Friday, March 18, 2016

สัจธรรมจาก Facebook#68

ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือองค์คุณเบื้องสูงองค์ใดจะมานั่งสนองกิเลสตัณหาในการอยู่การยึดของสรรพสัตว์
ที่มัวแต่ร้องขอ อ้อนวอนขอ อธิษฐานขอ ให้ได้ ให้รักษา ให้มี ให้เป็น ให้ปกป้องคุ้มครอง
สิ่งต่างๆทั้งหลายที่มันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้วหรอกนะ

--------------------------------------------

คนส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า slow life ผิดกันเยอะนะครับ เพราะคิดว่าต้องหาเงินได้เยอะๆก่อนแล้วค่อยชิล เพราะมีเงินตุนอยู่แล้ว มีคนมาทำงานหาเงินให้ใช้ตลอด แต่ก็เห็นไม่ชิลจริงสักคน เพราะยังติดเงื่อนไขต่างๆนานาอยู่ อาจจะชิลแต่ภายนอกแต่ใจข้างในงี้บีบคั้นสั่นไหวไปหมด

คนที่ใช้ชีวิตแบบ slow life จริงๆ เขาก็เป็นเพียงคนที่แจ้งในความจริงที่ว่า เราบ้าไปกับเงื่อนไขจัดตั้งที่มาจากตัวเองและไปรับคนอื่นมาทั้งนั้น คนที่ slow life จึงเป็นคนที่กล้าตัดวงจรความวกวนไร้สาระให้สั้นลง ลดละเลิกเงื่อนไขจอมปลอม ความจำเป็นจอมปลอม ค่านิยมจอมปลอม อุดมการณ์จอมปลอม อุดมคติจอมปลอม ที่ทำให้เขาต้องวิ่งติดอยู่ในวงล้อไม่จบไม่สิ้นลงเสียอย่างไม่ใยดี ซึ่งนั่นก็หมายถึง คุณต้องเปลี่ยนชีวิตของคุณทั้งหมดอย่าให้มีเงื่อนไขติดกับอะไรอีกเลย แล้วชีวิตมันจะ slow ไปเอง ไม่ใช่ดิ้นรนหาเงินปั่นกันขาขวิดเพื่อที่จะไปผ่อน slow เอาตอนท้าย ตัดเงื่อนไข ตัดเหตุที่ทำให้ชีวิตคุณมันเร่งรีบออกไป พอหมดห่วง เดี๋ยวชีวิตมันช้าเอง ชีวิตมันจะไปตามเหตุปัจจัยเอง มันจึงไม่มีคำว่าเร็วหรือช้า แต่เรียกว่ามันพอดีของมันเอง ไม่ใช่ไปพยายามดัดจริตทำให้มันช้า และไอ้ที่ดูว่าช้าเพราะมันไม่ทันใจกิเลสของคนที่มองเข้าไป

คนเรามันก็กินแค่วันละ 3 มื้อ ความเจ็บป่วยเกือบทั้งหมดในชีวิตมาจากพฤติกรรมการกินการใช้ชีวิตแย่ๆ คุณก็เลยต้องหาเงินมาเติมปิดเงื่อนไขที่ว่านี้ ซึ่งก็ปิดไม่หมดหรอกครับ ก็แค่เปลี่ยนพฤติกรรมสิครับ ความเจ็บป่วยก็ลดก็หมดลงเอง ส่วนการแสวงหาความสุขมันก็มีที่มาจากการที่คุณหาทางกลบเกลื่อนความทุกข์จากความดิ้นรนกันสุดฤทธิ์นั่นแหละ แต่ถ้าเราตัดเหตุแห่งทุกข์ออกไปเสีย มันจะต้องการความสุขอีกไหม...นี่แหละที่เรียกว่า "ความสุขจากความสงบ(สงบจากเหตุแห่งทุกข์)" ถ้าคุณมัวแต่วิ่งหาความสุขมาชดเชยความทุกข์ ชีวิตนี้คุณก็จะสาละวนอยู่อย่างนั้นไปจนตาย ไถๆกลบๆ อยู่นั่น

คนเรามีข้อจำกัดเท่าๆกัน ต้องเจ็บ ต้องตายเหมือนกัน จะ slow life หรือจะ fast and furious ก็ต้องตาย จะตายมันก็คือตาย จะไปดิ้นรนยื้อความตายออกไปอีกทำไม ทุกคนที่เจ็บที่ตาย ก็พอเหมาะพอดีกับเหตุและปัจจัยแล้ว แต่พอมีค่านิยม มีคตินิยมเรื่องการยื้อความตายของคนที่เรารักมาครอบงำ มันก็ต้องดิ้นรนยื้อตายให้ดูดีมีคุณค่าหน่อย ความห่วงเนี่ยดูดีนะสำหรับปุถุชน พอห่วงคนใกล้ตายมากๆ ตายลงก็อยู่ตรงนั้ันแหละ เพราะติดห่วงกรรม ล่ามกันไปล่ามกันมา ตายก็ตายให้หมดห่วงนั่นแหละมันถึงจะหมดจด ส่วนคนที่จะรอดน่ะเหรอ ทำยังไงมันก็ไม่ตายหรอกครับ เพราะกรรมยังไม่หมด

เขียนไปเขียนมากลายเป็นบทความอย่างย่อซะงั้น เอาเป็นว่า พวก slow life จริงๆเนี่ย เขาไม่ได้รู้สึกว่าเขา slow หรอกนะ แต่เรียกว่า "พอดี" ดีกว่า พอดีตามเหตุปัจจัยของมันเอง อย่างดอกไม้แต่ละชนิดมันมีเวลาออกดอกและเบ่งบานของมัน นี่คือความพอดีอยู่แล้วของธรรมชาติ แต่ที่เราเห็นว่าช้าก็เพราะกิเลสเราเองที่ลนก้นนั่นแหละ

ก็ใช้ชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติสิครับ มันก็จะพอดีไปเอง จะได้ไม่ต้องไปห่วงว่าจะช้าหรือเร็วอีก เนี่ยเห็นไหม มันห่วงตลอดแล้วมันจะชิลได้ยังไงล่ะ

-----------------------------------------

ถ้าเธอทั้งหลายมองว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นน่ารังเกียจ มันก็เป็นปัญหาของเธอเอง
ถ้าเธอทั้งหลายมองว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นน่ารำคาญ มันก็เป็นปัญหาของเธอเอง
ถ้าเธอทั้งหลายมองว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นน่าหงุดหงิด มันก็เป็นปัญหาของเธอเอง
ถ้าเธอทั้งหลายมองว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นเป็นปัญหา มันก็เป็นปัญหาของเธอเอง
ไม่ว่าเธอทั้งหลายจะมองสิ่งไหน มองมันอย่างไร
มันก็เป็นที่โมหะอวิชชาของเธอเอง ตัณหาของเธอเอง อุปาทานของเธอเอง
วิบากที่เป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งหลาย ก็เป็นสิ่งที่เธอทำมาเองในอดีตชาติ
แล้วเธอก็หงุดหงิดเอง ทุกข์เสียเอง พร่ำบ่นก่นด่าเสียเอง

โดยที่ไม่เข้าใจความเป็นจริงว่า ความรู้สึกของเธอ มันก็มาจากโมหะอวิชชาของเธอเอง
ตัณหาของเธอเอง อุปาทานของเธอเอง
ตัวตนที่เธอพามันไปทุกข์ พามันไปสุข พามันไปพร่ำบ่นก่นด่า
พามันไปบ้าบอคอแตก หัวหกก้นขวิด ดิ้นรนไขว่คว้า หรือแม้แต่บีบคั้นกดดันตนเอง
มันก็มาจากโมหะอวิชชาของเธอเอง ตัณหาของเธอเอง อุปาทานของเธอเอง
แล้วเป็นไปเพื่อโมหะอวิชชาของเธอเอง ตัณหาของเธอเอง อุปาทานของเธอเอง ตัวตนของเธอจริงๆมันจึงไม่มี ก็มีแต่โมหะตัณหาอุปาทานชั่วครั้งชั่วคราว
ที่ผลักดันพาเธอให้บ้าบอไปกับสิ่งทั้งหลายอันเป็นมายาชั่วคราว
เพื่อสนองโมหะตัณหาอุปาทานที่มันเป็นไปแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

เมื่อเธอทั้งหลาย เลิกตั้งเอากับตัวเอง ยุติความดิ้นรนในจิตในใจลงเสีย เลิกตามใจมัน
มันจะแสดงมายาการอย่างไร แบบไหนขึ้นมาล่อลวง ก็ช่างมัน ปล่อยมัน
ถ้าปล่อยไม่ได้ จะขัดใจแบบไหนก็ช่างมันอีก เลิกตั้งเอากับแม้กระทั่งจิตของตนเอง
แล้วเธอทั้งหลายจะพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นปรากฎการณ์ชั่วคราว
ที่ปรากฎขึ้น แปรปรวน และสลายหายไป ไม่มีใครได้อะไรจริง ไม่มีใครเสียอะไรจริง
เป็นแต่เพียงความรู้สึกที่มาจากโมหะตัณหาอุปาทานทั้งนั้น
เมื่อเข้าใจความเป็นจริงแห่งสภาวะทั้งหลายแล้ว
โมหะตัณหาอุปาทานทั้งหลายที่เคยพาเธอหลงไปกับมายาการทั้งหลายแห่งธรรม
ก็จะหมดสิ้นลงเอง สงบรำงับไปเอง สว่างแจ้ง ทะลุทะลวงออกจากกิเลสตัณหาไปเอง
โดยที่ไม่ต้องไปพยายามตัดมัน ดับมัน ปล่อยมัน หรือวางมันแม้แต่นิดเดียว

------------------------------------------

การเห็นความโลภ โกรธ หลง หรือกิเลสทุกตระกูลเป็นศัตรูที่ต้องกำจัด
มันก็จะกลายเป็นกิเลสตัณหาใหม่ที่มีต่อกิเลสเดิมซ้ำซ้อนลงไปอีกไม่จบไม่สิ้น
เหตุก็เพราะไปหลงเห็น หลงมี หลงเป็น หลงว่าอย่างนั้นอย่างนี้ตามโมหะตนทั้งนั้น

------------------------------------------

สักกายทิฏฐินั้น คือความหลงเห็นว่ามีตัวตน หลงเห็นว่าเป็นตัวตน ไปบนความที่ทุกอย่าง อนัตตา หรือไม่มีตัวตนจริงอยู่แล้ว แล้วเธอทั้งหลายจะมีจะเป็นกิเลสตัณหาอุปาทานได้อย่างไร ในเมื่อตัวเธอที่จะไปติดไปหลุดนั้นก็ไม่จริง
แล้วเธอทั้งหลายเอาอะไรไปปฏิบัติเพื่อปล่อย เพื่อปลง เพื่อวาง เพื่อหลุดพ้น เพื่อกำจัดสักกายทิฏฐิ
เพื่อดับกิเลสตัณหา เพื่อทำลายโมหะอวิชชา ในเมื่อตัวเธอที่หลงว่ากำลังทุกข์นั้นก็ไม่มีจริง
ทุกอย่างเป็นแค่สภาวะปรากฎการณ์ทั้งหลายที่ผ่านมาผ่านไป ให้เธออาศัยชั่วครั้งชั่วคราวตามเหตุปัจจัยที่มี
แล้วมันก็จะผ่านไป หมดเหตุปัจจัยไปเอง ไม่มีความเป็นตัวตนเราเขาแม้แต่นิดเดียว
ก็แค่ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรม ให้หมดตัวดิ้นรนที่จะแทรกแซงสิ่งต่างๆที่ไม่ใช่ตัวตนของเราจริงเท่านั้น
กิเลสตัณหาอุปาทาน หรือความขัดแย้งในธรรมทั้งหลายก็จะหมดไปเอง จบของมันเอง บรรลุของมันเอง

No comments:

Post a Comment