Friday, January 29, 2016

ไร้จุดจบ

เธอทั้งหลายคิดใช่ไหมว่า บรรลุธรรมก็สบายแล้ว
เธอทั้งหลายคิดใช่ไหมว่า บรรลุธรรมก็ประสบความสำเร็จแล้ว
เธอทั้งหลายคิดใช่ไหมว่า บรรลุธรรมแล้วก็จะมีคนนับหน้าถือตา มีชื่อเสียงในทางธรรม
เธอทั้งหลายคิดใช่ไหมว่า บรรลุธรรมแล้วจะมีบริวารมากมาย
เธอทั้งหลายคิดใช่ไหมว่า บรรลุธรรมก็จบทุกอย่างแล้ว ไม่ต้องลำบากอีก

แล้วเธอทั้งหลายก็วาดฝันว่าบรรลุธรรมแล้วจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
จบทุกอย่างแล้วมานั่งกระดิกนิ้วเท้าสบายใจเฉิบ ไม่ต้องทำอะไรเลย

ถ้าเธอทั้งหลายคิดแบบนี้ คาดหวังแบบนี้ อีกไม่นานเธอทั้งหลายก็จะผิดหวังในที่สุด
เพราะมันไม่มีอะไรที่เป็นเหมือนอย่างที่เธอคิดไว้เลยแม้แต่นิดเดียว

เธอทั้งหลายจะคาดหวังในสิ่งที่มันเอาแน่ไม่ได้ทำไมอีกเล่า
ก็ในเมื่อทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยซึ่งคาดเดาไม่ได้อยู่แล้ว
ก็ในเมื่อทุกอย่างมันเสื่อมไปโดยธรรมชาติไม่มีอะไรจีรังอยู่แล้ว
ก็ในเมื่อทุกอย่างไม่สามารถคงสภาพเดิม ยึดเหนี่ยวไม่ได้จริงอยู่แล้ว

ธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่ปรากฎต่อหน้าต่อตาเธอทั้งหลายในทุกๆขณะ
ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่เธอ ไม่ใช่ของเธอ ไม่มีอะไรเป็นของเธอทั้งหลายเลย
แม้กระทั่งการที่เธอรู้เธอเห็น ในสิ่งต่างๆ ก็ไม่ใช่ที่เธอรู้เธอเห็นจริง
มันเป็นเพียงการปรุงแต่ง เป็นการรับรู้การเห็นบนความนึกคิดอันเป็นมายาทั้งนั้น
สิ่งที่เธอสัมผัส เธอรู้สึก ต่างก็เป็นเพียงปฏิกิริยาตามธรรมชาติของธาตุและธรรมทั้งหลายเท่านั้น
เพียงแต่เธอไปรับรู้และยึดเอาว่าเป็นเธอที่สัมผัส เป็นเธอที่รู้สึก
จากนั้นเธอจึงอินไปกับมัน อึดอัดขัดเคืองไปกับมัน ดิ้นรนให้พ้นมัน ฟูมฟายไปกับมัน บ้าไปกับมัน
ทั้งๆที่มันก็เป็นธรรมชาติธรรมดาของสรรพธาตุ สรรพธรรมทั้งหลายของมันเองอยู่แล้วเท่านั้น

แต่การที่เธอทั้งหลายจะแจ่มแจ้งถึงความจริงแห่งสัจธรรมนี้ได้
ไม่ใช่ที่การพยายามจะทำความเข้าใจมัน พิสูจน์มัน หรือเข้าถึงมัน ด้วยผัสสะของเธอที่เป็นไปโดยอำนาจแห่งมายา
แต่เธอจงปล่อยให้ธรรมทั้งหลาย ไม่ว่ากายหรือใจนั้น ดำเนินไปเองตามเหตุปัจจัยของมัน
โดยไม่ต้องแทรกแซงทางจิตแต่อย่างใด
ให้หมดห่วงกับทุกสิ่งทุกอย่างที่มันดำเนินไปเองอยู่แล้วตามเหตุปัจจัย
ให้ยอมกับทุกสภาวะที่ผ่านเข้ามาแล้วก็จะผ่านไป จะได้ไม่ต้องกังวลกับมันอีก
จะรู้หรือไม่รู้ก็ไม่ต้องกังวล เพราะแม้รู้แล้วเธอก็ไม่สามารถจะทำอะไรกับมันเพื่อหลุดพ้นได้เลย
มันก็จะมีแต่ติดในห่วง ติดในกับดักแห่งมายาตลอดไป

เมื่อเธอทั้งหลายเลิกแทรกแซงในจิตในใจตนแล้ว มายาการทั้งหลายแห่งจิตก็จะหมดอำนาจลง
ค่อยๆจางคลายลง ค่อยสิ้นฤทธิ์เดชลงเอง
เมื่อนั้น เธอทั้งหลายก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งถึงความเป็นจริงที่อยู่ภายใต้มายาแห่งการปรุงแต่งที่ปิดบังเธอมาโดยตลอด
แล้วเธอก็จะพบว่า มันไม่มีใครที่สุขสบายจริง เพราะธรรมทั้งหลายที่เป็นไปของมันเองตามเหตุปัจจัยชั่วครั้งชั่วคราว
มันไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จกับอะไรจริง เพราะธรรมทั้งหลายที่เป็นไปของมันเองตามเหตุปัจจัยชั่วครั้งชั่วคราว
มันไม่มีใครจบอะไรจริง เพราะธรรมทั้งหลายที่เป็นไปของมันเองตามเหตุปัจจัยชั่วครั้งชั่วคราว
มันไม่มีใครบรรลุอะไรจริง เพราะธรรมทั้งหลายที่เป็นไปของมันเองตามเหตุปัจจัยชั่วครั้งชั่วคราว
และที่สุดแล้วเธอก็จะตระหนักว่า แม้กระทั่งสิ่งที่เธอรู้ เธอเห็นนั้น ก็เป็นเพียงมายาที่ใช้อาศัยชั่วคราวในโลกแห่งมายานี้
นี่เองคือสัจธรรมความเป็นจริงอันสูงสุด
เป็นความจริงที่ไม่มีอะไรจริงแม้แต่อย่างเดียว
เป็นความจริงที่แม้แต่ความจริงเองก็เป็นมายายึดไม่ได้เช่นกัน
แล้วเธอจะเอาอะไรมาภูมิใจ ดีใจ ยึดติดจนเกิดเป็นทิฏฐิมานะได้อีก

เมื่อแจ่มแจ้งในความเป็นจริงที่ไร้สมมติรองรับเช่นนี้แล้ว
เธอก็จะหลุดพ้นจากมายาสมมติแห่งธรรมทั้งหลายอันหมุนเวียนไปไร้จุดจบเสียเอง
เลิกแสวงหาจุดจบในสิ่งต่างๆที่ไม่เคยมีจุดเริ่มหรือจุดจบตั้งแต่แรกเสียเอง
เลิกหลงทำภารกิจที่จะจบให้กับตัวเองเสียเอง เพราะมันไม่มีอะไรที่จะจบได้นอกจากจบตัวมันเองเสีย
และเลิกคาดหวังตั้งเอากับสิ่งเป็นมายาชั่วคราว หรือแม้กระทั่งสมมติที่เรียกว่าความเป็นจริงเสียเอง

นี่เองคือการยุติในท่ามกลางสรรพสิ่งที่ไร้จุดเริ่มและจุดจบ
นี่เองที่เรียกว่าอิสรภาพจากใจตน อิสรภาพจากสรรพสิ่งทั้งหลาย
อิสระจากเงื่อนไขบนมายาทั้งหลายที่ยึดไม่ได้จริงเลยแม้แต่อย่างเดียว







No comments:

Post a Comment