Thursday, February 25, 2016

โสถอยหลัง โพล่งถอยหลังคืออะไร?

ทุกคนที่ฟังสัจธรรมจากหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตในช่วงหลังๆคงจะเคยได้ยินการ "โสถอยหลัง" หรือ "โพล่งถอยหลัง" กันมาบ้าง บางท่านก็งงๆว่ามันคืออะไร?

ครั้งแรกที่ได้ฟังผมก็งงๆเหมือนกัน เพราะปกติเวลาผมกล่าวคำว่าโสออกไปนี่คือมันไม่มีอะไรเลย ไม่มีความแตกต่างในสภาวะใด ไม่มีการพุ่งออกหรือถอยเข้า มันก็ว่างของมันอยู่อย่างนั้น ก็เลยไม่รู้ว่าโพล่งหรือไม่โพล่ง แล้วก็ได้ฟังไฟล์สนทนาธรรมอีกจำนวนหนึ่งที่ทั้งพระลูกศิษย์และฆราวาสได้สนทนากับหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ถึงเรื่องของการโสถอยหลัง โพล่งถอยหลัง จึงเข้าใจว่า แบบที่ผมโสน่ะก็ถูกแล้วครับ

การโสถอยหลังนั้น หลวงพ่อฯท่านอธิบายว่ามันคือการโสเบาๆ โสคลายๆ โสถอนอุปาทานทั้งหลาย คือถ้าจะถอนนี่ก็คือต้องถอยหลัง ผ่อนออก คลายออก ดังนั้นจะไปโสแบบปล่อยพลังออกไปไม่ได้

เหตุที่หลวงพ่อฯท่านใช้คำว่า "โสถอยหลัง" คือท่านจะเตือนว่าที่หลายๆคนชอบโสใช้พลังพุ่งออกไปนั้นมันก็ยังไม่ใช่โสแบบที่ให้อานุภาพบารมีอย่างแท้จริง แต่มันคือการโสที่มีพลังตบะ ฌาน พุ่งออกไปแทน อันเป็นอนุสัยของผู้ที่ฝึกมาด้านนี้จนชำนาญ จนเป็นวสี เวลาโสพุ่งออกไป พลังตบะ ฌาน มันก็พุ่งอออกไปตาม จนตัวเราคลายจริง แต่พลังที่พุ่งออกไปนั้นกลายเป็นการระบายถ่ายเทกรรมและกรรมนั้นก็ไปกระทบดวงจิตอื่นจนก่อให้เกิดความระคายเคืองและปฏิฆะในที่สุด

การโสถอยหลังนั้นจึงเป็นการโสที่มีพื้นฐานจากที่ว่างอยู่แล้ว วางอยู่แล้ว ไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้ว เป็นการดำริโสเพียงเพื่อเป็นสื่อของอานุภาพสุญญตาให้แผ่กระจายออกไปเองโดยไม่ต้องใช้พลังจิตในการขับดัน ซึ่งอานุภาพของสุญญตาที่ไปกับการโสนี้ ก็คือการถอดถอนอุปาทานให้แก่หมู่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ใช่ส่งพลังไปกระทบกระแทกสรรพสัตว์หรือดวงจิตทั้งหลาย เพราะพลังที่ถูกส่งออกไปจากการโสพุ่งนั้นมันมีพลังงานกรรมปะปนอยู่ด้วย ดวงจิตทั้งหลายที่เขาต้องการแต่อานุภาพความคลี่คลายหรือดวงจิตของเจ้ากรรมนายเวรที่ปฏิฆะขัดเคืองเราอยู่ เมื่อกระทบกับพลังตบะ ฌานของเราที่พุ่งออกไปนั้นก็จะเกิดความอึดอัดขัดเคือง ปฏิเสธปฏิฆะไปเลย เรียกว่าไม่รับนะ และมันก็มีกรณีอย่างนี้จริง ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดเขาแต่อย่างใด

เมื่อเราโสคลายๆหรือโสถอยหลัง เราก็จะคลายตามที่โสไปเบาๆนั้น ซึ่งมันเหมือนจะไม่มีอะไรพุ่งออกไปเลย เพราะมันก็ว่างไปตลอดสาย ผมเรียกว่าโสไร้ หรือไร้ตัวตนในการโส อันนี้คือการแผ่อานุภาพแห่งสุญญตาออกไปอย่างแท้จริง ดวงจิตที่ได้รับก็คลี่คลายหมดจดเอง แต่เราจะไม่รู้สึกเลยว่ามีพลังอะไรพุ่งออกไป ซึ่งอาจจะทำให้บางคนที่คุ้นชินกับพวกพลังทั้งหลายรู้สึกเหมือนว่าไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้ให้อะไรออกไปเลย จริงๆมันก็เหมือนไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ให้อะไรนั่นแหละ โสแบบหมดตัวผู้ให้และผู้รับอย่างนี้ถึงจะมีอานุภาพอย่างแท้จริง

ส่วนการโพล่งถอยหลังนั้น พอฟังหลวงพ่อฯท่านแล้วก็อย่าไปพยายามทำอะไรหรือพยายามที่จะถอยหลังอะไรนะครับ การโพล่งถอยหลังนั้น หลวงพ่อฯท่านให้รหัสนัยไว้กับผู้ที่ยังไม่สว่างเต็มที่ หรือผู้ที่ยังมีวิบากมีเวทนามีอารมณ์กรรมหรือมีนิวรณ์ปกคลุมจิตอยู่ ยังไม่โพล่งออกเต็มที่ ไม่วะออกเต็มที่ ซึ่งลักษณะจิตเช่นนี้มักจะโดนอำนาจแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านี้เข้าปกคลุมห่อหุ้มจนเหนียวหนืดเหนียวแน่น ไม่สามารถจะโพล่งออก วะออกจากอำนาจแห่งจริตราคะและสังโยชน์ทั้งหลายได้ หลวงพ่อท่านจึงให้โพล่งออก โล่งออกโดยอานุภาพแห่งสุญญตาบ่อยๆ สิ่งที่ปกคลุมเหล่านั้นจะจางคลายไปเอง

แต่ทีนี้พอบอกให้โพล่งออก หลายคนกลับใช้วิธีส่งพลังติดไปกับการโส ออกไปขับไล่เมฆหมอกที่ปกคลุมจิตอยู่นั้น ซึ่งพลังทั้งหลายที่ใช้ก็ล้วนมีรากเหง้ามาจากโมหะตัณหาอุปาทานเหมือนกัน ยังไม่ใช่การโล่งออก โพล่งออกอย่างแท้จริง หลวงพ่อฯท่านจึงใช้คำว่าโพล่งถอยหลัง เพื่อไม่ให้โพล่งส่งพลังพุ่งทะยานออกไป แต่ให้คลายตัวมันเองล้างตัวมันเองอยู่ภายในโดยอานุภาพแห่งสุญญตาแทน ไม่ต้องใช้พลังอะไรในการขับดัน ผลักไสให้สิ่งที่ปกคลุมจิตนั้นหลุดออกไป ซึ่งยิ่งทำก็ยิ่งไปติดในการทำนั้น กลายเป็นอุปาทานใหม่ๆขึ้นมาอีก นี่เรียกว่าการโพล่งถอยหลัง คือโพล่งแบบไม่อะไรกับอะไรนั่นเอง

ส่วนผู้ที่ตรงต่อว่างอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องโพล่งกับอะไรแล้ว ไม่นอกไม่ในแล้ว โพล่งอยู่แล้วตลอด ไม่มีอะไรต้องเด็ดขาดกับอะไร ไม่มีอะไรต้องคลายกับอะไร ท่านเหล่านี้ก็ไม่ต้องทำอะไรเพื่อที่จะโพล่งอีกแล้วครับ เพราะท่านออกได้เองในทุกๆสภาวะ ไม่ติดไม่หลุดอยู่แล้วตลอด ไม่เกิดไม่ดับอยู่แล้วตลอด โพล่งทิ้งของมันเอง บานทิ้งของมันเอง ซึ่งทั้งหมดจริงๆมันก็คือการที่ไม่อะไรกับอะไรนั่นแหละ แต่หลวงพ่อฯท่านเปลี่ยนมาใช้คำให้มันเด็ดขาดขึ้นมานิดนึง เพื่อให้กำลังแก่ผู้ที่ยังไม่เด็ดขาดในตัวมันเอง ซึ่งนี่เป็นเรื่องเนื้อหาพระสัจธรรมเฉพาะที่ท่านให้ไว้กับบางหมู่เหล่าที่ยังไม่คลายเต็มที่ คือถ้าฟังเนื้อหาส่วนนี้แล้วติดขัดข้องคา ว่าจะเข้าไปทำเอาอีกก็แสดงว่าเนื้อหานั้นไม่ใช่ของเรา แต่เป็นสัจธรรมของคนอื่นที่เขาฟังแล้วโพล่งทิ้งตาม คลายตามได้ครับ

เนื้อหาพระสัจธรรมต่างๆนี้ก็เหมือนการจ่ายยานั่นแหละ ถ้าเราไม่ป่วยแล้วกินยาที่ไม่ใช่ของเราเข้าไปเดี๋ยวก็จะป่วยขึ้นมาอีก แต่ถ้าป่วยแล้วไม่กินยา เดี๋ยวมันก็จะแปรปรวนตามสิ่งทั้งหลายที่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้วไปอีก

แนะนำว่าใครที่จะฟังพระสัจธรรม ก็ไม่ใช่ว่าทุกบททุกตอนจะฟังแล้วเข้าใจหรือคลายตามได้หมด เพราะเนื้อหาพระสัจธรรมในแต่ละตอนก็มีเนื้อหาสอดคล้องกับสภาวะธรรมของสรรพสัตว์ในแต่ละหมู่เหล่าไปไม่เหมือนกัน ก็เพียงแค่เราเลือกฟังเนื้อหาที่เราสามารถคลายตามเบาตามว่างตามได้ นั่นแหละคือการกินยาที่ถูกโรคแล้วครับ

No comments:

Post a Comment