Thursday, April 14, 2016

พุทธเกษตร 2 : โดยนัยแห่งการโปรดสัตว์ ตอน 4 (จบ)

ในเครือข่ายแห่งผู้โปรดสัตว์ หรือที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านใช้คำว่าเครือข่ายแห่งโพธินั้น เมื่อตรงต่อความว่างแห่งสุญญตาแล้ว ญาณวิถีขององค์คุณเบื้องสูงจะผ่านผู้โปรดที่ไปสัมผัสสัมพันธ์กับหมู่เหล่าสรรพสัตว์เองโดยอัตโนมัติ องค์ไหนสัมพันธ์กับหมู่เหล่าสรรพสัตว์ใด พระองค์ท่านจะผ่านญาณไปโปรดทันที ผู้โปรดจึงเป็นเสมือนทีวีเครื่องหนึ่ง ที่รองรับสัญญาณจากสถานีฐาน (องค์คุณเบื้องสูง) และบารมีในการโปรดก็จะถูกปรับให้เหมาะสมกับกิจที่ทำตรงนั้นโดยไม่ให้ส่วนอื่นมาเป็นภาระอีก (ยกเว้นวิบากประจำธาตุขันธ์) ทั้งหมดนี้ก็เพียงแค่ตรงต่อที่ว่างอยู่แล้วไว้เท่านั้นเอง ไม่ใช่ไปสาละวนพยายามจะตั้งโปรดแต่อย่างใด

บารมีของผู้โปรดแต่ละคนเองมีผลต่อการโปรดสัตว์เช่นกัน แม้ว่าจะเป็นทีวีที่รองรับสัญญาณจากสถานีฐานก็จริง แต่ก็มีความแตกต่างกันในรายละเอียด เหมือนอย่างทีวีจอ 24 นิ้วธรรมดา ก็คงจะไม่สามารถถ่ายทอดภาพและเสียงได้ดีเท่ากับทีวีจอ 60 นิ้วความละเอียด 4K หรือจอยักษ์อย่างในโรงหนัง แล้วแต่บารมีของแต่ละบุคคล

การโปรดสัตว์จริง ๆ จึงแทบไม่ต้องพยายามอะไรเลย ว่างรองรับไว้เดี๋ยวทุกอย่างจะถูกจัดสรรเองโดยอัตโนมัติ เป็นไปโดยอัตโนมัติตามอธิวาสนาบารมี ตามหมู่เหล่าสรรพสัตว์ที่แต่ละคนได้สัมผัสสัมพันธ์มาในอดีต

ส่วนความพยายามที่จะโปรดมากเกินไป หรือขับดันกิจการโปรดมากเกินไป มักจะก่อให้เกิดปัญหาว่า มีตัณหาซ้อนในการโปรดสัตว์ ทำให้เกิดแง่มุม ก่อให้เกิดความติดขัดข้องคากับหมู่เหล่าสรรพสัตว์มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก

คือถ้าเข้าใจว่าการโปรดสัตว์นั้นคือว่างตลอดสาย ไร้ผู้โปรด ไร้ผู้ถูกโปรด ไร้ลักษณะในการโปรด ก็จะไม่หลงไปตั้งเอากับการโปรดอีก การโปรดจึงไม่ใช่การทำยอดแต่อย่างใด

การโปรดสัตว์เป็นทีมนั้น มีขึ้นเพราะข้อจำกัดของกายเนื้อในรูปแบบมนุษย์ บารมีในการโปรดแต่ละยุคสมัยนั้นจะถูกแบ่งลงไปพร้อม ๆ กับทีมงานแต่ละพระองค์ อย่างเช่นองค์นี้เป็นเอกด้านทานบารมี ก็จะมีทรัพย์ในการเกื้อกูลพระศาสนาเยอะ องค์นั้นเป็นเอกด้านการเทศนาธรรม แสดงธรรม ปัญญาบารมีเยอะ แตกฉานในข้อธรรมมาก ทุกอย่างก็จะจัดสรรให้ไปทำหน้าที่ตรงนั้นโดยไม่ต้องสนใจทำอย่างอื่น ซึ่งกลไกในการขับเคลื่อนการโปรดสัตว์นี้ เป็นไปในลักษณะรวมบารมีแท็คทีมเพื่อทำกิจ โดยแต่ละคนในทีมก็จะมีบารมีแตกต่างกันไป และสามารถเกื้อกูลสอดประสานการทำงานกันได้ตลอดเวลา ทำให้การผิดพลาดในการทำกิจน้อยลง

การทำงานโปรดเป็นทีมเช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งมี แต่เป็นแบบนี้มาทุกยุคทุกสมัย ทุกพุทธันดร ซึ่งพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะมีช่วงเวลาที่ได้สัมพันธ์กับพระโพธิสัตว์องค์อื่น ภาคส่วนขององค์มหาบารมีองค์อี่น ในการโปรดบ้าง เกื้อกูลบ้าง ในการทำงานเป็นทีมบ้าง กลายเป็นอธิวาสนาร่วมกัน เกื้อหนุนกันอย่างยาวนาน พอถึงคราวที่จะจุติลงมาเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ก็จะพาทีมงานที่มีอธิวาสนาสัมพันธ์กันนั้น ลงมาประจำในตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนกิจการประกาศพระศาสนา เช่น บางพระองค์ก็ลงมาเป็นอัครสาวกเบื้องขวา เบื้องซ้าย หรืออัครสาวกที่เป็นเอกในด้านต่าง ๆ ซึ่งถ้าใครคิดว่าระดับอัครสาวกของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นี่เป็นแค่พระอรหันต์นี่ก็เข้าใจผิดแล้ว เพราะอัครสาวกแต่ละพระองค์ล้วนแล้วแต่เป็นภาคส่วนขององค์มหาบารมีบ้าง (เช่นพระอชิตะเถระก็เป็นภาคส่วนของพระศรีอารยเมตไตร) เป็นพระโพธิสัตว์ พระอรหันต์โพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์ เป็นหน่อเนื้อพุทธางกูรบ้าง ซึ่งการที่เป็นเอกในแต่ละด้านนี่ ก็ต้องผ่านการโปรดสัตว์มาแล้วมากมายจนแตกฉานเชี่ยวชาญพอสมควร ถึงจะมีบารมีขนาดได้เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า

ขอให้เข้าใจความเป็นจริงก่อนว่า พระอรหันต์ที่จบครั้งแรกนั้น เรียกว่าเป็นการหลุดพ้นเฉพาะตัว เป็นสเปคขั้นต่ำสุดที่จะหลุดพ้นได้ เอาตัวรอดได้ แต่ไม่สามารถพาลูกศิษย์ลูกหาให้จบตามได้ หรือจะมีก็น้อยมาก และต้องเป็นบุคคลที่มีบารมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกันจริงๆเท่านั้น

แต่เมื่อพระอรหันต์ท่านได้ดำริโปรดสัตว์ต่อหลังจากนั้น ก็จะเข้าสู่เนื้อหาของพระอรหันตโพธิสัตว์ แต่ก็เทียบได้กับเด็กอนุบาลที่เพิ่งเริ่มหัดโปรดเท่านั้น เมื่อจุติลงมาเกิดเพื่อโปรด ก็จะต้องลงมาเจอวิบากกรรมของตนกลั่นกรองไปเรื่อยๆ เหมือนต้องมาคลำทางเพื่อที่จะบรรลุใหม่อีกครั้ง แต่มันจะง่ายและเร็วขึ้นกว่าครั้งแรกมาก เพราะมีความคุ้นเคยกับสุญญตาอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ซึ่งเมื่อโปรดไปนานๆ ก็จะเริ่มแตกฉานในการโปรดมากขึ้น วิบากกรรม อนุสัยกรรม จริตราคะจะค่อย ๆ เบาบางลง เริ่มนอกเหนือวาสนาแห่งตนได้ ธาตุธรรมทั้งหลายที่ประกอบเป็นขันธ์ก็จะเริ่มบริสุทธิ์มากขึ้นเรื่อย ๆ ญาณวิถีในการที่จะเข้าใจตื้นลึกหนาบาง ความติดขัดข้องคา หรือกรรมอนุสัยของสรรพสัตว์ในแต่ละหมู่เหล่า ตลอดจนถึงความแตกฉานลึกซึ้งในพระสัจธรรม ก็จะเกิดการวิวัฒน์จนปรากฎชัดมากขึ้นไปเองตามระยะเวลาที่โปรดสัตว์อยู่ในสังสารวัฏ และสรรพสัตว์ที่ได้สัมผัสสัมพันธ์มา และจบตามได้ก็จะมีมากขึ้นไปเรื่อย ๆ เฉกเช่นชาวไร่ชาวสวนที่สั่งสมประสบการณ์อย่างโชกโชนในการทำการเกษตร เพียงแต่เป็นศิลปะในการบ่มเพาะและเก็บเกี่ยวเนื้อหาพุทธะในดวงจิตของสรรพสัตว์แทนเท่านั้นเอง

ภาพการโปรดสัตว์ที่เราเห็นผ่านตาเนื้อ หรือรับรู้ในระดับผัสสะอายตนะนั้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของการโปรดเท่านั้น ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว การโปรดสัตว์นั้นเกิดขึ้นในภาคทิพย์เป็นหลักเสียด้วยซ้ำ ผู้โปรดที่มีบารมีมาก เพียงแค่สัมผัสสัมพันธ์กับหมู่เหล่าสรรพสัตว์ ด้วยการแค่นั่งต่อหน้ากันเฉย ๆ ก็ล้างโมหะอุปาทานคลี่คลายไปเรียบร้อยแล้วก็มี หรือเมื่อผู้โปรดดำริอะไรสักอย่างขึ้นมา อานุภาพก็จะไปกับการดำรินั้นด้วยทันที เช่นไปกับเสียง ไปกับการเห็น การใช้วาจาพูดคุย ไปกับตัวอักษรอักขระ ไปกับความเงียบดับนั้น หรือข้าวของเครื่องใช้ที่ท่านสัมผัสผ่านก็ได้เช่นกัน

หัวใจแห่งการโปรดสัตว์ ณ ยุคสมัยที่มีกรรมมากเช่นนี้ มีอยู่อย่างเดียว คือ จบให้ ดับให้ เพื่อปรับลดระดับกรรมและกระแสความวกวนในสังสารวัฏให้น้อยลง แต่โดยนัยนี้ ไม่ใช่การไปบังคับ หรือพูดต้อน บีบคั้นกดดันให้ใครจบตามดับตามตรงนั้นเดี๋ยวนั้น แต่ผู้โปรดนั่นแหละ พาจบพาดับ ตัดเหตุให้ เพียงแต่หากสรรพสัตว์ไม่สามารถจบตามดับตามได้ ณ ตรงนั้น ก็ไม่ต้องไปบีบบังคับอะไร เมื่อได้สัมผัสสัมพันธ์กับพระสัจธรรมแล้ว เดี๋ยวจะมีเหตุให้เขาจบตามดับตามได้เองในภายหลัง ไม่ต้องไปติดตามผลให้เป็นภาระแต่อย่างใด วันหนึ่งเจ้าตัวจะเข้าใจเอง

ส่วนการโปรดในยุคอื่น ๆ นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายรองรับบารมีขององค์คุณเบื้องสูงได้มากแค่ไหน ก็จะได้รับการโปรดให้สอดคล้องกับสภาวะธรรมของแต่ละหมู่เหล่าด้วย

การโปรดสัตว์ในแต่ละยุคสมัยนั้นจะถูกกลั่นกรอง ปรับปรุง โดยองค์มหาบารมีที่เป็นประธานการโปรดสัตว์ในยุคนั้น ๆ เพื่อให้การโปรดสัตว์ง่ายขึ้น จบสั้นไม่วกวน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื้อหาที่ไม่ตรงต่อพระสัจธรรมก็จะถูกล้างไปเรื่อยๆ กลุ่มที่ลงมาทำกิจโปรดแต่ไม่สำเร็จหรือหลงทาง ก็จะถูกล้างไป หรือไม่ก็ถูกชักนำให้มารวมกับกลุ่มที่ขับเคลื่อนกิจการโปรดสัตว์ได้สำเร็จ ซึ่งการโปรดแบบพาจบพาดับตามนั้น เป็นวิธีการโปรดที่สร้างปัญหาให้สังสารวัฏน้อยที่สุด ก็ต้องใช้เนื้อหาพระสัจธรรมมารองรับการโปรด เพราะนอกจากจะจบสั้นให้กับสังสารวัฏแล้ว บารมีของผู้โปรดแต่ละคนก็จะบริสุทธิ์มากขึ้น เต็มเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้สรรพสัตว์ที่จะมารองรับการโปรดเมื่อรวมบารมีลงมาเป็นพระพุทธเจ้าก็จะมีกรรมเบาบาง โมหะตัณหาอุปาทานน้อยลง สามารถสมุจเฉทเด็ดขาด จบตามดับตาม ตรงต่อพระสัจธรรมได้ง่ายขึ้นด้วย ไม่ต้องไปวนใช้กรรมปฏิบัติให้ยืดยาวอีก ซึ่งในพุทธกาลของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นั้นก็คือฤดูของการเก็บเกี่ยวใหญ่ของพระองค์ท่าน หลังจากที่ลงมาบ่มเพาะเมล็ด เพาะกล้า แห่งพุทธะมาเป็นเวลาอันยาวนานมากนั่นเอง

และเมื่อใดก็ตามที่ดวงจิตทั้งหลายซึ่งลงมาเกิดบนโลกธาตุนี้หมดความเป็นสรรพสัตว์ทั้งหมด โลกธาตุนี้ก็จะกลายเป็นพุทธเกษตรโดยสมบูรณ์เช่นเดียวกับพุทธเกษตรอื่น ๆ หรือเหมือนแดนสุขาวดีอันเป็นพุทธเกษตรที่อาศัยของเหล่าองค์มหาบารมี ซึ่งอยู่นอก 31 ภพภูมิไปอีก

จริงๆแล้วเรื่องราวการโปรดสัตว์ของเหล่าผู้โปรดและองค์มหาบารมียังมีอีกมากมายเล่าไม่หมด และพิสดารพันลึกเกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าใจได้ ก็ขอจบเรื่องการโปรดสัตว์ของหมู่เหล่าองค์มหาบารมีเอาไว้เพียงเท่านี้ครับ

No comments:

Post a Comment