรรมชาติ เพราะผูกผนึกเอาไว้กับเจ้าของมโนธาตุ(จิต) ด้วยเจตนา เพื่อรอการกลับคืนสู่ต้นทางในรูปของวิบากกรรมเมื่อมี "คิวว่าง"

คิวว่างในที่นี้ ก็คือช่วงที่ดวงจิตนั้น ๆ หลุดพ้นจากโมหะอวิชชา หมดอุปาทานในจิต ไม่เกิดภพชาติใหม่ ช่วงจังหวะที่ว่างจากอุปาทานนี่แหละ วิบากที่รอคิวอยู่ก็จะวิ่งกลับคืนสู่แหล่งกำเนิดมันทันที เพื่อเคลียร์เพื่อชำระพลังงานส่วนที่หยิบยืมมาใช้จนหมดสิ้น แล้วกลับไปเป็นพลังงานธรรมตามธรรมชาติเดิมของมันเองจนหมด นี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตจึงกล่าวว่า ไม่มีใครได้อะไรไปจากสังสารวัฏนี้เลย นอกจากการหลงทำกรรมและชดใช้กรรมเท่านั้น เรียกว่าใครหยิบยืมพลังงานตามธรรมชาติในรูปแบบของธาตุ ของธรรมทั้งหลายไปใช้มากเท่าไหร่ก็จะต้องใช้คืนในปริมาณที่หยิบยืมไปเป๊ะ ๆ ไม่ขาดไม่เกิน หากใครหยิบยืมไปมาก นำไปเพื่อใช้สนองกิเลสตัณหาตนเองมาก ก็จะต้องเหน็ดเหนื่อยทำใช้คืนมากเป็นเงาตามตัว ดังนั้นจึงไม่มีใครจะต้องไปอิจฉาอะไรใคร เพราะไม่มีใครเอาอะไรไปได้เลยสักคนเดียว

ยิ่งพวกที่ไปเบียดเบียนเอาจากคนอื่นมากนี้ เรียกว่าไปแย่งชิงฉกฉวยหรือฉ้อฉลเอาจากกรรมของคนอื่นอย่างไม่เป็นธรรม เวลาวิบากกรรมมันคืนกลับก็จะก่อให้เกิดความเบียดเบียน อึดอัดขัดเคืองเป็นธรรมดา และไม่ว่าพลังงานกรรมนั้นจะมีลักษณะเป็นบุญหรือเป็นบาปก็ตาม หากมีอุปาทานซ้อน กลายเป็นตัวตนบนการดำรงอยู่ในกรรมนั้น ๆ  ที่สุดแล้วก็จะเกิดความอึดอัดขัดเคือง กดทับในตัวมันเองจนทนได้ยากเหมือน ๆ กันทั้งหมด ไม่ว่าจะดีหรือเลว นี่เองที่หลวงพ่อจึงมักจะสอนว่า ดีก็ไม่เอา เลวก็ไม่เอา เพราะมันเป็นของหนัก

ที่ว่าพลังงานกรรมเป็นพลังที่ไม่เข้าพวกกับพลังงานจากธรรมชาตินั้น ก็เพราะว่ามันเป็นพลังงานที่ผูกมัดอยู่เฉพาะดวงจิตใดดวงจิตหนึ่ง ด้วยเจตนากำกับกรรมนั้น ๆ ซึ่งไหลเวียนและแฝงตัวอยู่ในธรรมชาติ รอวาระกลับคืนสู่จุดกำเนิดของมัน ไม่มีใครชดใช้กรรมแทนใครได้ แก้ก็ไม่ได้ ยกเว้นแต่จะชดเชยชดใช้ไปด้วยบุญบารมีที่แต่ละดวงจิตมีอยู่ เพราะทั้งบุญและบาปของแต่ละดวงจิตนั้น จะมีอัตลักษณ์ของพลังงานเดียวกัน เพราะมาจากดวงจิตเดียวกัน เมื่อดวงจิตนั้นแสดงเจตจำนงค์ที่จะใช้วิบากนั้นคืนด้วยการเอ่ยปาก ก็สามารถทำได้โดยน้อมองค์คุณเบื้องสูง องค์มหาบารมีเป็นประธาน ในการเจรจาไกล่เกลี่ยชดใช้หนี้กรรมแล้วก็ประกาศชดใช้ไป โดยไม่ต้องไปลำบากวนเวียนเกิดมาใช้กรรมอีก

แต่เมื่อสังสารวัฏนี้มีวิบากกรรมและกรรมมวลรวมตกค้างมากเกินไป มันจึงเกิดการวิปริตแปรปรวนขึ้นได้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่นอากาศวิปริตแปรปรวน ธรณีเคลื่อนกระทบกัน เกิดโรคระบาด โรคพืชทำลายพืชพรรณธัญญาหารอันเป็นอาหารของทั้งมนุษย์และสัตว์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีผลมาจากพลังงานกรรมมวลรวมในสังสารวัฏทั้งนั้น และให้ผลชดใช้ที่กระทบต่อสัตว์ในสังสารวัฏทั้งหมด ไม่มากก็น้อย

ที่ยุคสมัยนี้มีกรรมเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณก็เพราะสื่อใหม่ ๆ อย่างอินเทอร์เนท ทำให้กรรมซ้อนธรรมกลายเป็นกรรมซ้อนกรรมหลายชั้นเพิ่มขึ้นทวีคูณอย่างรวดเร็ว บางท่านยังไม่สามารถที่จะไร้ในท่ามกลางได้ก็จะไปรับกระแสเหล่านี้เข้ามา ทำให้เกิดความอึดอัด ตึงเครียด วกวน มึนหัวก็มี

กรรมบางประเภทนั้นเป็นพลังงานที่ผูกผนึกเอาไว้กับสถานที่ ทำให้สถานที่ทางประวัติศาสตร์ทุกแห่ง จะมีจิตญาณสิ่งสถิตย์ซ้อนกันอยู่เป็นจำนวนมาก เวทนาที่ตกค้างก็มาก ดวงจิตส่วนหนึ่งที่มาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ ครั้นพอได้กลับไปยังสถานที่แห่งนั้นตามกรรมที่ดึงดูดมาชดใช้ ก็จะมีความรู้สึกผูกพันกับสถานที่นั้นเป็นพิเศษ ทำให้ต้องกลับไปยังสถานที่นั้นบ่อย ๆ หรือบางคนมีความผูกพันลึกซึ้งกับใครคนใดคนหนึ่ง เมื่อตายไปแล้วเกิดมาใหม่ พอมาเจอกันก็จะเกิดความรู้สึกที่พิเศษเหมือนกับรู้จักกันมายาวนาน และคุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว

ที่บอกว่ากรรมนั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจนก็คือตรงนี้แหละ เมื่อกรรมไปกระทำตรงไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอะไร เป็นดวงจิตอื่น เป็นสถานที่ เป็นสิ่งของ ก็จะก่อให้เกิดการยึดติดหรือุปาทานกับสิ่งนั้น เป็นภพ หรือเป็นที่ ๆ เป็นเป้าหมายแห่งแรงกรรมนั้น เกิดเป็นชาติ คือช่วงระยะเวลาที่กรรมตอกย้ำลงบนภพนั้น ๆ จนกว่าจะเสื่อมคลายลงไป (ชรา) จากแรงยึดแรงอุปาทาน แล้วก็ดับหรือหลุดพ้นไป (มรณะ) ในที่สุด ดังนั้น วิบากทั้งหลายทั้งหมดทั้งมวลนี้ ที่สุดแล้วมันจะคลายออกเองทั้งนั้น แต่อาจจะใช้เวลานานมาก แต่เมื่อเราน้อมองค์คุณเบื้องสูงมาเป็นประธานในการขอขมากรรม ประกาศสละชดเชยชดใช้ไป วิบากกรรมนั้นก็จะถูกชดใช้ไปในภาคของพลังงานที่เรามองไม่เห็น ทำให้วิบากที่เข้ามาให้ผลนั้นหดสั้นลง

ที่องค์มหาบารมีหรือองค์คุณเบื้องสูงสามารถที่จะเป็นประธาน หรือเป็นตัวกลางเชื่อมโยงได้ก็เพราะ "บารมี" หรือคุณลักษณะพิเศษในการโปรดสัตว์ นำพาให้สรรพสัตว์คลี่คลายจากโมหะตัณหาอุปาทานของตนได้ โดยมาในรูปแบบของอานุภาพแห่งพระสัจธรรม และแต่ละพระองค์ก็ได้เชื่อมโยงสรรพสัตว์เอาไว้มากมายในช่วงที่บำเพ็ญบารมีโปรดสัตว์ จึงอธิบายอย่างโลก ๆ ว่ามีเครดิตพอให้หมู่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายได้น้อมตาม ยอมตาม คลายตามได้

และที่เคยได้ยินคำว่า "การเชื่อมโยง" นี้ หมายความว่า เกิดการเชื่อมต่อสัมผัสสัมพันธ์กันระหว่างผู้โปรดกับหมู่เหล่าสรรพสัตว์ไม่ก็ทางใดทางหนึ่ง เพื่อเปิดหนทางเปิดโอกาสในการโปรด ตัวอย่างเช่นการระลึกนึกถึง การโสให้บารมี การกล่าวถึงหรือพูดถึง การให้ทาน การทำบุญ การรับบุญทาน การอุทิศบารมี การเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันโดยธาตุบริสุทธิ์ ไร้โมหะตัณหาอุปาทานเจือปน เพื่อการโปรดในภายภาคหน้าจะได้ไม่มีอุปสรรคขัดขวางปิดกั้นปิดบัง

เมื่อองค์มหาบารมีหรือผู้โปรดสัตว์กล่าวถึงหรือเอ่ยถึงใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นหมู่เหล่าใดก็ตาม การโปรดก็เกิดขึ้นแล้วตรงนั้น เพราะเมื่อเอ่ยถึง การเชื่อมโยงจะเกิดขึ้นทันที เกิดการสัมผัสสัมพันธ์กันในส่วนของภาคจิต และวิบากของคน ๆ นั้นหรือ หมู่เหล่านั้นจะออนไลน์มาให้คลี่คลายไปบางส่วนในทันที แล้วในอนาคตกาล คน ๆ นั้น หรือหมู่เหล่านั้น ก็จะเริ่มน้อมเข้ามาฟังพระสัจธรรมเองตามเหตุปัจจัยที่เริ่มคลี่คลายตัวเองจากการเชื่อมโยง เมื่อถึงวาระอันสมควร

ภารกิจหน้าที่ของผู้โปรดสัตว์ทั้งหลาย คือนำความคลี่คลายสว่างไสวไปสู่หมู่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ในทางตรงและทางอ้อม ทำให้การโปรดดูเหมือนไร้ร่องรอย เหมือนไม่ได้โปรด แต่โดยแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในภาคทิพย์ภาคพลังงานที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นและรับรู้ไม่ได้ ซึ่งการสัมผัสสัมพันธ์นั้น หากเป็นไปด้วยโมหะตัณหาอุปาทาน ไม่เป็นไปด้วยธาตุบริสุทธิ์ อย่างเช่นการใช้การตลาด การประชาสัมพันธ์ในการเผยแพร่ มีการจูงใจ การชักชวน ล่อลวงที่ก่อให้เกิดตัณหาในธรรม หรือการรุกล้ำก้ำเกิน สรรพสัตว์ที่ถูกเชื่อมโยงเข้ามาก็จะเข้ามากันโดยกรรม ทำให้โปรดยาก หรือไม่ก็ใช้เวลานานกว่าจะคลี่คลายกรรมที่ปิดบังระหว่างกันออกจนหมด

ผู้โปรดหรือองค์มหาบารมีทั้งหลายจึงเป็นเหมือน Neutralizer ที่มีคุณในการทำให้กรรมทั้งหลายของสรรพสัตว์ คลี่คลายจนเป็นกลาง กลับคืนกลายเป็นพลังงานตามธรรมชาติที่ไร้ทิศทาง ไร้เจตนา ไร้เป้าหมาย แทนที่จะรอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายรู้แจ้งหรือหลุดพ้นเอง ก็จะช่วยร่นระยะเวลาในการหลุดพ้นจากสังสารวัฏให้หดสั้นลงได้อย่างมาก

หลายท่านคงเคยได้ร่วมทำมหาสังฆทานที่วัด หรือในงานปลดล็อคกรรม ซึ่งมหาสังฆทานส่วนนี้คือการให้พลังให้อานุภาพความคลี่คลายแก่สังสารวัฏโดยรวม เพราะการทำมหาสังฆทานนั้น ผู้ทำ ทำไปด้วยลักษณาการที่ "ว่าง" ไม่คาดหวังตั้งเอากับบุญนั้น ๆ เป็นการให้การสละอย่างแท้จริง จึงไม่มีโมหะตัณหาอุปาทานผูกพันซ้อนไม่มีเจตนากำกับลงในบุญนั้นเพื่อตัวเอง มหาทานนี้จึงเป็นการเกื้อกูลทั้งสังสารวัฏ เหมือนกับที่เราบริจาคสิ่งของช่วยผู้ประสบภัย ของก็จะไปถึงคนที่ประสบภัยโดยไม่เลือกว่าเป็นใคร แต่ทำให้ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากคลี่คลายกันถ้วนหน้า และสิ่งที่สะท้อนกลับมาก็คืออานุภาพแห่งความคลี่คลายหลุดพ้น ยิ่งสละยิ่งเกื้อกูลโดยไร้ความยึดติดในบุญทานบารมี ยิ่งเป็นผลให้ผู้ทำมหาสังฆทานนั้น ยิ่งหลุดพ้นในตัวมันเอง อานุภาพยิ่งมหาศาล และมหาทานนี้ก็จะกลับมาช่วยให้เรารอดพ้นจากทุกข์โทษในยามคับขันโดยอัตโนมัติ และทันท่วงที อย่างที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า ธรรมจัดสรร

แล้วก็ไม่ต้องกลัวนะครับ สิ่งที่สละออกไปอย่างไม่คาดหวังนี้ ไม่มีวันหมด ยิ่งสละออกไปสิ่งที่สะท้อนกลับมายิ่งละเอียดและมีอานุภาพมากขึ้นไปอีก แต่ก็เก็บกักไว้กับตัวไม่ได้ ก็ต้องสละออกเรื่อย ๆ อุทิศบารมีนั้นออกไปเรื่อย ๆ กลายเป็นการหมุนเวียน recycle พลังงานกรรมให้กลายเป็นพลังงานธรรมอย่างต่อเนื่อง ยังความสว่างไสวคลี่คลายสู่สังสารวัฏโดยรวม

ในขณะที่การทำสังฆทานของคนส่วนใหญ่ จะเหมือนเอาของไปฝากไว้กับธนาคาร เพราะทำแล้วอธิษฐานกำกับเอา รอไว้ใช้ในอนาคตกาล จะไม่ใช้ก็ไม่ได้ กลายเป็นบุญที่คับแคบไม่กว้างขวาง จะหลุดพ้นก็ไม่ได้เพราะต้องอยู่รอเฝ้าเป็นเวรใช้บุญนั้นให้หมดเสียก่อน กลายเป็นบุญกรรมในการจองจำไป ซึ่งส่วนนี้แก้ไขได้ด้วยการประกาศสละประกาศถอนความยึดติดในบุญบารมีครับ

ทั้งหมดนี้คือลักษณาการความเป็นไปของพลังงานกรรม และกระบวนการที่พลังงานกรรมคลี่คลายตัวมันเอง แล้วแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังงานธรรมในชั่วขณะที่คลี่คลายหลุดพ้น อริยบุคคลทั้งหลายจะค่อย ๆ แปรเปลี่ยน ยกระดับจากพลังงานกรรมแบบเดิม ๆ ไปเป็นพลังงานธรรม ที่มีลักษณะโปร่งโล่งเบา ไม่กดทับธาตุขันธ์กายใจ จนบีบคั้นกดดันเหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงที่ยังวกวนเป็นสรรพสัตว์อยู่นั่นเอง

เพียงแต่ช่วงเปลี่ยนผ่านของระดับพลังงานนี้ สรรพสัตว์ทั้งหลายก็ต้องรับวิบากของตนมากขึ้น เพื่อชดใช้คืนและแปรเปลี่ยนพลังงานวิบากของตนให้ "เป็นกลาง" เสียก่อน ซึ่งตัวช่วยก็มีอยู่แล้วครับในบทขอขมากรรม และการอุทิศบารมีในลักษณะต่างๆนั่นเอง

No comments:

Post a Comment