Tuesday, March 8, 2016

ความไม่ยึดติด หรือ ใครไม่ยึดติด: ความไม่ยึดติดในความหมายของโลกุตระ และ โลกียะ

มีบ่อยครั้งมาก(หรือเรียกว่าแทบจะทุกครั้ง)ที่คนฟังเทศนาธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต มักจะเข้าใจผิดเรื่องที่หลวงพ่อสอนเกี่ยวกับความไม่ยึดติด เข้าใจผิดไปบนพื้นฐานความเข้าใจเดิม ๆ จากการปฏิบัติแบบเดิม ๆ จนนำไปสู่การปฏิบัติในการปล่อยวาง เหมือนวงจรเดิม ๆ อีก และก็มีอีกหลายคนที่เข้าใจผิด กล่าวหาว่าสิ่งที่หลวงพ่อฯสอนนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่ไปหลงยึดติดกับการไม่ยึดติด อันนี้ก็หลงสักกายทิฏฐิตนเองเต็มๆ ก็ลองอ่านให้จบนะครับ จะได้เข้าใจเนื้อหาของความไม่ยึดติดแบบตรงตามความเป็นจริง ไม่ต้องไปมโนเอาตามแบบของตนเองอีก

โดยปกติแล้ว ปุถุชนคนทั่วไป เมื่อพยายามทำความเข้าใจ หรือศึกษาเนื้อหาพระสัจธรรม ก็มักจะใช้ "ตัวตน"(สักกายทิฏฐิ) เป็นที่ตั้งในการเข้าไปรู้ เข้าไปเห็น เข้าไปศึกษา ซึ่งปัญญาเหล่านี้ดำเนินไปบนพื้นฐานของสักกายทิฏฐิบนรากฐานแห่งโมหะอวิชชา มันจึงเข้าไม่ถึงความจริง และตัวสักกายทิฏฐิเองก็เป็นต้นตอแห่งอัตตวิสัยทั้งมวล (วิสัยแห่งการกระทำโดยอัตตา) พูดง่าย ๆ คือ ไม่ว่าจะอ่าน จะฟังพระสัจธรรมอีท่าไหนก็ตาม ก็จะสรุปลงไปเป็นการปฏิบัติทั้งสิ้น อย่างความไม่ยึดติดที่หลวงพ่อฯ ท่านพูดบ่อยๆนั้น เมื่อได้ยินได้ฟังเข้าไปก็จะถูกสักกายทิฏฐิของตนบิดเบือน ฟังเป็นว่า เราต้องไม่ยึดติด เราต้องปลงต้องวาง ซึ่งถ้าเข้าใจผิดๆแบบนี้ มันก็จะมีตัวเองเข้าไปไม่ยึดติด มีตัวเองเข้าไปปลงไปวาง มีตัวเองเป็นผู้ติดผู้หลุด ยังมีตัวเองในว่างหรือไม่ว่างอยู่ ซึ่งถ้าเข้าใจแบบนี้ก็เรียกได้ว่ายังเข้าใจไม่ตรงต่อเนื้อหาพระสัจธรรมอยู่ ยังเข้าใจด้วยสักกายทิฏฐิแห่งตนอยู่ มันจึงเข้าไปทำเอาตลอด ยังปฏิบัติตัวปฏิบัติใจอยู่ตลอด และถ้ายังเข้าใจแบบนี้อยู่ ก็จะมีตัวเข้าไปติดพันกับการวาง การว่างตลอดเวลา เป็นภาระไม่รู้จบ ต่อให้พยายามวางไปเรื่อยก็ไม่จบ อย่างนี้จะไปโทษหลวงพ่อฯท่านก็ไม่ได้ เพราะเข้าใจผิดเอง

สิ่งนี้เองจริง ๆ ก็เกิดจากข้อจำกัดของภาษาที่เป็นเหตุให้ต้องมาอธิบายขยายความ เพื่อล้างความเข้าใจผิดจากพื้นฐานสักกายทิฏฐิเดิมๆกันบ่อย ๆ จะได้ไม่หลงเข้าใจผิด ๆ อีก

ความไม่ยึดติดที่หลวงพ่อฯท่านหมายถึงนั้น มันคือ ความไม่ยึดติดกันเองอยู่แล้วของธาตุธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่มีเราไปยึดติดหรือไม่ยึดติด เพราะไอ้คำว่า "เรา" เนี่ยมันคือโมหะอวิชชาล้วนๆ สักกายทิฏฐิล้วนๆ ก็ทุกอย่างล้วนอนัตตา ไม่มีตัวตนอยู่จริงแล้ว จะเอาเรามาจากไหนได้อีกเล่า

ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลานักปฏิบัติ "นั่งสมาธิ"

เมื่อนั่งสมาธิ นักปฏิบัติก็จะต้องกำหนดจิตลงไปให้เป็นสมาธิ คือนิ่ง ไม่ว่าจะโดยบริกรรมหรือกำหนดจิตก็ดี โดยตัดสภาวะอื่นออกไปให้หมด ทั้งนี้การทำสมาธิเช่นนี้ เป็นไปโดยโลกียวิสัย คือมีตัวกระทำลงบนจิต เป็นมโนกรรม ทุกขณะจิตที่ตอกย้ำลงไปในตัวมันเอง ก็เพื่อไม่ให้มันแส่ส่ายไปรู้อย่างอื่นนอกจากตัวมันเอง เกิดจากตัณหาความอยากสงบ ซึ่งทุกขณะจิตที่ตอกย้ำกรรมลงไปนั้น คืออัตตาที่พยายามจะกดข่มมัน พอทำสมาธิจนต่อเนื่อง จนนิ่งแล้ว กรรมที่กดจิตมันจะตอกย้ำต่อเนื่องอยู่อย่างนั้น เป็นอัตตาซ้อนจิต(เป็นเหตุให้นักปฏิบัติส่วนใหญ่อัตตาตัวตนมากขึ้นหลังจากการปฏิบัติ) นักปฏิบัติที่สงบรำงับแล้วจากฤทธิ์โลกียสมาธิ ก็จะเข้าใจว่านี่เป็นสมาธิต่อเนื่องดีแล้ว แต่จริงๆมันเป็น series หรือเป็นชุดของอัตตาที่ตอกย้ำลงบนจิตในแต่ละขณะ ซึ่งแต่ละขณะจิตที่เกิดดับนั้น มันไม่เคยมีความต่อเนื่องหรือสันตติเลย เกิดและดับลงไปในแต่ละขณะจิตทันที ไม่ต่างจากจุดที่มาเรียงตัวจนเป็นเส้นเลย นี่เรียกว่ามันไม่ยึดติดกันเองอยู่แล้ว ที่นักปฏิบัติเข้าใจว่าเป็นสมาธิต่อเนื่องนั้นก็มาจากสักกายทิฏฐินั่นแหละ คือ ยังเนื่องด้วยรู้เนื่องด้วยเห็นตามโมหะตน เลยเข้าใจว่า เรามีสมาธิ(เอาเรามาจากไหน ทั้งๆที่มันเป็นเพียงสภาวะย้ำนิ่งเท่านั้น)อยู่มันก็เลยยังสันตติ(เห็นเป็นความต่อเนื่อง)กับสภาวะต่างๆอยู่ รวมถึงความเป็นสมาธิตรงนั้นด้วย

ทีนี้เมื่อเข้าใจทุกอย่างด้วยสักกายทิฏฐิแห่งตนอยู่ และยังยึดความเข้าใจเชิงโลกียวิสัยของตนอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ ก็จะไม่มีวันเข้าใจความไม่ยึดติดโดยนัยแห่งโลกุตระซึ่งไร้ตัวตนในการกระทำหรือไร้ตัวตนเข้าไปปลงไปวางเลย

คนจำนวนมาก เมื่อมาฟังเทศนาธรรมของหลวงพ่อฯแล้วก็ยังหลงเข้าไปปลงไปวางสภาวะต่างๆอยู่ ในขณะที่ผมฟังตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ก็ยังไม่เคยเข้าไปปลงไปวางอะไรเลย เพราะมันวางของมันเองอยู่แล้ว

งงล่ะสิ อ่านดีๆ

เนื้อหาความไม่ยึดติดโดยนัยแห่งโลกุตระนั้น ธาตุธรรมทั้งหลาย เกิดและดับลงเอง ของมันเอง โดยไม่มีความต่อเนื่องหรือสัมพันธ์ต่อกันจริง  กรรมและวิบากกรรมทั้งหลายก็ไม่มีความต่อเนื่อง กรรมใด ๆ อันผูกโยงกับธาตุธรรมใด ณ ขณะหนึ่งขณะใดเป็นการเฉพาะ ก็ไม่มีผลสืบเนื่องหรือต่อเนื่องไปยังขณะจิตอื่น ๆ เรียกว่าเป็นอิสระต่อกันโดยสิ้นเชิง ไร้สันตติหรือความต่อเนื่องโดยสิ้นเชิง เพียงแต่เมื่อแต่ละขณะที่เหมือนๆกันมาปรากฏเรียงตัวเรียงแถวขึ้น ต่อหน้าการรับรู้ที่ยังเป็นไปโดยอำนาจของสักกายทิฏฐิ มันก็จะเห็นเป็นความสืบเนื่องไปของสรรพสิ่ง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว มันไม่เคยมีอะไรต่อเนื่องเลยสักอย่างเดียว นี่แหละคือนัยแห่งความไม่ยึดติดในเชิงโลกุตระ

ถ้ายกตัวอย่างให้เข้าใจในเชิงโลกียะก็เช่น เมื่อเราเอาลูกแก้วที่มีลักษณะเหมือนกันหมดมาแทนวิบากกรรมแล้วมาเรียงต่อๆกันเป็นสายยาว เราก็จะหลงเอาว่าวิบากกรรมอันนี้มีมากและกินเวลานาน คือจริง ๆ แล้ว เห็นว่า "มาก" นี่ก็หลง เห็นว่ากินเวลา "นาน" นี่ก็หลง เพราะมีนัยของสันตติหรือความต่อเนื่องอยู่ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วมันไม่มี สมมติบัญบัญญัติมันละเอียดและมีแง่มุมขนาดนี้เลยทีเดียว

หรือจะอธิบายในเชิงควอนตัมก็ได้นะครับ เดี๋ยวจะหาว่าเราเป็นลัทธิงมงาย คือถ้างมงายจริงก็คงจะอธิบายปรากฏการณ์อย่างนี้ออกมาเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ได้หรอกจริงไหม

ความเป็นจริงแห่งควอนตัมฟิสิกส์คือ ทุกอย่างที่ปรากฏมีขึ้น หรือเป็นไป ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงคลื่นความถี่ ที่สั่นสะเทือนบนความว่างเปล่าไร้แก่นสารล้วน ๆ เกิดและดับอย่างเป็นอิสระจากกันในแต่ละลูกคลื่น  แม้กระทั่งการดำรงหรือมีอยู่ของธาตุก็เป็นเพียงปฏิกิริยาสัมพัทธ์เฉพาะตัวระหว่างแต่ละคลื่นความถี่เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคลื่นความถี่ A กระทบกับคลื่นความถี่ B คลื่นความถี่สองคลื่นนี้มีลักษณะเฉพาะที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านกันและกันได้ และมีปฏิกิริยาสะท้อนกลับเมื่อกระทบกัน 100% คลื่นความถี่ A นี้คือธาตุของแข็งชนิดหนึ่ง คลื่นความถี่ B ก็คือธาตุของแข็งอีกชนิดหนึ่ง เมื่อของแข็งทั้งสองชนิดกระทบกันตรงจุดใดก็แล้วแต่ก็จะเกิดการสะท้อนกลับทันที หรือถ้ากระทบกันแรง ก็จะเกิดการแตกหัก (การแตกตัวของคลืนเป็นลูกย่อย ๆ ) แต่เราเองจะไม่สามารถเข้าถึงหรือรับรู้สภาพความเป็นไปของคลื่นเหล่านี้ได้โดยตรง เพราะผัสสะอายตนะนั้นทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ด้วยการแปลสัญญาณคลื่นต่าง ๆ ออกมาเป็น ภาพ เสียง สัมผัสที่เราสามารถปฏิสัมพันธ์กับมันได้โดยไม่ต้องใส่สมการยาวเหยียด

พูดง่าย ๆ คือ เราคือหุ่นยนต์ชีวภาพที่ประมวลสัญญาณแสงสีเสียง มีเซ็นเซอร์วัดความหนักเบา เย็นร้อนอ่อนแข็งของสัมผัส และเปลี่ยนมันให้เป็นกระแสไฟฟ้า แล้วไปประมวลผลสร้างภาพของโลกทั้งใบที่รับรู้มาในสมองของเรานั่นเอง

เนี่ยแหละที่เรียกว่าโคตรมายาจริงๆ ตัวตนเราอยู่ตรงไหน ก็ตรงไหนล่ะที่มันจริง วัตถุสิ่งของจริงหรือ? แล้วถ้าเราไม่เคยรับรู้มัน มันจะมีตัวตนอยู่จริง ๆ ไหม? หรือกระแสไฟฟ้าในระบบประสาทจะเป็นของจริงกันแน่? หรือปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมีในสมองอันก่อให้เกิดภาพขึ้นในหัวจะเป็นจริง? หรือว่าภาพในหัวของเราเนี่ยจะเป็นของจริงกันแน่? ตรงไหนล่ะที่จริง มันไม่มีจริงหรอก นี่แหละที่เรียกว่าอนัตตาอยู่แล้วทั้งหมด คือถ้าจะยืนยันว่าไอ้ที่เห็นผ่านสักกายทิฏฐิว่าจริงเนี่ย ก็คงต้องเลิกคุยล่ะครับ กลับไปวนใช้กรรมก่อนนะ ยังไม่ถึงวาระของท่านหรอก

ในเมื่อความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้ คือทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่ยึดติดกันอยู่แล้ว เป็นอิสระต่อกันอยู่แล้วในทุกๆขณะ เมื่อฟังความเป็นจริงจนเข้าใจตรงแล้ว มันจะหมดตัวดิ้นรนที่จะไปแก้สภาวะใด ๆ อีก เลิกแทรกแซงในทุกกรณี เพราะความจริงนี้จะไปลบล้างโมหะที่เคลือบแฝงในจิตออกไป ลบล้างปมสัญญาที่เคยมีมาในอดีต กลายเป็นความคลี่คลาย โปร่งโล่งเบาจนสัมผัสได้ ล้างไปจนหมดความแตกต่างในสภาวะทั้งหลายที่ล้วนแล้วแต่ว่างอยู่แล้ว แต่ละขณะก็ล้วนเกิดและจบลงในตัวมันเอง ไม่มีความต่อเนื่อง ไม่มีความหมายในความเป็นอะไร แม้พลังงานวิบาก แต่ละขณะ ๆ ที่วิ่งกลับคืนสู่ธาตุธรรมอันเป็นจุดเกิดเหตุแห่งกรรม เมื่อคืนพลังงานนั้นสู่ธาตุธรรม มันก็จะดับลงของมันเอง แล้วอย่างนี้เราจะไปปฏิบัติอะไรเพื่อหลุดพ้นได้อีก ในเมื่อมันหลุดพ้นของมันเองในทุกๆขณะอยู่แล้ว จะเอาเราตรงไหนไปพ้นจากอะไรอีก ก็ไม่มี

คนที่มาฟังพระสัจธรรมของหลวงพ่อฯท่านก็จะมีปฏิกิริยาแตกต่างกันไปคนละอย่าง อย่างผมนี่คือพอฟังแล้วก็ไม่ทำอะไรในทางจิตเลย จะเกิดอะไรขึ้นก็ช่างมัน ปล่อยมัน หรือจะเผลอไปกระทำอะไรก็ปล่อยมัน ไม่เคยบอกตัวเองให้ "ไม่อะไรกับอะไร" ด้วยซ้ำ เมื่อปล่อยเต็มที่ ยอมเต็มที่ โมหะอวิชชามันก็จะค่อยๆจางลง หมดลงไปของมันเอง ขณะที่บางคนฟังแล้วก็ยังไปปลงไปวางอยู่ตามกรรมปฏิบัติที่ยังตกค้างหลงเหลือ จนหลายคนฟังมาตั้งนานแต่ก็ยังไม่พ้นเสียที เนื่องด้วยยังต้องใช้กรรมในการปฏิบัติอยู่ แม้จะได้มาฟังพระสัจธรรมจริง ๆ แล้วก็ตาม ต่อเมื่อนาน ๆ ไปตัวปฏิบัติจางคลายลงไปเอง ก็จะเข้าใจเนื้อหาโลกุตรที่ซ่อนอยู่ในเทศนาธรรมตอนเดิมที่เคยฟังแล้วแต่ก็ยังไม่เข้าใจตรงเนื้อหาพระสัจธรรมอย่างแท้จริง

นี่แหละมันละเอียดอ่อนขนาดนี้เลย ฟังไม่ดีเตะเข้าประตูตัวเองหมด เอาโลกุตรธรรมไปปู้ยี่ปู้ยำเป็นโลกียธรรมเสียหมด

สรุปนะครับ ก็อย่าไปเนื่องด้วยการรู้การเห็น จะเห็นไม่เห็น จะรู้ไม่รู้ก็ช่างบิดามารดรมันเลย เพราะในขณะที่เรารับรู้ว่า นี่เราติดอยู่ จริง ๆ มันไม่ใช่ติด แต่ชุดของพลังงานวิบากในลักษณะเดียวกันนั้นมันมีมาก และมาให้ผลพร้อม ๆ กัน มันเลยเหมือนติด ทำให้เราหลงคิดว่าติด แต่จริง ๆ มันไม่ยึดติดกันอยู่แล้ว เพียงแต่โมหะอวิชชามันปิดบังเอาไว้ทำให้ดูเหมือนใช้เวลานาน และเวทนาที่ทนได้ยากทำให้เรารู้สึกว่าติดไปซะงั้น จนนำไปสู่การดิ้นรนที่จะแก้ไขสภาวะใด ๆ อีก ซึ่งถ้าหลงไปดิ้นรนแก้ไขสภาวะไปแล้ว ก็ช่างมันอีกเหมือนเดิม คือมันไปแก้อะไรไม่ได้ไง ต้องปล่อยอย่างเดียว ไม่ต้องไปต่อโมหะ นั่นแหละคือแก้แล้ว

อย่าว่าแต่ติดเลย แม้แต่ที่มีเราไปหลุดก็ยังไม่ใช่ มันแค่หมดวาระแห่งวิบากก็เท่านั้นเอง เอาเรามาจากไหน ไม่ว่าจะติดจะหลุดก็ช่างมัน หลุดก็ของมันเอง ติดก็ของมันเอง ตามเหตุปัจจัย สรุปแล้วคือไม่ต้องทำอะไรกับจิตเลย ปล่อยมันทิ้งเลย มันก็จะหมดเรา (โมหะ) เข้าไปแทรกแซงสภาวะธรรมทั้งหลายที่มันเป็นเช่นนั้นตามเหตุปัจจัยอยู่เอง แม้กระทั่งจะดูจะรู้ เพื่อเอาสติก็ไม่ต้องทำ(ธรรมชาติเดิมของสตินี่รู้อยู่แล้วไม่ต้องห่วงเลย แต่จะรู้อะไรก็ต้องปล่อยมัน) แล้วโมหะอวิชชาที่เคลือบแฝงสติเดิมแท้หรือจิตเดิมแท้อยู่ ซึ่งมันครอบงำเราในทุกๆขณะที่เข้าไปกระทำต่อจิตหรือสติ จนกลายเป็นการปิดกั้นปิดบังจากเนื้อหาพระสัจธรรมก็จะจางคลายหายไปเอง

ทีนี้แหละสติที่มันโพล่งออกจากโมหะอวิชชาก็จะรู้ของมันเองเป็นไปตามธรรมชาติของมโนธาตุเดิม โดยไม่มีความเห็นความหมายว่ารู้อะไรเป็นอะไรมาซ้อนเลย เป็นการรู้เปล่า ๆ รู้ซื่อ ๆ แห่งอริยะ สตินี้เองคือสติอริยะที่นักปฏิบัติทุกคน พยายามเหลือเกินที่จะไปให้ถึง แต่ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งกลับกลายเป็นว่าไปเจริญโมหะซ้อนสติไปเสียได้ และสุดท้ายก็พาไปสู่ทางตันในที่สุด ที่ตันก็ไม่ใช่อะไร ตันในตัณหาอุปาทานทางธรรมของตนทั้งนั้น ปล่อยก็ปล่อยไม่ได้เพราะกลัวเสียของ เสียดายสิ่งที่ทำมาทั้งหมด โดยไม่รู้ว่าถ้าปล่อยนี่คือพ้นจากสังสารวัฏทันที

ความไม่ยึดติดที่หลวงพ่อฯท่านหมายถึงมันจึงเป็นไปในลักษณะนี้ ท่านอธิบายถึงความไม่ยึดติดโดยนัยแห่งความเป็นจริงของพระสัจธรรม ไม่ใช่มีใครไปยึดติดหรือมีใครไม่ยึดติดอีก บางคนที่เข้าใจว่าหลวงพ่อฯท่านสอนความไม่ยึดติดแบบนี้ เลยเข้าใจว่าเป็นการสอนให้ยึดติดความไม่ยึดติดอีก อันนี้ก็เตะเข้าประตูโลกียวิสัยของตนเสียสิ้น ตีความไปในทางที่จะนำไปปฏิบัติจนเป็นโมหะซ้อนธรรมอีก แล้วมันจะพ้นโมหะได้ยังไงเล่า

ถ้าใครอ่านบทความนี้แล้วยังตีความไปในเชิงโลกียวิสัยตลอด ก็แนะนำให้ขอขมากรรมเสียก่อน เดี๋ยวกรรมปิดกั้นปิดบังจางคลายลงแล้ว ก็จะอ่านเข้าใจเองครับ

No comments:

Post a Comment