Tuesday, March 29, 2016

พุทธเกษตร 2 : โดยนัยแห่งการโปรดสัตว์ ตอน 2

Update: ก่อนหน้านี้ผมเปิดกลุ่ม line ชื่อ rombodhidharma.net ไป แต่เจอมือดีเข้ามาลบกลุ่ม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครนะครับ เพิ่งเปิดกลุ่มขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่แจกลิงค์ครับ ท่านใดสนใจจะเข้ากลุ่มต้องเพิ่มผมเป็นเพื่อนก่อนตาม line id ของผมที่แสดงอยู่ข้างๆบลอกนะครับ แล้วแจ้งเข้ามาว่าจะขอเข้ากลุ่ม ผมจะเพิ่มชื่อเข้าไปให้ ส่วนท่านใดที่เข้ากลุ่มแล้วก็อย่าเชิญเพื่อนเข้าโดยพละการนะครับ เพราะนี่คือมาตรการักษาความปลอดภัยของกลุ่ม

--------------------------------------------

พูดถึงสรรพสัตว์ระดับอนุบาลไปแล้ว สำหรับดวงจิตที่พอจะรองรับพระสัจธรรมได้นั้น ก็จะมีตั้งแต่ระดับชั้นประถมขึ้นไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย โดยองค์มหาบารมีหรือผู้โปรดสัตว์ที่มีบารมีมากจะมีญาณวิถีในส่วนที่ใช้โปรดสัตว์โดยเฉพาะมาบ่มเพาะคลี่คลายดวงจิตเหล่านั้น เช่น ปฏิสัมภิทา 4 เป็นญาณอันเกิดขึ้นกับอริยบุคคลที่โปรดสัตว์มาช่วงระยะหนึ่ง ซึ่งจะค่อยๆแตกฉานเฉียบคมมากขึ้นตามระยะเวลาการโปรดสัตว์ในสังสารวัฏ และ อสาธารณญาณ 6 เป็นญาณที่มีกับผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า โดย อสาธารณญาณ 6 นั้นจะเริ่มชัดเจนแตกฉานมากขึ้นเองจากการคลุกคลีกับหมู่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายในการโปรดสัตว์อย่างยาวนานข้ามกัลป์ข้ามกัปป์

ญาณเหล่านี้อาจจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ระดับอ่อน ๆ ในระดับพระโพธิสัตว์ พระอรหันตโพธิสัตว์เป็นต้นไป จนเข้าสู่เนื้อหาของหน่อเนื้อพุทธางกูร นิตยโพธิสัตว์ หรือมหาโพธิสัตว์ ญาณที่จำเป็นต่อการโปรดสัตว์เหล่านี้จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเอง ซึ่งเครื่องมือในการโปรดสัตว์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นในการจ่ายยาให้แต่ละดวงจิตอย่างเหมาะสม ซึ่งต้องการยารักษาโรคไม่เหมือนกัน ต้องการการบ่มเพาะไม่เหมือนกัน เปรียบได้กับเกษตรกรที่รู้จักธรรมชาติของพืชแต่ละชนิดว่าชอบแดดมากน้อยแค่ไหน ชอบน้ำมากน้อยแค่ไหน มีโรคพืชโรคแมลงอะไรบ้าง ฯลฯ

ดวงจิตที่รับพระสัจธรรมได้นั้น บางทีก็มีวิบากกรรมบังอยู่ในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ติดขัดในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ต้องไปใช้วิบากกับสิ่งที่ทำมาบ้าง ซึ่งญาณวิถีในการโปรดสัตว์นี้จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ไร้ผู้ดำเนินในญาณวิถี และรู้ด้วยว่าจะให้พระสัจธรรมอย่างไรเพื่อที่จะพาเข้าสู่เนื้อหาโดยตรง เรียกว่าเป็นญาณที่เกิดเองเป็นเองอย่างฉับพลันเมื่อสัมผัสสัมพันธ์กับแต่ละดวงจิต ไม่มีการทิ้งร่องรอยแห่งอุปาทานให้ยึด และไม่มีการยึดญาณเหล่านี้ไว้เป็นภาระแต่อย่างใด

ยกตัวอย่างเช่น บางดวงจิตมีกรรมเกี่ยวกับวาจากับองค์มหาบารมีมา เคยล่วงละเมิดล่วงเกินองค์คุณมา เมื่อเจอท่าน ท่านก็จะดับให้ไม่ต่อกรรมให้ ตัดหนทางต่อกรรม ไม่เปิดโอกาสให้สร้างกรรมใหม่ ดับล้างให้เลย บางดวงจิตติดขัดนิดเดียวก็จะบรรลุฉับพลันได้ ท่านก็ให้พระสัจธรรมล้างสิ่งที่ติดอยู่ตรงนั้นก็สามารถบรรลุธรรมได้เลย บางดวงจิตแม้จะน้อมมา แต่ก็ยังจมแช่เหนียวหนืดในสังโยชน์ทั้งหลาย และจริตราคะกล้า ท่านก็จะให้ขอขมากรรมบ่อยๆ ประกาศสละความหลงตั้งเอา ประกาศชดใช้หนี้กรรมไปบ่อยๆ เพื่อให้สิ่งเหล่านี้จางคลายลงให้มากกว่านั้นเสียก่อน แล้วค่อยปรับเนื้อหาพระสัจธรรมที่จะให้ในลำดับต่อ ๆ ไป เหมือนการปรับยาตามอาการ บางดวงจิตต้องใช้ความเด็ดขาดที่จะทะลุทะลวงวิบาก ท่านก็จะให้ความเด็ดขาดเป็นกำลังในการที่จะออกจากตัวเอง บางดวงจิตก็ยืดเยื้อเรื้อรัง แส่ส่ายฟุ้งซ่านมาก สร้างกรรมไม่เหมาะไม่ควร ก็อาจจะโดนตวาดด้วยเสียงดัง หรือโดนด่าเพื่อขับไล่ความแส่ส่ายนั้นให้ทันที บางดวงจิตยังมีมานะกับธรรมละเอียดอยู่ อีกนิดเดียวก็จะหมดรอบ ไปพูดขัดให้เกิดอุปาทานไม่ได้ ท่านก็จะปล่อยให้ไปจนสุดรอบก่อนแล้วค่อยโปรด บางทีท่านก็ทิ้งกุญแจ(รหัสนัย)เอาไว้ให้ ซึ่งดูเหมือนไม่มีค่าไม่มีประโยชน์อะไร และไม่รู้จะเอาไปใช้ตอนไหน แต่มันจะไปปลดล็อคสิ่งที่ติดขัดข้องคาของดวงจิตนั้นๆในภายภาคหน้า และนำเข้าสู่เนื้อหาพระสัจธรรมได้ในที่สุด แล้วก็มีบางดวงจิตที่ไม่ต้องการอะไรเลย เพียงแค่ท่านนั่งดับอยู่อย่างนั้น ก็สว่างตามสอดคล้องตามได้ทันที ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ดำเนินไปอย่างอัตโนมัติและพอดิบพอดีของมันเอง

ระบบการโปรดสัตว์นี้จะไม่มีการรอคอย ไม่มีการบีบคั้นเร่งเอาผล เพราะแค่ปล่อยเอาไว้ก็ไม่ไปไหนหรอก ออกไม่ได้ก็อยู่ในสังสารวัฏนี่แหละ พอจะมาโปรดกันในชาติต่อๆไป เดี๋ยวบารมีที่เชื่อมโยงกันไว้ก็จะนำพามาให้เจอกันเองโดยไม่ต้องไปค้นหาแต่อย่างใด

การโปรดสัตว์ของเหล่าองค์มหาบารมีนั้น เรียกว่าเป็นไปอย่างละเอียดอ่อน ไร้ร่องรอย และพิสดารล้ำลึกเกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าใจได้ คือที่อธิบายมาทั้งหมดนี่ เวลาเกิดขึ้นจริง จะไม่มีใครสังเกตเห็นได้เลย ยกเว้นแต่ผู้โปรดที่มีบารมีในการโปรดมากพอ ก็จะพอเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร เอาเป็นว่าแม้แต่พระอรหันต์เองก็ยังไม่สามารถเข้าใจผู้โปรดสัตว์ที่บารมีมากกว่าได้เลย เพราะมีบารมีแค่จบให้ตนเองเท่านั้น แต่ยังไม่มีในส่วนเนื้อหาของการโปรดสัตว์

ผู้โปรดมือใหม่ที่ยังไม่เข้าใจกลไกของกรรมนั้น ส่วนใหญ่จะใช้วิธีแทรกแซงกรรมและเข้าไปแบกวิบากกรรมของสัตว์โลก ทำให้เหนื่อยหนัก ดิ้นรน ดรามาฟูมฟาย และทุกข์ทรมานเสียเอง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แต่เพราะไม่เข้าใจเนื้อหาพระสัจธรรมและกลไกกรรมของสังสารวัฏจึงเอาตัวเองเข้าไปทำแบบนั้น โดยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วไม่มีองค์มหาบารมีพระองค์ไหนเลยที่จะเข้าไปแทรกแซงและแบกกรรมของสัตว์โลกจำนวนมากเช่นนั้น ยกเว้นกรณีเฉพาะที่ถ้าท่านเข้าไปแทรกแซงแล้วจะพาดวงจิตนั้นให้ทะลุทะลวงและจบตามดับตามได้ตรงนั้นเดี๋ยวนั้น หรือท่านเล็งเห็นแล้วว่า ดวงจิตนี้จะเป็นกำลังช่วยท่านในการโปรดสัตว์นำความสว่างไสวไปสู่สังสารวัฏ ท่านก็จะทำ แต่ถ้ากรรมหนาหนัก ท่านจะปล่อยให้ไปใช้กรรมก่อนโดยเชื่อมโยงบารมีเอาไว้ให้คลี่คลายระดับหนึ่งก่อน เพื่อจะโปรดต่อในภายภาคหน้า เหมือนต้นอ่อนนั่นแหละ จะไปบอกให้มันออกดอกออกผลก็คงไม่ได้

มีบางช่วงเวลาของสังสารวัฏเหมือนกัน ที่วิบากกรรมมวลรวมมันมีมาก ทำให้สังสารวัฏทั้งหมดหนักหนาไปด้วยอกุศลกรรม ก่อให้เกิดการเบียดเบียน ทารุณเข่นฆ่ากันไปทั่ว เปรียบเทียบก็เหมือนโรคแมลงลงสวนลงไร่ ทำให้พืชไร่เสียหาย เบื้องบนก็จะตัดบัญชีกรรมของสัตว์โลกจำนวนมากมาให้ผลอย่างฉับพลันเพื่อลดระดับของกรรมมวลรวมของสังสารวัฏให้ลดลงและกลับคืนสู่สมดุลอย่างรวดเร็ว ด้วยเครื่องมือตัดกรรมอย่าง โรคระบาดรุนแรง ภัยพิบัติทางธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ ฯลฯ

ผู้ที่ได้มาฟังพระสัจธรรมก็ใช่ว่าจะต้องกินยาทั้งตู้หรือฟังทุกตอนของเทศนาธรรม หรือต้องตามอ่านทุกบทความ มันจะกลายเป็นการเสพเพื่อปัญญาไป เกินเลยเนื้อหาพระสัจธรรมไปหมด เอาเป็นว่าเมื่อได้อ่านได้ฟังแล้วมันดับตามจบตามก็พอแล้ว กินยาพอดีแก่อาการแล้วก็พอ อย่าเสพเกินขนาดจนกลายเป็นการแบกปัญญา แบกสัญญา อุปาทานล้น เกินเนื้อหาพระสัจธรรมไป

หรือบางคนได้ไปรู้ไปได้ยินพระสัจธรรมของคนอื่น ไม่ว่าจะด้วยความอยากรู้อยากเห็น หรือตัณหาในธรรมเองก็ตาม บางทีมันก็ไม่ใช่เนื้อหาพระสัจธรรมที่เหมาะกับสภาวะธรรมของตนขณะนั้น พอเสพเข้าไปก็เกิดอาการแพ้ยาบ้าง กินยาจนกลายเป็นโรคอุปาทานอย่างใหม่ขึ้นมาบ้าง แล้วไปโทษพระสัจธรรมว่าเนื้อหาไม่ตรง อันนี้ก็ไม่ถูกต้อง อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องอะไรมาก เดี๋ยวเนื้อหาที่ตรงเฉพาะตัวจะมาถึงเอง

มีเหมือนกันที่บางคนเกิดโรคแทรกกะทันหัน มีมารหรือภูมิต่ำมาแทรกจนเชื้อกรรมเก่ากำเริบปะทุขึ้นอย่างรุนแรง บ้างก็ปฏิฆะปฏิเสธต่อพระสัจธรรม พูดจาท้าทายหรือหักล้างพระสัจธรรมทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็แจ่มแจ้งดีแล้วก็มี

โปรดติดตามตอนต่อไป

No comments:

Post a Comment