Friday, February 5, 2016

สัจธรรมข้างเปล ตอนที่ 10 อย่ายึดติดมาตรฐานในการเลี้ยงลูก

เชื่อว่าทุกครอบครัวก็จะมีมาตรฐานในการเลี้ยงลูกของตัวเอง ทั้งนี้อาจจะมาจากประสบการณ์ส่วนตัว หรือสิ่งที่สอนต่อๆกันมาว่าดีงาม หรือใช้มาตรฐานนั้นแล้วรู้สึกดี ก็จะสอนกันต่อไปให้รักษามันไว้ บ้างก็ยึดมาตรฐานสังคมมาเป็นเกณฑ์

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า "มาตรฐาน" นั้นเกิดจาก การเปรียบเทียบ และตัดสินว่าอะไรดีหรือไม่ดี แล้วก็ยึดถือไว้เป็นแนวทาง ซึ่งมาตรฐานคือแนวทางอะไรสักอย่างที่ได้ข้อสรุปจากประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจ ของตนหรือของคนกลุ่มหนึ่งต่อสิ่งต่างๆ อันจะนำมาซึ่งความพอใจในชีวิต ซึ่งมาตรฐานต่างๆมันมากับคำว่า "ต้อง" คือ พอมีมาตรฐานแล้วมันก็ต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้

พอมีคำว่า "ต้อง" เข้ามาแล้ว มันก็จะมีความดิ้นรน ความไม่พอ ความขัดเคืองใจ ความร้อนใจ ความถูกอกถูกใจ เกิดทิฏฐิมานะ ตามมาอีกเพียบ สิ่งนี้จะนำไปสู่อัตตา คือความไม่ยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยงแปลงของสรรพสิ่ง ความไม่ยึดหยุ่นต่อความเสื่อมไปเป็นธรรมดาของสรรพสิ่ง ความไม่ยืดหยุ่นต่อความที่มันยึดไม่ได้ของสรรพสิ่งทั้งหลาย ลงท้ายก็ทุกข์ ก็คับแคบไปด้วยทิฏฐิแง่มุมแห่งตนในที่สุด โดยไม่เข้าใจความเป็นจริงของโลกของสังสารวัฏ

โลกใบนี้จริงๆมันไม่มีมาตรฐานอะไรหรอกครับ เพราะแต่ละคนมันก็เป็นไปตามกรรมที่ทำมาทั้งนั้น และวิบากกรรมแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่นิดเดียว จะมาเอาอะไรมาเป็นมาตรฐานกลางจริงๆก็ไม่ได้ มาตรฐานต่างๆที่สังคมตั้งขึ้นและยึดถือมันก็แค่อุปาทานที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยคนไม่กี่คน แล้วก็กลายเป็นกระแสอุปาทานหมู่ที่เสี้ยมให้ทุกคนต้องมีแบบนั้น ต้องมีแบบนี้ ไอ้คนที่มีทุกอย่างตามมาตรฐานได้ก็สบายใจไประดับหนึ่ง แต่ก็ยังหวาดกลัวว่าจะต่ำกว่ามาตรฐานเข้าสักวัน ก็เลยดิ้นรนเพิ่ม ทั้งๆที่ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งวังเวง ส่วนพวกที่ไม่ได้ตามมาตรฐานสังคมก็กลายเป็นปมด้อยในใจ จนท้อแท้สิ้นหวัง หรือไม่ก็ต่อต้านสังคมไปก็มี เรียกว่าตึงเครียดกันไปหมดทุกฝ่าย

แม้แต่บางครอบครัวมีลูกสองคนก็ไม่ใช่ว่าจะต้องเลี้ยงเหมือนกัน เพราะต่างคนต่างก็มีกรรมเบื้องหลังแตกต่างกัน เราเองก็อย่าไปเปรียบเทียบให้เด็กรู้สึกว่ามันแตกต่างกัน แต่ให้เขารู้สึกว่าสิ่งๆนั้นมันเหมาะสมกับเขาที่สุดแล้ว นี่คือการสอนให้เขายอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็น ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นเหมือนคนอื่นไปเสียทุกเรื่อง

การสอนลูกให้รู้จักสภาพความเป็นจริงของโลกของสังคมนั้นสำคัญมาก อย่าสอนให้โลกสวยอย่างเดียว อย่าสอนให้เขายึดถือเงื่อนไขต่อสิ่งต่างๆมากเกินไป(ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเด็กจู้จี้และเรื่องมาก) และอย่าสอนให้เขาต้องแบกสิ่งต่างๆเป็นภาระทางใจ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว แม้เราจะไม่เอาสิ่งต่างๆมาแบกไว้ในใจ มันก็เป็นไปอย่างนั้นของมันเองอยู่แล้วตามเหตุปัจจัยที่เคยทำมาตั้งแต่อดีต แต่เราควรจะสอนให้เขายืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลง อย่าไปจับผิดจับถูก อย่าไปตัดสินอะไร อย่าไปตึงเครียดกับเขามาก ชีวิตมันก็มีผิดพลาดบ้าง ล้มเหลวบ้าง นอกแนวบ้างมันก็เป็นไปตามกรรมเดิม ชีวิตมันเดินหน้าได้ ก็ถอยหลังได้ ยืนได้ก็ล้มได้เป็นธรรมชาติธรรมดา ยืนขึ้นใหม่ก็ไม่มีอะไรแล้ว ไม่มีเหตุอะไรที่ต้องไปจมจ่อมกับการทุกข์โทษตัวเองต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งของชีวิต คือชีวิตมันเป็นแบบนี้จริงๆ ไม่ได้มีแต่ด้านดีด้านสวยอย่างเดียว ซึ่งถ้าเราสอนให้เขาเข้าใจทุกอย่างตามจริงแล้ว อีกหน่อยเขาจะอยู่แบบไหนก็ไม่ทุกข์ ไม่จมอารมณ์ ไม่เกิดปมด้อย ไม่หลงหมกมุ่น เขาจะผ่านตลอดกับทุกปัญหา ผ่านเร็วด้วย ชีวิตของเขาจะสอดคล้องต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและไม่ทุกข์ ไม่บีบคั้นในใจ ไม่พร่ำบ่นก่นด่าโทษโน่นโทษนี่ หรือมานั่งตอกย้ำซ้ำเติมตัวเองไม่จบไม่สิ้น

เด็กๆแต่ละคนเกิดมาล้วนมีพื้นฐานกรรมไม่เหมือนกัน ถ้าจะเอามาตรฐานเดียวกันมาวัด รับรองได้ว่าเด็กๆจะตกอยู่ในความเครียดที่ไม่จำเป็นกันทุกคน แม้กระทั่งเด็กที่เข้ามาตรฐานสังคมเองก็ตาม แล้วลองคิดดูว่าเมื่อเด็กๆตกอยู่ในความเครียดความกดดันอย่างต่อเนื่องยาวนานแล้วมันจะดีหรือไม่ดีกันเล่า แล้วคิดดูว่าถ้ามีแต่เด็กๆที่มีปมด้อย มีความหวาดกลัวหวาดผวาอยู่ในใจ ทำทุกอย่างเพื่อตัวเองเต็มโลกเต็มสังคมไปหมด อีกหน่อยมันจะเป็นยังไง

บางคนอาจจะแย้งว่า ถ้าไม่มีมาตรฐานมาวัดแล้วจะมั่นใจได้ยังไง มีอะไรให้มั่นใจหรือเปล่า

มันจะเอาอะไรมาให้มั่นใจอีกล่ะ ในเมื่อทุกคนเกิดมาเพราะมีวิบากกรรมที่ต้องมาชดใช้ในภูมิมนุษย์ หรือจะภูมิไหนๆ จะดีจะเลวก็ใช้กรรมเหมือนกัน ฉะนั้น ทุกคนอยู่ได้หมด อยู่ไปตามวาระกรรม จะให้มาเอาดีเกินกว่ากรรมตัวเองมันก็เป็นไปไม่ได้เพราะมันก็มีแต่กรรม มีแต่ภพชาติที่รอไว้เพื่อกลับมาเสวยกรรมเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่มีค่าไม่มีความหมายอะไรจริงนอกจากการใช้กรรม

ดังนั้นเราก็ควรจะสอนให้เด็กๆใช้ชีวิตไปตามสมควรแก่พื้นฐานกรรมแห่งตน โดยไม่ต้องสร้างกรรมใหม่มากนัก โดยไม่เอามาตรฐานของคนอื่นมาเปรียบเทียบให้เขารู้สึกด้อย ไม่ตอกย้ำซ้ำเติมให้เป็นปม แต่สอนให้เข้าใจความเป็นไปของเหตุปัจจัย สอนให้รู้จักยอมรับกฏกติกาของสังสารวัฏของธรรมชาติในเรื่องกฎแห่งกรรม ภพชาติที่จะต้องมาวนเวียนใช้กรรมมันก็จะสั้นลงจากการไม่ต่อกรรมใหม่ ไม่ใชเกิดมาจะดิ้นรนเอาดีอย่างเดียว สนองตัณหาความอยากของพ่อแม่เอาแค่ชาติเดียว เสร็จแล้วเด็กๆก็ต้องวนเวียนไปรับกรรมที่เกิดจากเสียงลุ้นเสียงเชียร์ของพ่อแม่อีกหลายภพหลายชาติ จะเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานก็ให้มันพ้นจากความเป็นสัตว์ หมดจากความเป็นสัตว์ มันจะได้หมดทุกข์หมดโศกหมดห่วงกันเสียในชาตินี้  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอง แค่ร่ำรวยสุขสบายกายอย่างเดียวโดยไม่เข้าใจความเป็นจริงนี้ ก็ช่วยให้ใครพ้นจากทุกข์ที่แท้จริงไม่ได้

การสอนให้รู้จักการปลง การวาง การยอม เสียตั้งแต่เด็กๆ ให้มีเนื้อหาแห่งการสละการเกื้อกูล จะทำให้ชีวิตเขาไม่มืดมนหม่นหมอง จิตใจเป็นอิสระและกว้างขวาง นอกเหนือคติและอคติในสังคมได้ และนำความสว่างไสวไปสู่โลกสู่สังคมได้ ซึ่งทางตันของชีวิตนั้นมันก็มีเหตุมาจากความคับแคบในจิตในใจนั่นเอง ง่ายๆครับ คนที่จิตใจสว่างไสวจะพาตนเองตกไปสู่ที่มืดไหมเล่า?

ซึ่งถ้าเราสอนเด็กไปตามวิถีเดิมๆที่เคยทำมาเป็นมาตรฐาน ตามคตินิยม ตามจารีต ตามวิถีทาง ให้ยึดถือจริงจังโดยไม่เข้าใจถึงความเป็นจริง ชีวิตของเด็กๆก็จะเคว้งคว้างวังเวง ฟูมฟาย โวยวาย อึดอัด ตีบตัน พึ่งตนเองทางใจไม่ได้ จิตใจจะดิ้นรนโหยหาไขว่คว้าในสิ่งที่ยึดไม่ได้ตลอดเวลา แล้วเราก็จะต้องเป็นห่วงเขาไปตลอดจนกว่าจะตายจากกัน ซึ่งไอ้การตายด้วยความห่วงนี่ก็เป็นกรรมที่ผูกกัน ทำให้พ่อแม่ที่ตายลงไม่สามารถไปไหนได้ คอยอยู่วนเวียนเฝ้าลูกหลานอย่างไร้ประโยชน์ เพราะตัวเองกลายเป็นวิญญาณอสุรกายหมดแรงหมดกำลังที่จะช่วยใครได้ แถมเป็นห่วงส่งพลังงานกรรมไปถ่วงลูกหลานที่ยังมีชีวิตอีก โดยไม่ยอมไปเกิดตามภพภูมิปกติ พอภพชาติหน้าก็ต้องเกิดมาใช้ห่วงกรรมนั้นซ้ำอีก มันก็ไม่มีใครจบไม่มีใครพ้นทุกข์กันสักคน แต่ถ้าเราสอนให้เขาเข้าใจความเป็นจริง ยอมรับในสิ่งที่มันเป็นหรือแตกต่าง เด็กๆจะโตขึ้นโดยไม่หวั่นไหวไปกับกระแสอุปาทานภายนอกที่จะเป็นเหตุให้เขาทุกข์ได้ เรียกว่ายืนได้ด้วยตัวเองทางใจ แบบนี้เราจะต้องห่วงอะไรอีกไหมเล่า

ใครที่ยังพอเปลี่ยนได้และเริ่มหูตาสว่างก็เปลี่ยนนะครับ เปลี่ยนให้ตัวเองก่อน จบให้ตัวเองยุติให้ตัวเองเป็นก่อน แล้วเด็กๆก็จะเริ่มเปลี่ยนตามเองโดยไม่ต้องสอนเยอะ เพราะถึงจุดหนึ่งที่เด็กต้องไปใช้กรรมแล้ว ถึงตรงนั้นมันก็จะเปลี่ยนยากแล้ว กรรมมันแข็งขืนและมีกำลังมากจนต้องรอให้ใช้กรรมจนหมดก่อนถึงจะพอเปิดใจให้กับความเป็นจริงได้บ้าง หรือบางกรณีก็อาจจะตายไปอย่างนั้นเลย เสียชาติเกิดไปอีก

No comments:

Post a Comment