Friday, April 22, 2016

สัจธรรม...ก้ำเกิน

เชื่อว่าหลายๆท่านที่ได้มาพบพระสัจธรรม หรือเคยไปวัดร่มโพธิธรรม คงจะเคยเจอเหตุการณ์ที่อยู่ดี ๆ ก็มีคนเดินมาสอนพระสัจธรรม หรือมาขอเป็นเพื่อนใน social media แล้วก็มาสอนพระสัจธรรมให้แบบโพสต์ใส่เราตรง ๆ หรือส่งมาทาง Line โดยตรง เจาะจงเฉพาะเราจริง ๆ แม้ว่าเราจะไม่ติดขัดข้องคาหรือมีเหตุอะไรให้สะท้อนล้างก็ตาม จนเป็นเหตุให้เกิดความติดขัดข้องคาขึ้น จากที่ไม่มีอะไรอยู่แล้ว เรียกว่าอยู่ดี ๆ ไม่ป่วยไม่ไข้ ก็มีคนมาบอกว่าเราป่วย แล้วเอายามาให้กินจนป่วยซะงั้น กลายเป็นเสพสัจธรรมเกินขนาดไปซะได้

อันนี้ก็ต้องขออโหสิกรรมเอาไว้ก่อน ที่ต้องว่ากันตามตรง ยังเคารพนับถือกันเหมือนเดิมนะครับ แต่เมื่อไม่ได้ยึดติด ก็เลยไม่ต้องเกรงอกเกรงใจกันล่ะ

โดยปกติแล้วการสะท้อนสัจธรรมนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมี “เหตุ” เพื่อให้สะท้อนล้าง ไม่ว่าจะมาจากที่ใดที่หนึ่งในสังสารวัฏก็ตาม แต่ถ้าไม่มีเหตุให้สะท้อนล้าง แล้วพูดสัจธรรมขึ้นมาเฉย ๆ แบบนี้เรียกว่าเป็นอุปาทานส่วนเกิน แม้คำที่ใช้ถ่ายทอดจะเป็นสัจธรรมชัด ๆ ก็ตาม

โดยปกติแล้ว ผมเองจะไม่ให้สัจธรรมใครก่อน ถ้าไม่ถามไม่ปรึกษา เพราะถ้าไม่ติดขัดข้องคาอะไร จะไปพูดสัจธรรมใส่เขาไม่ได้ ไม่งั้นมันจะเป็นตัณหาพุ่งไปทันที คือมีตัวอยากโปรดอยากสอนซ้อนลงไป แล้วไอ้ที่ส่งออกไปแบบพุ่ง ๆ นั่นน่ะ มันไม่ใช่สัจธรรมหรอกนะ ตัณหาชัด ๆ

อย่างบทความในเว็บ rombodhidharma.net หรือสัจธรรมสั้น ๆ ที่เขียนลงในเพจ rombodhidharma.net fanpage ทุกอัน ล้วนมีเหตุมาจากเหตุที่เข้ามาจากญาติธรรมบ้าง จากสิ่งที่ติดขัดของคนจำนวนมากในชีวิตประจำวันบ้าง จากการปฏิบัติบ้าง ฯลฯ แต่เวลาจะโพสต์ลงในสื่ออินเทอร์เนทช่องทางไหนก็ตาม ผมจะโพสต์ลงไปลอย ๆ อย่างนั้นโดยไม่จำเพาะเจาะจงคนอ่าน เรียกว่าไม่ส่งตรงถึงใครเป็นการระบุตัว ไม่ tag ใครด้วย(ยกเว้นจะขอให้ tag ตนเอง) ไม่อย่างนั้นจะมีตัวพุ่งไปกระทบ

หรือหลายครั้ง มีคนถามว่า ตัวเขาเนี่ยติดขัดอะไรไหม อันนี้ผมก็ไม่ตอบครับ เพราะผมไม่ใช่หมอดู ซึ่งบางครั้งก็สัมผัสตัณหาของคนถามได้ก็เลยต้องดับให้เสีย หรือไม่ก็ให้ไปขอขมากรรม ไม่ใช่ไปต่อ ไปตาม ปฏิโอ้ปฏิโลมกันอยู่ เพื่อเอาศรัทธาหรือเพื่อลาภสักการะอะไร เพราะถ้าหลงไปตามตัณหาคนถาม มันจะเข้าอีหรอบของการเลี้ยงโมหะเลี้ยงตัณหาได้ ซึ่งนี่ไม่ใช่งานของผู้โปรดสัตว์เลยแม้แต่นิดเดียว

ว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว การสะท้อนสัจธรรมหรือการโปรดสัตว์ที่แท้จริงนั้นมัน “ว่าง” ตลอดสาย คือไร้ผู้โปรด ไร้ผู้ถูกโปรด (อนัตตาอยู่แล้ว) ไม่มีความเป็นบุคคลเราเขา ไม่มีลักษณะของการเป็นอะไร ไม่มีความหมายในความเป็นอะไร แม้กระทั่งศิษย์อาจารย์ก็ยังไม่ใช่ อันนี้ไม่ต้องพูดถึงการสอน ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ ซึ่งถ้าถ่ายทอดพระสัจธรรมออกมาด้วยความว่างจริง ๆ คือในขณะถ่ายทอดนั้นไม่ได้ยึดถือว่ากำลังสอน กำลังให้สัจธรรม กำลังจะล้างโมหะ ไม่ได้ยึดถือว่าจะพูดให้ใครฟัง ไม่ได้ยึดถือว่าเรากำลังพูด หรือจะพูดเพื่ออะไร ไม่ต้องมีความมั่นใจว่านี่คือสัจธรรมซ้อนลงไปในสัจธรรมที่ถ่ายทอดอีก มันจะว่างเอง แล้วความที่ว่างจากตัวตนซ้อนนี้ คือการแผ่อานุภาพแห่งพระสัจธรรมออกไปโดยมีสมมติเป็นเพียงสื่อเชื่อมโยงเท่านั้น คนที่ได้ยินได้ฟังสัจธรรมที่เฉพาะตัวนั้น ก็จะคลี่คลายจากตัวตนซ้อนธาตุขันธ์ไปเอง

ผมขอใช้คำว่า Neutralize หรือแปลว่าการทำให้เป็นกลางก็แล้วกัน ซึ่งความเป็นกลางที่ว่านี้คือ สุญญตา กลางโดยนัยของสุญญตานั้นคือ กลางที่ไม่ทำปฏิกิริยากับอะไรเลยไม่ว่าจะบวกหรือลบ ไม่ก่อให้เกิดอะไรเลยไม่ว่าบวกหรือลบ เรียกว่านอกเหนือทุกสภาวะ และผู้ที่จะเป็นสื่อนำให้ผู้อื่นเป็นกลาง หรือว่างได้นั้นก็ต้องนอกเหนือทุกสภาวะเสียก่อน แม้กระทั่งกายหรือใจแห่งตนเองก็ตาม อานุภาพจะมากจะน้อยก็เป็นไปตามกำลังบารมี และความเรียบไร้

การให้พระสัจธรรมจึงเป็นการจ่ายยาให้พอดี “ว่าง” คือจ่ายไปแล้วไม่เหลือยาเป็นส่วนเกินจนเกิดอุปาทานใหม่ หรือที่เรียกว่า "ไร้ร่องรอย" หรือไม่เหลือร่องรอยแง่มุมทิฏฐิตกค้างในสัญญาความจำ หรือถ้าจ่ายยาไม่ชัดเจนกำกวมจนโรคไม่หาย อาจจะทำให้กลายเป็นโรคแทรกซ้อน หรือจ่ายยาที่ปนเปื้อนโมหะทิฏฐิแห่งตนจนกลายเป็นการบิดเบือนก่อให้เกิดโรคใหม่ หรือมีผลข้างเคียงแปลก ๆ เกิดขึ้นกับคนอ่านคนฟังได้

บางท่านที่มาเจอพระสัจธรรมใหม่ ๆ ตื่นเต้นดีใจ ก็เลยไล่หา ไล่เสพ ไม่ปล่อยให้มันเกิดเองเป็นเอง คลายตัวของมันเอง จนบางครั้งก็เสพสื่อพระสัจธรรมเกินขนาด จดจ่อตั้งเอาในเนื้อหาพระสัจธรรม จนกลายเป็นฟุ้งซ่านในธรรม หรือกลายเป็นติดพระสัจธรรม หลงในธรรมาพิศมัย เลยตั้งจะเอาคลาย เอาว่าง จนมันไม่คลาย ทั้งหมดนี้ก็มาจากตัณหาของตนทั้งนั้น

ก็ให้วางใจว่าทุกอย่างล้วนคลายตัวมันเองอยู่แล้ว เมื่อมีพระสัจธรรมรองรับแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำไหนประโยคไหนที่ฟังแล้วคลี่คลาย นึกถึงทีไรก็คลี่คลาย นั่นก็เพียงพอที่มันจะกลั่นกรองและคลี่คลายตัวมันเองแล้ว ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดติดขัดข้องคาขึ้นมา ก็แค่ยอมให้มันเป็นไปอย่างนั้นของมันเอง เดี๋ยวมันก็จะคลายของมันเอง เพียงแต่เลิกคาดหวังตั้งเอากับการคลายเท่านั้นก็พอ แล้วนั่นแหละมันก็จะคลี่คลายของมันเองโดยธรรม

หรือถ้ามันติดขัดจริงๆ เดี๋ยวก็จะมีพระสัจธรรมที่จะช่วยปลดล็อคความติดขัดข้องคานั้น ปรากฎขึ้นเองไม่ช่องทางใดช่องทางหนึ่งราวกับเป็นเรื่องบังเอิญ แต่จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย เพราะการโปรดสัตว์แห่งองค์มหาบารมีนั้น สามารถกระทำผ่านเครือข่ายญาณของผู้โปรดที่มีอยู่ทั่วไปได้อย่างง่ายดาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวอจิณไตยที่คนส่วนใหญ่ทั่วไปไม่สามารถเข้าใจได้อยู่เบื้องหลังทั้งนั้น

No comments:

Post a Comment