Wednesday, May 25, 2016

สัจธรรมข้างเปล ตอนที่ 11 รากเหง้าของความรุนแรง

ที่ผ่านมาเราคงเคยเห็น ผลงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับความรุนแรงในเด็กและเยาวชน ที่มักจะสรุปกันง่าย ๆ ว่ามาจากสื่อที่แสดงภาพและพฤติกรรมที่รุนแรง

จริง ๆ  แล้วรากเหง้าของความรุนแรงทั้งหมดในสังคมนั้นมีที่มาจากความบีบคั้นกดดัน ความคาดหวังตั้งเอากับคนอื่นและตัวเองทั้งนั้น ไอ้ภาพและพฤติกรรมรุนแรงในหนังในละครนี่เป็นปลายเหตุทั้งหมด

โดยปกติคนเรานั้น เกิดมามันก็มีความบีบคั้นอยู่แล้วโดยสภาพธรรมชาติของธาตุขันธ์ ที่มันเปลี่ยนแปลงไป แปรปรวนไป เสื่อมไป ยึดติดไม่ได้เป็นธรรมดา

แต่ในเมื่อระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคมมันดำเนินไปบนรากฐานของความคาดหวังตั้งเอา นับตั้งแต่ประเทศชาติที่คาดหวังกับเราทุกคนว่าจะต้องเป็นประชากรคุณภาพดี พ่อแม่คาดหวังให้ลูกเป็นคนดี มีความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ คาดหวังให้มาสานต่อกิจการของพ่อแม่ ให้มาเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์แทนตน ความบีบคั้นกดดันมันจึงเริ่มมาจากตรงนั้นเลยทันที แล้วก็ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ กดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนคนในสังคมส่วนใหญ่ต้องตกอยู่ในความกลัว กลัวว่าจะไม่ดีงาม กลัวจะผิดพลาด กลัวล้มเหลว กลัวโดนด่าทอสาปแช่ง กลัวไม่เหมือนคนอื่น

เมื่อกลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนก็ต้องทำทุกวิถีทางที่จะดำรงไว้ซึ่งตัวตนของตัวเอง รักษาหน้าตา ชื่อเสียงเกียรติยศ ฐานะ ทรัพย์สินเงินทอง และแล้วความรุนแรงในระดับต่าง ๆ ก็ตามมา นับตั้งแต่ การบังคับลูกด้วยความหวังดี การขู่เข็ญด้วยความหวังดี การตำหนิติเตียนด้วยความหวังดี การตะล่อมเด็กด้วยความหวังดี การลงโทษด้วยความหวังดี การจับผิดจับถูก การพร่ำบ่นก่นด่า การกดดันด้วยความหวังดี การผลักดันด้วยความหวังดี การแก่งแย่งแข่งขัน การชิงดีชิงเด่น การเปรียบเทียบเทียบเคียง การรักษาตำแหน่งหน้าที่ หน้าตาทางสังคม การรักษาผลประโยชน์แห่งตน ความหวาดกลัวในระดับต่าง ๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นบ่อเกิดแห่งความรุนแรงทั้งนั้น

พูดง่าย ๆ ว่า สังคมทุกวันนี้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความรุนแรง การรุกล้ำ รุกรานคนอื่น เราเจริญก้าวหน้าและมั่งคั่งบนการใช้ความรุนแรงในทุกระดับ ขนาดคนมีการศึกษาสูง ๆ ยังฆ่ากัน เพื่อเกียรติเพื่อศักดิ์ศรีที่ยึดกันเอาเอง ยังเบียดเบียนกันอยู่ทุกวัน ซึ่งพลังงานกรรมและเวทนาของผู้คนที่ถูกเบียดเบียนเหล่านี้ไม่ได้ไปไหน ยังวนเวียนคอยให้ผลซ้ำ ๆ อยู่ในสังคมมนุษย์ตลอดเวลา แล้วจะหวังให้มันหมดความรุนแรงได้ยังไง

สิ่งที่เราทำได้ในการกำจัดความรุนแรง มันก็ต้องเริ่มจากตัวเราก่อน ไม่ใช่ไปเริ่มที่เด็ก เริ่มจากตัวตั้งเอาของทุกคน ให้สละละวางเป็น ถ้าผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างของความสันติสุขได้ ไม่ใช้ชีวิตอย่างบีบคั้นกดดันตัวเองและผู้อื่น จนเป็นเหตุแห่งความบีบคั้นกดดันเสียเอง เด็ก ๆ ก็จะไม่ได้รับการถ่ายทอดความรุนแรงนั้นไปด้วย เมื่อไม่มีเชื้อของความรุนแรงทุกรูปแบบ ต่อให้ดูหนังดูละครที่รุนแรง เขาก็จะเข้าใจเองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องโง่ ๆ ของมนุษย์ที่คิดเอาแต่ตัวเองเป็นที่ตั้ง

เมื่อทุกคนเอาตัวเองเป็นที่ตั้งกันหมด สิ่งที่ตามมาแน่นอนก็คือการเบียดเบียน การแยกตัวออกจากสิ่งอื่นจากสภาพแวดล้อม เห็นตัวเองกับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง แล้วก็เกิดการเบียดเบียน แย่งชิง ทั้ง ๆ ที่องค์รวมของสังคมหรือสังสารวัฏมันคือเนื้อเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ ดังนั้นทัศนคติประเภท เวลามีใครมารังแกลูก ก็ไปสอนให้ลูกสู้กลับนั้นคือการต่อยอดการกระทบกระทั่งชั่วครั้งชั่วคราวให้กลายเป็นศัตรูถาวร แบบนี้มันก็คือการต่อยอดความรุนแรง ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ฉลาด แทนที่จะสอนให้กำจัดศัตรูด้วยการหยิบยืนมิตรภาพให้ จะได้หมดความเป็นศัตรูกันไปแบบถาวร แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ถ่ายทอดกันไปจากรุ่นสู่รุ่น แล้วก็มานั่งบ่นกันว่า สังคมเต็มไปด้วยความรุนแรง ทั้ง ๆ ที่ตัวเองนั่นแหละก็เป็ นส่วนหนึ่งของรากเหง้าความรุนแรงเหมือนกัน

อย่างเวลาลูกผมถูกเพื่อนรังแก ผมจะสอนให้เขา อโหสิให้เป็น อย่าต่อกรรม อโหสิให้บ่อย ๆ ถ้าไม่พูดออกมา แค่อโหสิไว้ในใจก็ได้ แล้วจิตที่ปฏิฆะต่อกันมันจะหายไปเอง จากศัตรูก็จะกลายเป็นมิตรขึ้นมาเอง นี่คือวิธีที่ผมสอนให้ลูกกำจัดศัตรู สุดท้ายคนที่มารังแกเขาได้กลายมาเป็นเพื่อนรักของเขาทุกคน

คิดดูว่าถูกไหม เมื่อคุณสร้างศัตรูขึ้นมาหนึ่งคน เพื่อนของศัตรูก็จะกลายมาเป็นศัตรูของเรา เราก็จะมีศัตรูเพิ่มอีกเพียบ แต่ถ้าเรากำจัดศัตรูด้วยการอโหสิกรรมต่อกัน ไอ้ที่เคยรังแกกันก็ให้มันแล้ว ๆ ไป มิตรภาพจะตามมา เมื่อศัตรูหนึ่งคนกลายเป็นมิตร มิตรของมิตรก็จะกลายมาเป็นเพื่อนเราทั้งหมด สิ่งนี้คือการกำจัดความขัดแย้งและความรุนแรงที่ดีที่สุด ไม่ต้องมีใครทะเลาะกัน ไม่ต้องมีสงคราม เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องโง่เขลาทั้งนั้น

ทดสอบกันง่าย ๆ ครับ ว่าคุณปลูกฝังความรุนแรงให้กับเด็กหรือเปล่า เวลาลูกของคุณทำอะไรผิดไปสักอย่าง แล้วคุณไปถามเขา เขาจะไม่พูดความจริง ถ้าคุณต้อนหรือคาดคั้น เขาจะโกหกบิดเบือนไปเรื่อย เขาจะปฏิเสธเป็นพัลวัน บางคนถึงกับร้องไห้เพื่อปฏิเสธ เพื่อผลักไสสิ่งนั้นออกจากตัว เพราะกลัวความผิดมาก ๆ ถ้าลูกของคุณหรือลูกศิษย์ของคุณเป็นแบบนี้ คุณจะไม่มีวันได้เห็นในสิ่งที่เขาเป็นจริง ๆ อีกเลยชั่วชีวิต เพราะคุณเอาแต่จับผิดจับถูกในนามของความหวังดี เขาจะแสร้งให้คุณเห็นภาพที่อยากจะเห็นเวลาอยู่ต่อหน้า กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็โน่น เสียผู้เสียคนกันไปแล้ว หรือไม่ก็อาจจะเป็นที่คุณ ที่เป็นเสียเองก็เป็นได้ ซึ่งถ้าสถานการณ์ของคุณมันออกมาแนว ๆ นี้ ก็แปลว่าคุณกำลังพาลูกหลานจมดิ่งสู่วิถีแห่งความรุนแรงแล้ว

ทีนี้จะแก้กันยังไงล่ะ

คือถ้าไปใช้วิธีทางจิตวิทยาอย่างเดียวมันแก้ไม่ได้จริงหรอก อย่างมากก็ได้แค่กดเอาไว้โดยเชิงพฤติกรรมเท่านั้นเอง เพราะกรรมแต่ละคนยังแข็งขืนอยู่ เชื้อโมหะตัณหาอุปทานยังปะทุอยู่ข้างใน รอเวลาแสดงตัวออกมาเมื่อถึงวาระอันเหมาะสม ความรุนแรงจึงไม่มีที่สิ้นสุด หากไม่ยอมอโหสิกรรมต่อกันในทุก ๆ กรณีกรรม สิ่งเหล่านี้สามารถเคลียร์ได้โดยการขอขมากรรม ประกาศสละชดใช้หนี้กรรม กรรมต่าง ๆ ที่แข็งขืนผูกมัดรัดรึงระหว่างกันจะค่อย ๆ เบาบางลงเอง ความคาดหวังตั้งเอากับลูกหลานก็จะน้อยลงไปเอง อยู่ด้วยกันก็จะได้ไม่ต้องทิ่มแทงกันด้วยการจับผิดจับถูก คอยสั่งคอยสอน คอยจ้ำจี้จ้ำไชอีกต่อไป เด็กที่ดื้อ ๆ ก็จะดื้อน้อยลงไปเอง เพราะความดื้อรั้นนั้นมันก็สะท้อนมาจากผู้ใหญ่เองนั่นแหละ เพียงแต่ว่าผู้ใหญ่ไม่รู้ตัวเองว่าตัวเองก็ดื้อเหมือนกัน

สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนเกิดแต่เหตุเดิมทั้งนั้น ไม่มีเหตุสมควรให้ไปโกรธเคืองใครแบบเอาเป็นเอาตาย ถ้าทุกคนรู้จักอโหสิต่อกันทุกครั้งที่กระทบกระทั่ง สละทิ้งซึ่งโทสะที่ไร้ประโยชน์ โดยไม่ถือว่าใครถูกใครผิด ไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือใหญ่โตแค่ไหน ความขัดแย้งและความรุนแรงจะไม่มีที่อยู่บนโลกใบนี้ไปเอง

No comments:

Post a Comment