Tuesday, March 22, 2016

พุทธเกษตร 2 : โดยนัยแห่งการโปรดสัตว์ ตอน 1

update: พุทธเกษตร 2 นี้เป็นบทความขนาดยาวมาก ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะจบลงที่กี่ตอนนะครับ เขียนไปเรื่อย ๆ ก็แล้วกัน มีข่าวแจ้งนิดนึง ตอนนี้ผมได้สร้างกลุ่มใน Line ขึ้น ชื่อว่า rombodhidharma.net เหมือนชื่อเว็บ จะเป็นกลุ่มที่ผมสร้างขึ้นเพื่อใช้สำหรับ งานปลดล็อคกรรมออนไลน์เท่านั้น โดยจะดำเนินงานผ่าน functionใหม่ ที่เรียกว่า Group Call ซึ่งที่ผ่านมาใช้ระบบ Hangouts แล้วมันไม่ค่อยสะดวก พอ Line มี function นี้ออกมาก็เข้าทางเราพอดีครับ ท่านใดที่สนใจจะเข้ากลุ่มก็ add line id ผม 0990409550 แล้วแจ้งมาว่าต้องการเข้ากลุ่ม rombodhidharma.net นะครับ ผมจะเพิ่มชื่อเข้าไปให้ ส่วนงานปลดล็อคกรรมออนไลน์จะมีช่วงไหนเมื่อไหร่ ก็ขอให้ติดตามกำหนดการใน Rombodhidharma.net Fanpage เอาก็แล้วกันครับ

-----------------------------------------------------

หลายๆคนคงจะนึกภาพการโปรดสัตว์ของพระพุทธเจ้า เป็นเหมือนการแบกสัตว์โลกทั้งหมดให้ก้าวข้ามสังสารวัฏ ซึ่งเป็นนัยยะที่ทั้งหนักทั้งเหนื่อย จนทำให้หลายๆคนเดินตามภาพในจินตนาการนั้น ด้วยการบำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวด ด้วยความเหน็ดเหนื่อย ลำบากตรากตรำ ซึ่งมันก็ดูดีในสายตาของสัตว์โลกน่ะนะ ยอมทนลำบากเพื่อคนอื่น แต่มันก็ไม่ได้ตรงกับความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย

เพราะแม้เราจะไม่ไปแบกสรรพสัตว์ทั้งหลาย เขาก็อยู่กันดีอยู่แล้วในสังสารวัฏ เป็นอมตะกันทุกรูปนาม วนกันจนชั่วกัลปาวสาน ถ้าไปเสนอหน้าตอนที่เขาไม่ต้องการพระสัจธรรม เดี๋ยวจะมีเงิบด้วยซ้ำ

ผู้โปรดสัตว์ที่ยังไปแบกไปแทรกแซงกรรมของสัตว์โลกด้วยความห่วงหวงจนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้านี้ จึงเรียกว่ายังเป็นขั้นฝึกหัดอยู่ครับ

ใครเลยจะรู้ว่าการโปรดสัตว์ของพระพุทธเจ้าหรือองค์มหาบารมีแต่ละพระองค์นั้น ไม่มีอะไรเหมือนที่เราจินตนาการเอาไว้เลย ไม่มีการแบก ไม่มีความลำบาก ไม่มีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการไปแบกสัตว์โลก แต่การโปรดสัตว์ของเหล่าองค์มหาบารมีนั้น กลับไปคล้ายคลึงกับการทำการเกษตรเสียมากกว่า แต่เป็นเกษตรธรรมชาตินะครับ ไม่ใช่เกษตรเชิงเดี่ยวที่ปลูกพืชอย่างเดียวทั้งสวน

ในแต่ละช่วงระยะเวลาของโลกนั้น จะมีสรรพสัตว์จำนวนมาก ที่มีสภาวะธรรมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาศัยอยู่รวม ๆ กัน สภาวะธรรมที่แตกต่างกันนี้ เปรียบเทียบกับลักษณะของความถี่คลื่นที่จำแนกออกได้ 31 ย่านความถี่หรือเรียกว่า 31 ภพภูมิ ซึ่งย่านความถี่ทั้ง 31 แถบนี้ ขึ้นอยู่กับคลื่นการสั่นสะเทือนของจิตเท่านั้น อย่างเช่นมนุษย์บนโลกนั้น ไม่ใช่ทุกคนที่จิตยังสั่นสะเทือนด้วยความถี่แบบมนุษย์ แต่มีบางส่วนที่สั่นสะเทือนด้วยความถี่แบบ สัตว์นรกบ้าง เปรต อสุรกาย เดรัจฉานบ้าง หรือเป็นพรหม เป็นเทวดาบ้าง ฯลฯ ส่วนผสมทั้งหมดในสังสารวัฏจะเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับยุคสมัยนั้น ๆ

หรือถ้าจะเปรียบเทียบสรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นพันธุ์พืชทั้งหมด ก็จะมีตั้งแต่กลุ่มที่เป็นเมล็ดพันธุ์ เพาะยากบ้าง(อบายภูมิ) เพาะง่ายบ้าง มีทั้งต้นอ่อน ต้นกล้า ต้นที่โตเต็มที่ ต้นที่โดนโรคแมลงรุมจนเละเทะ ต้นที่กำลังออกดอกออกผล ต้นที่ให้ผลสุกแล้ว เตรียมเก็บผลได้

การโปรดสัตว์ของเหล่าองค์มหาบารมีทั้งหลายก็ไม่แตกต่างกับการทำการเกษตรเลยครับ เราเรียกการโปรดสัตว์บนโลกว่าเป็นการบ่มเพาะพุทธเกษตรก็ได้ เป็นการเกษตรที่เก็บเกี่ยวผลแห่งพุทธะที่ถูกปกปิดในดวงจิตดวงใจแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย

ในแต่ละยุคนั้น องค์มหาบารมีจะแบ่งภาคส่วนลงมาโปรดหมู่เหล่าสรรพสัตว์ที่สัมพันธ์กับพระองค์ท่าน การลงมาจุติบนโลกแต่ละครั้งนั้นก็เอาบารมีลงมาแตกต่างกันไปตามลักษณะของหมู่เหล่าสรรพสัตว์ที่จะโปรด

ในยุคที่ต้องสร้างบ้านแปลงเมือง รวบรวมหัวเมืองที่กระจัดกระจายให้มาเป็นปึกแผ่น สร้างความสงบสุข องค์มหาบารมีก็จะลงในในฐานะพระมหากษัตริย์หรือมหาราชที่มีบุญบารมีมาก โดยนำบารมีในส่วนที่จะทำกิจในการรวมรวบหัวเมืองต่างๆเข้าด้วยกัน ซึ่งปกติท่านไม่ได้ลงมาองค์เดียว แต่จะมีทีมงานตามลงมาประจำ ณ จุดต่างๆที่จะเอื้อในการทำกิจให้สำเร็จด้วย เรียกว่าทำงานประสานกันเป็นทีม ที่เป็นแบบนี้เพราะกายเนื้อนั้นมีข้อจำกัดมาก ก็เลยต้องใช้ทีมงาน ลูกหลานบริวารที่มีอธิวาสนาสัมพันธ์กันลงมาช่วยกันทำกิจ แต่ก็มีเหมือนกันที่ทำกิจไม่สำเร็จ หรือทีมงานหลงไปก่อกรรมทำเข็ญบ้างตามอนุสัยกรรมหรือวิบากกรรมเก่าก็มี ซึ่งในขณะทำกิจแต่ละอย่างให้สำเร็จนั้น ก็จะได้มีโอกาสสัมผัสสัมพันธ์กับหมู่เหล่าสรรพสัตว์ต่างๆมากขึ้นด้วย เพื่อการโปรดในอนาคตเบื้องหน้า

ส่วนในยุคที่รวมบารมีลงมาเป็นพระพุทธเจ้า ก็จะเป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวใหญ่ พระองค์ท่านจะพาทีมงานลงมา เพื่อทำการเก็บเกี่ยวพุทธะในดวงจิตแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย หลังจากบ่มเพาะเนื้อหาพุทธะในหมู่เหล่าสรรพสัตว์ที่สัมผัสสัมพันธ์กับพระองค์ท่านจนถึงวาระของการสุกงอมในผลแห่งพุทธะนั้น

องค์มหาบารมีบางพระองค์ก็สัมพันธ์กับหมู่เหล่าสรรพสัตว์แตกต่างกันไป ก็จะจุติลงมาโปรดหมู่เหล่าสรรพสัตว์ที่สัมพันธ์กับท่าน ในรูปแบบของศาสนาต่างๆ ซึ่งที่สุดแล้ว ทุกดวงจิตก็จะไปจบที่เนื้อหาเดียวกัน เพียงแต่ใช้สมมติบัญญัติและวิธีการโปรดคนละแบบเท่านั้นเอง ส่วนที่ทะเลาะแบ่งแยกกันอยู่ในปัจจุบันนี้(2559) ไม่ใช่กิจขององค์มหาบารมีแต่เป็นเรื่องของสรรพสัตว์กัดกันเอง

การที่จะโปรดหมู่เหล่าสรรพสัตว์แต่ละกลุ่มนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะใช้ยาตัวเดียวกันสำหรับแก้โมหะให้ทุกคนได้ เพราะอนุสัยกรรมของสรรพสัตว์นั้นแตกต่างกันออกไปได้มากมาย กะประมาณคร่าว ๆ ก็ 84000 ลักษณะ หรือ 84000 พระธรรมขันธ์นั่นเอง ซึ่งไม่ว่าจะแบบไหนอย่างไรก็จะจบเหมือนกันหมด ที่แตกต่างกันก็เป็นแค่เรื่องของแง่มุมโมหะทิฏฐิเท่านั้น

ดังนั้น เวลาองค์มหาบารมีหรือผู้โปรดสัตว์ไปสัมผัสสัมพันธ์กับหมู่เหล่าสรรพสัตว์ในแต่ละหมู่เหล่า ก็จะจ่ายยาไม่เหมือนกัน บางดวงจิตรับได้แต่ของหยาบ ของละเอียดยังรับไม่ได้ ก็ให้ธรรมแบบหยาบๆเบื้องต้นไปก่อน หรืออาจจะให้ได้แค่ทาน ให้แค่สิ่งของเพื่อเชื่อมโยงบารมีเอาไว้ สำหรับการบ่มเพาะและเก็บเกี่ยวภายหลัง ซึ่งอาจจะใช้เวลานานมาก กว่าจะคลี่คลาย บางดวงจิตมีแต่เวทนา(อบายภูมิ) ก็ต้องหาวิธีลดเวทนาให้ก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะรับเนื้อหาอะไรไม่ได้เลย บางดวงจิตปิดตัวเองอยู่ในเขตแดนพิเศษแห่งการใช้กรรม ก็จะรับอะไรไม่ได้เลย ต้องให้อานุภาพไปอย่างเดียว บางดวงจิตวุ่นวายสาละวนอยู่กับทิฏฐิตัวเองจนขมุกขมัว เหมือนถูกเมฆหมอกปกคลุม เห็นและให้ค่าพระสัจธรรมเป็นแค่หลักปรัชญาบ้าง เป็นทฤษฎีบ้าง บางดวงจิตมีแต่ความอหังการมมังการ ยโสโอหัง ท่านก็จะปล่อยให้ไปเจอของแข็งก่อน ชนตอจนอ่อนกำลังเสียก่อนแล้วค่อยโปรด

ซึ่งสภาพที่รับอะไรไม่ค่อยได้เหล่านี้ เป็นสภาวะที่เหมือนยังเป็นแค่เมล็ดพันธุ์อยู่ เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะ ที่ยังต้องผ่านการบ่มเพาะและคลี่คลายอีกมาก ซึ่งเราไม่สามารถจะไปเร่งให้เมล็ดพันธุ์ทั้งหลายเหล่านี้ออกดอกออกผลได้เลย แล้วก็ไม่ใช่เหตุที่เราจะไปบอกเขาด้วยว่ายังหนาอยู่ ยังอีกนาน ไม่มีโอกาสชาตินี้ เหมือนบัวสี่เหล่านั่นแหละ เราไม่สามารถจะไปแปะป้ายให้ใครได้เลยว่า เธอเป็นบัวใต้ตมนะ ซึ่งมันจะกลายเป็นการไปสร้างปมด้อย หรือสร้างความปฏิฆะซ้ำซ้อนโปรดลำบากอีก เราก็แค่ดับๆทิ้งไป ให้อะไรแล้วรับได้ก็ให้ไปแค่นั้น อย่าพยายามยัดเยียดอะไรเกินเลย เราก็ให้ไปพร้อมๆกับให้อานุภาพให้บารมีไปด้วยเพื่อ "เชื่อมโยง" เอาไว้โปรดในกาลข้างหน้า จะได้มีหนทางในการกลับมาเจอพระสัจธรรมอีก

ดังนั้นในบางครั้งองค์มหาบารมีหรือผู้โปรดสัตว์ก็จะใช้วิธีให้ทานบ้าง(อย่างเช่นขอทาน) หรือสัมผัสสัมพันธ์ไปตามวาระบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องสัมผัสสัมพันธ์กันด้วยธาตุบริสุทธิ์ คืออย่างน้อยก็ในฝั่งของผู้โปรดจะต้องไม่เป็นไปด้วยโมหะตัณหาอุปาทาน ไม่อย่างนั้น ในภายภาคหน้าดวงจิตนั้นจะโปรดยากเพราะเคยมีแง่มุมต่อกันมาในอดีต(แต่ไม่ใช่ว่าจะโปรดไม่ได้นะ) ซึ่งสิ่งที่ให้ไปนั่นแหละคือการโปรดแล้ว เป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์แล้ว ลงดินแล้ว รอวันเป็นต้นกล้าในภายภาคหน้าต่อไป

ทั้งนี้ทั้งนั้น สำหรับผู้โปรดสัตว์แล้ว จะไม่มีการติดตามผล ไม่ไปตอแย ไม่ไปหวงห่วงปรารถนาดีอะไร ไม่ไปบีบคั้นหรือเร่งรัดให้เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ออกดอกออกผลเด็ดขาด เพราะมันทำไม่ได้ โปรดเสร็จก็จบแค่นั้น ไม่มีการแบกให้เป็นภาระเลย

โปรดติดตามตอนต่อไป

No comments:

Post a Comment