Thursday, May 5, 2016

ความสัมพันธ์ระหว่างตัณหา สังโยชน์ และจริตราคะ

ปัญหาหนึ่งที่นักปฏิบัติทั้งหลายไม่เคยเข้าใจ หรือมองไม่เห็นความเชื่อมโยงก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมต่างๆที่เป็นเครื่องร้อยรัด การหลุดพ้น และองค์รวมทั้งหมดของพระสัจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสอนเอาไว้ ทำให้ไม่เข้าใจว่าปฏิบัติไปแล้วมันจะให้ผลยังไง หลุดพ้นยังไง ปฏิบัติแล้วจะหลุดพ้นจริงไหม ไอ้ที่ปฏิบัติอยู่เนี่ยกำลังโดนตัณหาในธรรมครอบงำหรือเปล่า ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดทั้งมวลที่นักปฏิบัติเคยศึกษามานั้น ก็ถูกถ่ายทอดต่อๆกันมาอย่างไม่เข้าใจความเชื่อมโยงหรือความสัมพันธ์ของธรรมทั้งหมด แถมขัดแย้งในข้อธรรมเอง ไม่สามารถอธิบายเชื่อมโยงทั้งหมดให้เห็นเป็นภาพได้ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้นักปฏิบัติก็ได้แต่งมทางไปตามที่ถูกสอนมาแบบตามมีตามเกิด ทั้งๆที่สิ่งร้อยรัดทั้งหมดนี้สามารถอธิบายได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ (เชิงพลังงาน) ด้วยซ้ำไป

เมื่อไม่เข้าใจความเชื่อมโยงอันเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่แท้จริงของธรรมต่าง ๆ แล้ว เรื่องอิทัปปจัยยตา หรือ ปฏิจสมุปบาท นี่ก็เลิกพูดไปได้เลย เพราะเมื่อใครก็ตามหลงไปเชื่อมโยงเหตุและปัจจัยอย่างผิด ๆ มันก็จะก่อให้เกิดความเข้าใจที่ผิดหมดตลอดสายของเหตุปัจจัย เมื่อเข้าใจวงจรสังสารวัฏผิดแล้ว มันก็จะนำไปก่อให้เกิดวงจรของสังสารวัฏขึ้นใหม่อีก แต่เป็นอีกวงจรหนึ่งที่นักปฏิบัติไม่ได้เข้าใจให้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก

แต่ถ้าท่านใดที่คลี่คลายจากความเป็นวัฏฏะแล้วก็ขอให้ข้ามบทความนี้ได้เลยครับ ไม่ต้องอ่านให้เสียเวลาวกวนอีก เพราะความเข้าใจพระสัจธรรมนั้นไม่ใช่พระสัจธรรม

สังสารวัฏนี้เปรียบเสมือนหล่มโคลนดูด ซึ่งเราสร้างขึ้นมาเองจากโมหะอวิชชาที่มีต่อสิ่งต่างๆ ย้ำนะครับว่า เป็นมายาแห่งโมหะอวิชชาเท่านั้น ที่ไม่มีอะไร "จริง" หรือ "ไม่จริง" เลย ซึ่งโมหะอวิชชานี้เป็นรากเหง้าของ กิเลสตัณหาอุปาทาน สังโยชน์ จริตราคะ อนุสัยกรรมทั้งหลาย ที่ผสมผสามรวมกันเป็นองค์ประกอบของหล่มโคลนดูดที่เราเรียกด้วยภาษาบาลีว่า สังโยชน์ ซึ่งมีอยู่ 10 อย่างด้วยกัน คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแค่สมมติที่ตั้งขึ้นมาเรียกสภาพที่อนัตตาอยู่แล้วทั้งหลายเท่านั้น

ที่นี้ ไม่มีใครรู้จักหล่มโคลนดูดนี้เลย เพราะมันดูไม่มีตัวตนให้จับต้องได้ แหงล่ะเพราะมันอนัตตาด้วยกันหมดทุกตัวเหมือนธรรมอื่น ๆ  และเนื่องด้วยเหตุปัจจัยตัวต้นตัวเดียวกันทั้งหมด และทุกคนได้แต่ดิ้นรนกันไปทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เพื่อจะออกจากความอึดอัดขัดเคืองแห่งทุกข์โทษทั้งหลาย แต่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งติด ยิ่งพยายามจะหลุดพ้นก็ยิ่งติด ปฏิบัติภาวนากันอย่างเข้มข้นมาเป็นสิบ ๆ ปี ก็ยังติดอยู่ในหล่มโคลนเหมือนเดิม บางคนปฏิบัติจนนึกว่าหลุดแล้ว แต่ก็ไปติดในหล่มโคลนที่ละเอียดนอกเหนือความเข้าใจตนอีก

แล้วก็มีหลาย ๆ ท่านก็ออกมาสอนไปในแนวทางที่ให้หาความสุขอย่างละเอียดจากบุญกุศลบ้าง จากการปฏิบัติภาวนาบ้าง การทำสมาธิบ้าง แต่ก็ยังไม่พ้นการเวียนว่ายในสังสารวัฏได้ บางคนนึกว่าตัวเองพ้นแล้ว แต่ที่ไหนได้ก็ยังติดอยู่ในหล่มเหมือนเดิม เพราะคุณสมบัติของโคลนในหล่มนั้นมีหลายประเภทซึ่งยิ่งพยายาม มันก็จะยิ่งละเอียดซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้นเรื่อย ๆ  แม้จะหนีพ้นจากหล่มหนึ่ง ก็มักจะไปติดในอีกหล่มเสมอ เรียกว่าฉลาดไม่ทันมันเสียที จนกว่าจะเลิกฉลาดเลิกโง่นั่นแหละ

ตัณหานั้นเกิดจากการเปรียบเทียบเปรียบต่างในธรรมทั้งหลายที่ล้วนไม่มีความหมายในความเป็นอะไร ล้วนเสมอภาคกันอยู่แล้วตลอดคือ "ว่าง" แต่เราจะมองเห็นความแตกต่างอยู่เสมอ เพราะหลงรู้หลงเห็นหลงยึดในโมหะอวิชชาตนเอง เมื่อหลงแล้วก็จะยึดเอาว่าสิ่งนี้ดีกว่าสิ่งนั้น สิ่งนั้นประเสริฐกว่าสิ่งนี้ สิ่งนี้น่ารังเกียจ ฯลฯ ซึ่งผลของตัณหาคือเกิดการดิ้นหนีดิ้นสู้ดิ้นรนแสวงหาอยู่ในใจตลอดเวลาไม่รู้จบ ชีวิตจึงเต็มไปด้วยอารมณ์ทั้งหลาย ดีใจ เสียใจ หวาดกลัวหวาดผวา ฯลฯ วนเวียนซ้ำ ๆ กันอยู่อย่างนี้ข้ามภพข้ามชาติ

ตัณหาทั้งหลายนี้ จะเป็นตัณหากับสิ่งใดก็ได้แล้วแต่โมหะอวิชชาจะพาไป แต่ที่สุดแล้วก็เป็นตัณหาตัวเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็นตัณหาทางโลกหรือทางธรรม ไม่มีอะไรดีกว่าอะไร

ส่วนอุปาทานนั้นคือการยึดติดในสภาวะธรรมทั้งหลาย ว่าดีก็ยึดดี ว่าไม่ดีก็ยึดไม่ดี อุปาทานจึงมีตัณหาเป็นเหตุอีกทีหนึ่ง

เมื่อดวงจิตหนึ่งเจริญตัณหามาก ๆ เข้า ก็จะมีตัณหาในบางสิ่งบางอย่างที่ถูกตอกย้ำซ้ำ ๆ ข้ามภพข้ามชาติด้วยความหลงใหลบ้าง ด้วยความเกลียดแค้นเกลียดชัง พยาบาทอาฆาตบ้าง เมื่อสะสมมาก ๆ เข้า ก็กลายเป็นราคะ ราคะคือความเหนียวหนืดต่อธรรมต่าง ๆ ที่เคยเจริญตัณหากับมันมาเนิ่นนาน ทำให้พ้นจากอำนาจของมันได้ยาก เรียกว่าเมื่อทำไว้มาก มันก็จะมีแรงดึงดูดไปให้ใช้กรรมในส่วนนั้นมาก ใช้กรรมอย่างเดียวไม่พอ ด้วยความเคยชิน มันก็ดึงดูดให้เราหลงไปตอกย้ำตัณหาในสิ่งนั้น ๆ อีก จนออกได้ยาก

ส่วนจริตนั้นเป็นความเหนียวหนืดในวิถีทางการดำเนินไปของจิตหรือกายในลักษณะต่าง ๆ  จนเกิดเป็นความเคยชิน พวกที่ฟังธรรมตามจริตนี่ก็เสร็จกิเลสหมดนะครับ ขอให้เข้าใจไว้ด้วย ธรรมแท้ ๆ ต้องล้างจริตครับ ไม่ใช่ตามส่งเสริมจริตอย่างที่เข้าใจกัน

เมื่อสิ่งเหล่านี้ดำเนินไปเนิ่นนานเข้า ไม่ว่าจะเป็นจริตราคะ ต่อรูปธรรม นามธรรม อารมณ์กรรม นิวรณ์ใด ๆ ก็ตาม มันก็จะสะสมเป็นอาสวะกิเลสเบื้องลึก ผสมผสานอยู่ในหลุมหล่มเดียวกันอันเรียกว่าสังโยชน์ทั้ง 10 ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็ไม่สามารถพ้นจากสังโยชน์ทั้ง 10 ไปได้เลย

รู้ไหมว่าทำไมสักกายทิฏฐิถึงเป็น สังโยชน์ข้อแรกที่สำคัญมาก ถ้าสักกายทิฏฐิสิ้นไป ตัวที่เหลือจะค่อย ๆ คลี่คลายออกหมดเลย

สักกายทิฏฐิ นั้น มีคนแปลไว้ว่า หลงเห็นว่าเป็นตัวตน หลงเห็นว่าสิ่งนั้นมี สิ่งนั้นเป็น หลงเห็นว่านี้คือเรา นี้คือสิ่งอื่น แต่จริง ๆ มันลึกกว่านั้นอีก คือไอ้ที่หลงไปเห็นนี่แหละคือตัวตนในเห็น ตัวตนในรู้ มันเริ่มตั้งแต่ไปรู้ไปเห็นแล้ว จึงเป็นตัวตน ซึ่งสักกายทิฏฐินี้มีรากเหง้ามาจาก โมหะอวิชชาอีกที แล้วโมหะอวิชชานี่ก็เป็นตัวปิดท้ายของสังโยชน์ทั้ง 10 เสียด้วย เอาล่ะสิ งงไหมครับ

ที่บอกว่าโมหะอวิชชา เป็นรากเหง้าของกิเลสตัณหาอุปาทาน รวมถึงสักกายทิฏฐิด้วย แต่ไม่มีใครหาตัวมันเจอก็เพราะว่ามันอาศัยรู้ อาศัยเห็นเกิด พอรู้พอเห็นปั๊บ เนี่ยแหละ โมหะอวิชชาเกิดแล้ว โดยไม่รู้ตัว นึกไปว่า "เรา" รู้ "เรา" เห็น ก็เอาเราที่ไหนมามันอนัตตาทั้งนั้น พอหลงรู้หลงเห็น มันจะไปหลงพาขันธ์ 5 ทั้งหมดแยกตัวออกจากสิ่งอื่น หลงพาขันธ์ 5 ทั้งหลายกลับคืนสู่ธรรมเดิม แต่จริง ๆ มันไม่ได้แยกออกมานะ มันไม่เคยแยกตัวออกมาเลย แค่หลงไปว่าแยกได้เท่านั้น

ทีนี้เรามาดูในหล่มแห่งสังโยชน์ 10 กันในสภาพแห่งความเป็นจริงกันสักหน่อย จะได้ไม่ต้องไปนั่งไล่ลำดับเองให้งง

เมื่อไหร่ก็ตามที่หลงรู้หลงเห็นหลงมีความหมายกับสิ่งต่าง ๆ  นั่นก็คือการเจริญ "สักกายทิฏฐิ" เมื่อหลงรู้หลงเห็นแล้วมันจะเกิดความลังเลสงสัยในสิ่งต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า "วิจิกิจฉา" ยิ่งไปเจริญปัญญาเยอะ ๆ  วิจิกิจฉาจะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว การเจริญโลกียปัญญานี้เรียกว่าเป็นการสนองวิจิกิจฉาโดยตรงนั่นเอง สนองไปเถอะ ไม่มีวันจบสิ้นเลย เพราะแง่มุมในทิฏฐินั้นมีมากมายไม่รู้จบ แถมยังจะกลายเป็นจริตราคะกับปัญญาขึ้นมาอีก

ส่วน "สีลัพพตปรามาส" นั้นจริง ๆ แปลว่า หลงมีตัวตนซ้อนในศีล คือไม่ว่าจะศีลศาสนาไหนก็ตาม แม้ศีลในพุทธศาสนาเองก็ตาม หากมีตัวตนเข้าไปถือ เข้าไปรักษา เข้าไปยึดเสียแล้ว ก็เรียกว่าเป็นสีลัพพตปรามาสกันหมด ก็ทุกอย่างอนัตตาอยู่แล้วจะเอาใครไปถือศีล ถ้าไม่ใช่โมหะอวิชชาตัวเดิม พอไปยืดถือศีลมาก ๆ ก็กลายเป็นตัณหาจริตราคะในศีลอีก ไม่ถือศีลแล้วกังวลใจ นี่แหละเพราะมันจะเอาศีลไง ผิดศีลทันที ส่วนกลุ่มที่หลงโลกนั้น พอไปเจริญผัสสะอายตนะมาก ๆ เข้า ก็กลายเป็นความติดเนื้อต้องใจ กลายเป็น "กามราคะ" เหนียวแน่นกับผัสสะอายตนะไป พอเจริญอุปาทานในผัสสะอายตนะมาก ๆ เข้า ยึดได้บ้างไม่ได้บ้าง พอยึดไม่ได้บ่อย ๆ ก็มาตกในหล่มของ "ปฏิฆะ" คืออึดอัดขัดเคือง ก็พยายามจะดิ้นรนหนีจากหล่มนี้ไปติดในหล่มอื่นอีก หรือบางคนพอศึกษาธรรมมาก ๆ แต่ไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาที่แท้จริงของพระสัจธรรม ก็จะไปตั้งแง่รังเกียจกิเลสตัณหาอุปาทาน ก็ตกในหล่มปฏิฆะอย่างไม่รู้ตัวอีก มีอีกอย่างหนึ่งที่มักจะแถมพ่วงมากับกามราคะ นั่นคือ "รูปราคะ" มันคือความพึงพอใจในสิ่งที่รูปธรรมทั้งหลาย บางคนไม่ยินดีกับรูปธรรม เป็นคนเรียบง่าย แต่ดันมาเสร็จ "อรูปราคะ" คือความพึงพอใจในนามธรรมทั้งหลาย หรือเรียกว่าติดในธรรมที่เป็นการปรุงแต่ง ในสัญญา ในสติ สมาธิ ตบะ ฌาณ ญาณ อภิญญาทั้งหลาย พวกนี้มักจะมีโลกส่วนตัวอยู่ในความคิดตัวเอง ในจิตตัวเอง ซึ่งสังโยชน์ที่ว่ามาข้างต้นทั้งหมดนี้ จะมีองค์ประกอบอย่างหนึ่งประกอบเสมอ นั่นก็คือ "อุปาทาน" หรือความยึดติด เรียกว่ายึดติดอะไรแม้แต่นิดเดียว แม้ยึดติดในพระสัจธรรมก็จะเกิด "มานะ" ขึ้นทันที เรียกว่ายึดนิดเดียวมันเอาแล้ว "มานะ" จึงเป็นสังโยชน์ตัวท้าย ๆ

สังโยชน์รองสุดท้ายอย่าง "อุทธัจจะ" หรือความฟุ้งซ่านซัดส่ายของจิตนี้ ก็ถูกเข้าใจผิดกันเยอะ สำนักปฏิบัติร้อยทั้งร้อยจะแก้อุทธัจจะด้วยการให้ทำสมาธิ หารู้ไม่ว่าความฟุ้งซ่านอันเป็นสังโยชน์รองโหล่นี้ เกิดจากความพยายามจะหาธรรมมายึด เมื่อเราฟังพระสัจธรรมคลี่คลายแล้ว อุทธัจจะจะคลายออกเองตามอุปาทานที่เบาบางลง เรียกว่าอุปาทาน มานะ และอุทธัจจะนี้จะเบาบางลงพร้อม ๆ กัน

ในขณะที่การทำสมาธิ แม้จะทำให้อุทธัจจะหายไปได้ชั่วคราว แต่มันก็แปรสภาพไปสั่งสมกำลังอยู่ในส่วนของมานะทางจิตแทน พอเผลออุทธัจจะก็จะแสดงตัวออกมา ให้เจ้าตัวต้องวิ่งไปนั่งสมาธิกดเอาไว้อีก สุดท้ายมันก็ไม่ไปไหนไกลเลย  เล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับจิตอยู่อย่างนั้นไม่รู้จบ อยากจะเอาชนะกิเลสตัณหาอุปาทานเหรอ มันจัดฉากให้เลย แล้วมันก็ไปแอบอยู่หลังฉาก ดูเราฟาดฟันตัวล่อเป้าของมันอย่างสนุกสนาน เรียกว่าทำอะไรไม่ได้เลย เสร็จมันหมด

ส่วนหัวหน้าตัวสุดท้ายที่ชื่อ "อวิชชา" นี้ก็ไม่ได้แปลว่าความไม่รู้นะครับ แปลอย่างนี้กลายเป็นธรรมคู่ทันที แถมไอ้คนที่รู้มาก ๆ นี่ก็ไม่เห็นจะดับอวิชชาอะไรได้สักคน แต่อวิชชามันคือ ความหลงรู้ หรือหลงไปรู้ รู้ว่ารู้ รู้ว่าเข้าใจ รู้ว่าไม่รู้ ไม่รู้ว่าไม่รู้ ไม่รู้ว่ารู้ คือถ้ายังวนอยู่แค่ "รู้-ไม่รู้" ประมาณนี้ก็หลุดพ้นนอกเหนือโมหะอวิชชาไม่ได้หรอกครับ แล้วโมหะอวิชชาจริง ๆ นี่ละเอียดมาก ตามมันไม่ทัน เพราะแค่พยายามจะตามมันก็หลงโมหะอวิชชาเสียแล้ว เรียกว่าเป็นเงาตามตัวเลยก็ได้

สรุปแล้วจะไปทำอะไรกับสังโยชน์ 10 ไม่ได้เลย จะไปละมันจะไปกำจัดมันก็ไม่ได้ นอกจากจะทิ้งรู้ทิ้งเห็น ปล่อยรู้ปล่อยเห็นจริง ๆ ทิ้งหรือปล่อยนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้หรือไม่เห็นนะครับ แต่มันจะเป็นระบบ auto ไปเอง หมดอวิชชาซ้อนลงไปในรู้ในเห็นลงทันที ก็ไอ้ที่รู้ซื่อ ๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ ปลดระบบ manual ออกไปเลย ไม่ใช่ไปทำเอาซื่อ ๆ เพราะเมื่อทำอะไรสักอย่างลงไปกับจิตมันจะไปตกอยู่ใน 10 หล่มของสังโยชน์ทันที โดยมี 3 ตัวหลัง (มานะ อุทธัจจะ อวิชชา) พ่วงไปด้วยเสมอ

เมื่อปลงรู้ปลงเห็น ทิ้งรู้ทิ้งเห็นแล้ว สังโยชน์ ทั้งหลายจะคลายออกไปเอง แล้วแต่ว่าใครติดอะไรมากน้อยแค่ไหน แต่จะช้าจะเร็วก็ไปกะเกณฑ์เอาไม่ได้ เหมือนเอาดินดานไปแช่น้ำ ดินจะแข็งมากแข็งน้อย ก้อนใหญ่ก้อนเล็กเราไม่อาจจะรู้ได้เลย แต่มันจะคลี่คลายจางคลายลงไปอย่างแน่นอน เหมือนกาต้มน้ำที่เดือดพล่าน เมื่อปิดเตาไฟลงแล้วมันก็จะเย็นลงแน่ ๆ สังโยชน์ก็เหมือนกัน เมื่อเราไม่ดำริธรรมที่เป็นเหตุ (การรู้) ให้อวิชชาเกิด อวิชชาก็จะเกิดไม่ได้ จิตผู้รู้จะเกิดขึ้นไม่ได้ สิ่งที่ถูกรู้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ตัณหาก็เกิดไม่ได้ เพราะไม่ได้หลงไปให้ค่าความแตกต่างกับธรรมใด ๆ เมื่อตัณหาเกิดไม่ได้ อุปาทานที่จะก่อให้เกิดภพชาติก็ไม่มี สุดท้ายแล้วกิเลสทุกตระกูลก็จะเกิดไม่ได้ ธรรมทั้งหลายที่อาศัยเหตุให้เกิดมาก่อนหน้านี้จะดับลงทันที นี่เรียกว่าปฏิจสมุปบาทสายดับ ไม่ใช่การใช้ความพยายามจะไปดับอะไร ปลงเหตุ ผลจึงดับ คือสายดับ แต่ถ้าไปทำเหตุแล้วผลจึงเกิด อันนี้เรียกว่าสายเกิด คือเมื่อพยายามจะทำอะไรก็ตามแม้สักนิดเดียว มันก็จะเกิดโมหะอวิชชากับสิ่งนั้น ซึ่งเมื่อโมหะอวิชชาเกิดขึ้นแล้ว มันไม่มีหรอกครับว่ามากว่าน้อย มันไม่มีหรอกว่าเหลือนิดเดียว  เพราะนิดเดียวก็ไม่พ้นโดนมันครอบงำไว้หมด ตลอดสาย ว่ากันขนาดนั้นเลย

เมื่อวงจรปฏิจสมุปบาทดับลงนั่นแหละ จึงจะตรงต่อเนื้อหาดั้งเดิมที่ไม่มีการมา ไม่มีการไป ไม่มีการเกิดไม่มีการดับ ไร้การแบ่งแยกแตกต่างอยู่แล้ว ที่เราเรียกตามสมมติว่านิพพานนั่นเอง

No comments:

Post a Comment