Tuesday, April 26, 2016

เฝ้าไข้ยังไงไม่เป็นการซ้ำเติมคนป่วย?

หัวข้อนี้เกริ่นว่าจะเขียนไว้นานพอสมควรแล้ว วันนี้คงจะได้โอกาสเริ่มเขียนเสียที เข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน

ปกติแล้วคนป่วยนั้นจะได้รับเวทนาทางกายไม่มากก็น้อยจากโรค ซึ่งถ้าเป็นปุถุชนทั่วไป เมื่อเกิดความเจ็บป่วยขึ้นมา จิตมันจะยึดติดไปกับกายด้วย กายทุกข์ ใจก็ทุกข์ตาม ถ้าป่วยมาก ๆ หรือป่วยเรื้อรัง จิตมันจะไปควานหาค้นหาสัญญาความจำเก่า ๆ ขึ้นมาพะวงบ้าง เสียดายวันเวลาก่อนล้มป่วยบ้าง ระลึกถึงความห่วงหวงที่มีแต่ผู้คน ต่อสรรพสิ่ง ต่อทรัพย์สมบัติ ต่อหน้าที่การงาน ต่อทรัพย์สินการเงิน ฯลฯ เรียกว่าป่วยทีก็ดึงเอาอุปาทานทั้งหลายไม่ว่าจะดีหรือเลวมาซ้ำเติมทุกข์ของตัวเองมากยิ่งขึ้นไปอีก

ถ้าคนเฝ้าไข้ทั่ว ๆ ไปนั้น ปกติก็จะใช้วิธีการให้กำลังใจ หลายคนพาญาติพี่น้องไปล้อมหน้าล้อมหลัง ไม่ให้คนป่วยตกอยู่ในอาการซึมเศร้า

พูดกันง่าย ๆ คือทุกอย่างล้วนอยู่ที่ใจทั้งสิ้น ผู้คนเลยพากันให้กำลังใจ ส่งกำลังใจ ส่งความห่วงใยไปให้ กลายเป็นกรรมผูกมัดผูกพันที่เหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น คนป่วยที่แบกรับเวทนาทางกายและใจของตัวเองแล้ว สุดท้ายก็ต้องมารับเวทนาทางใจที่แฝงมากับความห่วงหวง ความหวังดีที่เหนียวหนืดเหนียวแน่นอีก หารู้ไม่ว่าใจของผู้ป่วยต้องการความคลี่คลายหลุดพ้นจากความเหนียวหนืดที่มีแต่คนประเคนให้ และถ้าคนป่วยมีกำลังใจขึ้นมาตามที่ไปส่งใจถึงที่ คนป่วยก็จะติดหนี้กรรมจากคนเยี่ยมไข้ และคนเยี่ยมไข้ก็รับวิบากและเวทนาส่วนหนึ่งของคนป่วยกลับไปโดยไม่รู้ตัว สนุกละทีนี้แล้วใครจะเคลียร์ให้ใครล่ะเนี่ย

นอกจากนี้ในโรงพยาบาลเองก็มีเวทนา มีจิตญาณของคนที่ตายอยู่ในโรงพยาบาลมากมาย รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรของคนป่วยที่แฝงอยู่ในกายคอยให้ผลเป็นวิบากความเจ็บป่วยด้วย เรียกว่าป่วยที่ก็สัมพันธ์กันอีนุงตุงนังทั้งภาคหยาบและภาคทิพย์ คงเคยได้ยินคนป่วยบางคนเล่าให้ฟังว่า ตอนนอนอยู่มีคน (วิญญาณ) มายืนปลายเตียงบ้าง มาเขย่าเตียงบ้าง มาโผล่วับ ๆ แวม ๆ ให้เห็นบ้าง มาเข้าฝันบ้าง มีถึงขนาดมาแทรกแซงหรือสิงเลยก็มี

เวลาเราจะไปเฝ้าไข้หรือเยี่ยมไข้ จึงไม่ใช่การแบกความห่วงหวงปรารถนาดีไปให้คนป่วย แต่ไปด้วยความผ่อนคลายคลี่คลาย ไม่ต้องห่วงอะไร เพราะถ้ายังไม่ถึงคราวตาย ต่อให้อยู่โรงพยาบาลแบบอนาถาก็ไม่ตาย แต่ถ้าถึงคราวตาย ต่อให้อยู่โรงพยาบาลหรู ๆ ห้องส่วนตัวแพง ๆ รักษากับหมออันดับหนึ่งของโลก ก็ตายได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว ต้องวางใจว่าทุกอย่างล้วนเป็นไป ดำเนินไปของมันเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเราก็ตาม อย่าสำคัญตัวผิดเชียวล่ะ

นอกจากวิบากและเวทนาที่มากับคนป่วยและญาติพี่น้อง เพื่อน ๆ ของคนป่วยเองแล้ว ก็ยังมีวิบากและเวทนาของหมอ พยาบาล และบุคคลากรในโรงพยาบาลมาร่วมผสมโรงด้วยอีกมากมาย

เวลาผมไปเยี่ยมคนไข้ หรือไปเฝ้าไข้ด้วยตัวเอง หากในกรณีฉุกเฉินที่ผมยังไม่สามารถไปโรงพยาบาลได้ ผมก็จะระลึกถึงคนป่วยแล้วก็โสให้เจ้ากรรมนายเวรและจิตญาณที่อยู่ในบริเวณนั้นไป เพื่อช่วยเคลียร์วิบากและเวทนาเบื้องต้นให้ก่อน พอมีโอกาสได้ไปโรงพยาบาลแล้ว ก็จะไปแบบไม่ห่วงอะไร ไปแบบสบาย ๆ ไม่แสดงความห่วงให้ตัวเองดูดี เพราะเราไปช่วยคลี่คลายให้คนป่วย ไม่ใช่ไปเพื่อฉุดรั้งเขา คนจะรอดเดี๋ยวก็รอด จะตายก็ต้องตาย ไม่มีอะไรต้องห่วง

เมื่อเราไปเยี่ยมหรือเฝ้าไข้แบบสบาย ๆ คนป่วยก็จะคลี่คลายตาม กรรมที่กดทับกายใจอยู่ก็จะคลายออก เวทนาก็จะน้อยลง พอไปถึง บางทีผมก็เข้าไปหยาดน้ำให้จิตญาณทั้งหลายได้มีส่วนก่อน ถ้ามีโอกาสก็จะนำพาขอขมากรรม โดยบทขอขมากรรมสำหรับคนป่วยที่ผมใช้บ่อยที่สุดก็เป็นบทนี้ครับ เพราะเป็นบทที่ถูกขยายมาจากบทโปรดเจ้ากรรมนายเวรอีกทีหนึ่ง

บทขอขมากรรมและถวายมหาสังฆทานสำหรับโปรดทุกชั้นภูมิ

หรือจะนำคลิปไฟล์เสียงนี้ไปเปิดให้คนป่วยว่าตามก็ได้เหมือนกัน


หรือถ้าจะโหลดไฟล์เสียง mp3 ก็เข้าไปตามนี้ครับ
บทขอขมากรรมและถวายมหาสังฆทานสำหรับโปรดทุกชั้นภูมิ 8 พ.ย. 58

คือถ้าใครไม่ได้เอาผ้าไตรไปทำพิธี ก็ไม่ต้องกล่าวตอนท้าย แต่ถ้าเอาผ้าไตรไปด้วยก็จะกล่าวทั้งหมด จนถึงบททำมหาสังฆทาน ซึ่งถ้าคนป่วยกล่าวตามไม่ได้ ก็บอกให้เขาระลึกตามคำขอขมากรรมก็พอจะได้เหมือนกัน ถ้าชวนคนป่วยเตียงอื่นขอขมากรรมด้วย ก็จะช่วยกันคลี่คลายไปพร้อม ๆ กัน เรียกว่าโปรดหมดจริง ๆ

เนื้อหาในส่วนของการประกาศสละบวชนั้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยวิกฤต คือ ไม่ต้องเอาอะไรกับกายกับจิตนี้แล้วมันไว้ใจไม่ได้แล้ว ให้สละออกเสีย อุปาทานที่ไปยึดกายยึดจิตจะเบาลง เป็นผลให้เวทนาจะเบาบางลงตามไปด้วย เจ้ากรรมนายเวรที่กำลังให้ผลเป็นความเจ็บป่วยตรงนั้นก็จะเบาบางลงไปด้วย

ส่วนการพูดคุยเราก็พูดคุยให้เป็นปกติ ไม่ต้องไปตอกย้ำความเจ็บป่วยอะไรให้เกิดทุกขเวทนาอีก เพราะคนเยี่ยมไข้ส่วนใหญ่จะเน้นการถามถึงอาการป่วย รวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ  วัน ๆ คนป่วยก็เลยต้องนั่งพูดอาการป่วยของตัวเองซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น อันนี้ก็เป็นการชวนให้ตอกย้ำอีกประเภทหนึ่ง มันดูดีสำหรับคนที่ไปเยี่ยม แต่กับคนป่วยแล้วมันชวนหดหู่น่าดูเหมือนกัน ละเว้นได้ก็เว้นเสียเถิดครับ

ถ้าใครจำได้เมื่อตอนที่มีนักแสดงชื่อดังท่านหนึ่งป่วยเจียนตาย แล้วมีแฟนคลับส่งกำลังใจไปให้มากมาย มีแม้กระทั่งไปเฝ้าไข้ที่โรงพยาบาลก็มากมาย ซึ่งไอ้อารมณ์ห่วงใย หรือทุกข์ไปกับคนป่วยด้วยนี้เป็นกระแสส่วนหนึ่งที่ทำให้คนป่วยแย่ลงไปอีก คือมันมีทั้งกำลัง มีวิบากและเวทนาปะปนไปให้คนป่วยด้วยพร้อม ๆ กับความหวังดี ฉุดรั้งกันไปฉุดรั้งกันมา อาการก็เลยทรง ๆ ทรุด ๆ อยู่อย่างนั้น

ซึ่งถ้าคนป่วยใกล้ตาย เมื่อเจอแบบนี้เข้าไป จิตก็จะตกอยู่ในความเหนียวหนืดเหนียวแน่นจากเวทนา จากวิบากของคนที่ไปเยี่ยมไปเฝ้า ส่งกระแสไปให้ ถ้าตายท่ามกลางสภาวะแบบนี้ จิตวิญญาณก็จะไม่ไปไหน เพราะถูกฉุดรั้งอยู่ด้วยกระแสจิตของคนจำนวนมาก ซึ่งมันก็ดูเหมือนโรแมนติกดีสำหรับปุถุชน แต่สำหรับดวงจิตของคนตายเองมันหมายถึง ต้องกลายเป็นวิญญาณตกค้าง ในรูปแบบของอสุรกาย ไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้จนกว่าจะชดใช้กรรมที่ติดค้าง ที่ห่วงหวงอยู่จนหมด ซึ่งไม่มีส่วนไหนโรแมนติกเลย มีแต่ความวังเวงเคว้งคว้าง อึดอัดกดดัน อยู่ตัวคนเดียว และเวทนาที่ต้องตอกย้ำในอารมณ์ต่างๆที่ได้รับก่อนจะหมดลมหายใจ

การเฝ้าไข้คนป่วยจึงไม่ควรเฝ้าด้วยความห่วงใย แม้ว่ามันจะดูดีก็ตาม ซึ่งมันจะค้านกับสายตาคนส่วนใหญ่ถ้าไม่แสดงความห่วงใยปรารถนาดีให้ทุกคนเห็น แต่หารู้ไม่ว่าการที่ไปเฝ้าไข้แบบไม่อะไรกับอะไรนี่แหละที่จะช่วยให้คนป่วยได้คลี่คลายทางจิตอย่างแท้จริง ช่วยเคลียร์กรรมวิบากให้ได้อย่างแท้จริง เมื่อจิตคลายความกังวลแล้ว กายหยาบก็จะดีขึ้นเอง หรือถ้าถึงวาระที่จะต้องตายก็จะไปด้วยความหมดห่วงหมดอาลัยอาวรณ์ อันนี้ก็แล้วแต่วิบากที่เหลือแล้ว ให้วางใจไปเลย ส่วนใครจะมองว่าแปลก หรือมองว่าเราไม่ใส่ใจก็ไม่ต้องไปสนใจ คนป่วยคลี่คลาย เราก็ไม่ต้องเอาเครดิตอะไร ให้มันไร้ร่องรอยไปเลย ใครจะว่าก็อโหสิอย่างเดียว

ส่วนถ้าใครที่ไม่สามารถเลี่ยงคนเยี่ยม คนเฝ้าที่มาพร้อมกับความห่วงหวงปรารถนาดีได้ เราก็คลี่คลายให้เขาเสียเลย ด้วยการที่ว่าง ๆ คลาย ๆ เอาไว้นั่นแหละ ถ้าพอจะน้อมก็ให้สัจธรรมง่าย ๆ หรือถ้าพาขอขมากรรมพร้อม ๆ คนป่วยได้ก็ยิ่งดี เรียกว่าป่วยทั้งทีก็ให้คนป่วยเป็นสะพานบุญ ให้ธรรมเป็นทานจนคลี่คลายด้วยกันทั้งหมด

อีกอย่างหนึ่งที่ควรจะเลี่ยงคือ การเปิดทีวีแช่เอาไว้ให้คนป่วยได้ดูตลอดเวลาแก้เหงา นี่ก็ดูดี แต่จิตที่จมแช่นั้น เป็นจิตของอสุรกาย ตายตรงไหนอยู่ตรงนั้นเลย ไปไหนไม่ได้ ไม่ใช่แค่ทีวี คนที่ติดสมาร์ทโฟนงอมแงมนี่ก็ใช่ ซึ่งถ้าเลี่ยงไม่ได้ เพราะเสพจนกลายเป็นอนุสัยไปแล้วก็ปล่อยตามเวรตามกรรมครับ จะอยู่จะตายก็โปรดได้หมด ไม่ต้องห่วง

ไอ้ที่ว่าจิตสุดท้ายก่อนตายนั้นสำคัญที่สุดก็ไม่ได้จริงทั้งหมด เพราะจิตสุดท้ายก่อนตายถูกกำหนดโดยพฤติกรรมของจิตตอนยังมีชีวิตอยู่ คุ้นเคยแบบไหนก็ไปแบบนั้น ถ้าคุ้นเคยกับการทรงจิตจนรัดกุมแบบพรหมเพราะฝึกปฏิบัติมานาน ก็ไปอยู่ชั้นพรหม ถ้าอนุสัยออกไปในทางอบายภูมิก็ลงไปทางนั้น ห้ามกันไม่ได้ และสุดท้ายก็ยังอยู่ใน 31 ภพภูมิเหมือนเดิม ไม่ได้พ้นไปไหนเลย ถ้าจิตสุดท้ายไม่ได้ทำให้หลุดพ้นนี่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่ ส่วนคนที่จะตายจริงจบจริง ก็คือจิตดับว่างไว้เป็นประธานอยู่แล้วตลอด หมดความเป็นจิต พ้นจากตัวตนซ้อนจิต กลุ่มหลังนี่ตายแล้วตายครั้งเดียว ตายจริง ดับขันธ์ลงแล้วจะไม่มาเกิดอีกเลย ยกเว้นแต่จะกลับมาโปรดสัตว์ต่อก็ว่ากันไป

แล้วทุกท่านก็อย่าลืมความเป็นจริงที่ว่า การเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเจอกันทุกคนไม่มียกเว้น ไม่ว่าจะยากดีมีจน ไม่ว่าจะตายอย่างหรูหราหรืออนาถา ก็ไม่มีค่าอะไรจริง ตายก็คือตาย เมื่อเราทุกคนเท่ากันบนพื้นฐานความเป็นจริงนี้ ก็ไม่ต้องมีใครที่ต้องกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต เพราะสุดท้ายก็แค่ตาย ตายแบบไหนก็ตาย ไม่ต้องฟูมฟายซ้ำซ้อน แถมตายก็ตายไม่จริง เพราะถ้ายังมีเชื้อโมหะเชื้อกรรมอยู่ เดี๋ยวก็ต้องรวมธาตุมาเกิดใหม่วนเวียนเช่นนี้ซ้ำ ๆ จะกลัวอะไรกันอีก ไอ้ที่เวียนเกิดเวียนตายนี่น่ากลัวกว่าเยอะ หลงทางกันมาจนไม่รู้จะหลงกันยังไงแล้ว จะให้ดีก็ตายกันอีกแค่ครั้งเดียวเนี่ยดีที่สุดแล้ว จะได้ไม่ต้องมาเริ่มห่วงหวงกันใหม่ แล้วก็ตายจากกัน เหมือนหนังฉายฉากเดิมซ้ำ ๆ ไม่รู้จบ

ส่วนลูกหลานที่รู้สึกผิดที่ไม่เคยดูแลตอนพ่อแม่ยังดี ๆ อยู่ ก็ไม่ต้องกังวลหรือรู้สึกผิดอะไร ก็กรรมมันมาแบบนั้นมันก็ไปแบบนั้นนั่นแหละ ตอนดี ๆ มันคิดไม่ได้หรอกเพราะกรรมมันพาไปเป็นแบบนั้นของมันเองเลย จะให้ดีก็ฉวยโอกาสขอขมากรรมต่อกันและกันตอนที่ยังมีชีวิตนี่จะดีที่สุด แต่ถ้าทำไม่ได้ ไม่ทันแล้ว ตายจากกันไปแล้ว ก็นำพาจิตญาณของพ่อแม่ขอขมากรรมร่วมกันในงานศพก็ยังพอได้อยู่ครับ

No comments:

Post a Comment