Tuesday, January 19, 2016

จิต (ภาคพิสดาร)

Updated: ช่วงนี้แม่ผมยังต้องไปฟอกไตอยู่นะครับ เลยไม่ค่อยมีเวลามานั่งเขียน ว่าจะลองแพทย์ทางเลือกดู อีกทั้งยังมีการออกไปโปรดนอกสถานที่บ่อยและรับสายจำนวนมาก ทำให้แต่ละบทความกว่าจะออกมาได้ก็ใช้เวลานานพอสมควรเลยครับ
------------------------------------
เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผมได้เดินผ่านวัดแห่งหนึ่งที่อยู่ซอยหลังบ้านแม่ผมแล้วได้ยินเสียงสวดมนต์ดังมาจากอุโบสถ แต่ในขณะที่ได้ยินเสียงนั้น ก็สามารถสัมผัสได้ถึงเวทนาของพระผู้สวด ความง่วงซึมจมแช่ ความปฏิฆะขัดเคือง พลังตบะ พลังฌานปะปนขี่ไปกับคลื่นจิตที่ส่งกระแสไปสู่ผู้ฟังเสียงสวดนั้น ก็ถึงได้เข้าใจว่า ทำไมเวลาเรานั่งฟังพระสวดถึงได้ง่วงหลับบ้าง ปวดเมื่อยบ้าง ฟุ้งซ่านบ้าง มันเป็นเพราะพลังงานเหนี่ยวนำที่แทรกแซงเข้ามาเหล่านี้นี่เอง

โดยธรรมชาติของจิตแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นเวลาจะไปรู้สิ่งไหน ก็จะส่งเป็นคลื่นความสั่นสะเทือนออกไปตกกระทบกับสิ่งที่ถูกรู้แล้วสะท้อนกลับมาที่มโนธาตุ จิตก็จะรับรู้และปรุงแต่งตามสมมตินั้นๆ คลื่นที่ส่งออกไปนั้น เป็นทั้งการรู้และสัญญาไปด้วยพร้อมๆกัน คลื่นจิตเมื่อไปตกกระทบที่ใด ก็จะมีพลังงานเชื่อมโยงผูกกับตรงนั้น เรียกว่ามโนกรรม และลักษณะที่ต้องมาคอยชดใช้กรรมนั้นๆ เรียกว่า เวร แบบที่ชอบพูดกันว่าเวรกรรมนี่ก็คือ การมีเวรที่ต้องมาชดใช้กรรมนั่นเอง ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงการอยู่คอยเฝ้าในสังสารวัฏเพื่อชดใช้กรรมของสรรพสัตว์ทั้งหลาย

กล่าวกันถึงในระดับพลังงานเอง เมื่อคลื่นจิตไปกระทบ หรือไปยึด หรือทำปฏิกิริยากับสิ่งไหนก็ตาม พลังงานตรงจุดกระทบนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามคลื่นจิตที่ไปกระทบไปสัมผัส ทำให้เกิดอัตตลักษณ์เชิงพลังงานเฉพาะตัวขึ้น เป็นการผูกกรรมกับสิ่งนั้นๆ(อันนี้เรียกว่ากรรมใครกรรมมัน) ความเฉพาะตัวของกรรมนี้เองจะผูกกับความถี่เฉพาะตัวของคลื่นจิตเรา ทำให้กรรมนั้นๆเป็นกรรมของเรา ตามติดไปทุกภพทุกชาติทุกหนทุกแห่งจนกว่าจะชดใช้จนหมด ซึ่งคนอื่นก็จะชดใช้แทนไม่ได้เลย ส่วนจุดที่กระทบนั้นคือเจตสิกที่เกิดขึ้น (อณูของไอหมอกแห่งอุปาทานในภาพถ่ายออร่า) และเป็น ภพ หรือจุดเกิดเหตุแห่งกรรม ที่ต้องวนกลับมาใช้ ณ จุดนั้นๆ หรือภพภูมินั้นๆ ชาติ คือความยาวนานที่ต้องชดใช้วิบากตรงนั้นให้หมด ชรา คือความเสื่อมไปแห่งวิบากกรรม มรณะ คือ ความหมดไปแห่งวิบากกรรมนั้นๆ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า พอมรณะหรือตายแล้วจะหมดกรรมไม่ต้องมาเกิดอีกนะครับ มันเป็นเพียงหมดวาระหรือกรณีกรรมเฉพาะช่วงนั้นๆเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าจะพ้นจากสังสารวัฏได้ก็ต้องบรรลุธรรมเท่านั้น

ด้วยเหตุที่จิตของสรรพสัตว์นั้นเกิดขึ้นเพราะไปอุปาทานเอาบางสิ่งบางอย่าง เวลารังสีจิต(Aura)มันปรากฎออกมา จึงมีทั้งสีของรังสีจิตนั้น กับความขุ่นมัวและทึบแสงของกลุ่มหมอกอุปาทานจิตที่ฟุ้งกระจายอยู่รอบๆตัว อันเกิดจากอุปาทานอณูเล็กๆที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะจิต ลักษณะของการกระจายตัวของหมอกอุปาทานที่ปกคลุมกายในภาพถ่ายออร่าจะแตกต่างกันออกไป แต่โดยรวมแล้วคืออุปาทานเหมือนกัน (ส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณศีรษะเพราะความคิดจะเกิดในบริเวณนี้) อย่างเวลาจริงจัง รังสีจิตจะออกสีแดง พลังตบะฌานจะเป็นสีเขียว พลังสมาธิจะเป็นสีน้ำเงิน คนที่กำลังเครียดและทุกข์หนัก จะเป็นสีดำ สีเหลืองนี่คือจิตที่มีเมตตา คนที่เริ่มสว่าง จิตเริ่มไม่อะไรกับอะไรมากขึ้นจะกลายเป็นสีขาว และหมอกของอุปาทานจิตจะจางลง กลายเป็นรังสีที่ใสสว่างขึ้นในที่สุด

ซึ่งอุปาทานจิตตรงนี้เองที่ก่อให้เกิดเวทนา เกิดปฏิฆะ เกิดนิวรณ์ เกิดกิเลสตัณหาขึ้น ถ้ามันไปกระทบกับใคร ก็จะเกิดการเหนี่ยวนำอุปาทานจิตกับผู้อื่น ยิ่งคนๆนั้นมีกำลังอุปาทานมาก เวลาส่ง่คลื่นกระแสจิตออกไป มันจะไปกระทบแรงมาก บางคนมีกำลังจิตมากก็เอาไปใช้ในทางที่ผิด เช่นเอาไปใช้เพื่อหาประโยชน์จากการทรงเจ้าเข้าผีบ้าง อวดอุตริเพื่อเอาชื่อเสียงเงินทองบ้าง ใช้ไปทำร้ายทำลายคนอื่นบ้าง สังเกตได้ที่เวลาเราคุยกับใครบางคน แล้วถ้าเขาเพ่งเรามากๆเราจะปวดหัว คุยกับพระบางรูปนี่พลังตบะฌานกดเราเสียจนง่วงมากๆโดยไม่รู้สาเหตุ หรืออย่างเวลาไปอยู่ในกลุ่มม็อบ กระแสอุปาทานจิตขนาดใหญ่จะถูกชักจูงไปในทางเดียวกันโดยง่ายๆทั้งๆที่บางคนก็ไม่ได้บ้าอุดมการณ์อะไรมาก แต่ก็ถูกกระแสอุปาทานหมู่ลากไปจนได้

จวบจนเมื่อบรรลุธรรมแล้ว หมอกของอุปาทานก็จะลดจางลงตามลำดับของอุปาทานที่ก่อให้เกิดภพเกิดชาติในจิต ค่อยๆใสและสว่างขาวขึ้น ซึ่งถ้าบรรลุอรหันต์แล้ว รังสีจิตจะไม่มีหมอกอุปาทาน มาปกคลุมเลย แต่จะเป็นรังสีสีทองสว่างใส ไม่ขุ่นมัว เรียกว่าหมดอุปาทานจิตแล้ว จิตไม่เกาะกับอะไรให้เกิดเจตสิกเกิดภพเกิดชาติกลายเป็นความขุ่นมัวขึ้นมาปกปิดความสว่างของจิตอีก

ปกติระดับพระอรหันต์ขึ้นไปนั้น ท่านจะดับว่างนะครับ คือไม่ปรากฎมีขึ้นในสังสารวัฏ ไร้ตัวไร้ตน ในท่ามกลางสรรพสิ่งทั้งหลาย แต่พอดำริจิตขึ้นมาก็จะสว่างไสว เจิดจ้า จนจิตญาณทั้งหลายสัมผัสถึงอานุภาพความคลี่คลายสว่างไสวนั้นได้ ก็จะเข้ามารุมขอส่วนบุญบารมี นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ จึงสอนให้ลูกศิษย์ทุกคนรู้จักอุทิศบารมีออกไป ด้วยการหยาดน้ำบ้าง โสบ้าง พาจิตญาณทั้งหลายขอขมากรรมบ้าง ช่วยกันคลี่คลายสังสารวัฏโดยรวม

ปกติจิตของปุถุชนทั่วไปนั้น จะขมุกขมัวไปด้วยหมอกของอุปาทาน ความคิดปรุงแต่ง ความฟุ้งซ่าน ทำให้จิตไม่มีกำลัง ต้องจมแช่อยู่ในสภาวะต่างๆที่ปกคลุมจิตอยู่ เหมือนแช่อยู่ในปลักโคลน แต่พออุทิศบารมีบ่อยๆ หยาดน้ำบ่อยๆ โสบ่อยๆ อุปาทานจิตนั้นจะคลายออก หมอกแห่งอุปาทานจะจางลง จิตจะเริ่มใสสว่างและมีกำลังมากขึ้น ดังนั้นคนที่โสแล้วไม่ค่อยมีอานุภาพ หยาดน้ำหรืออโหสิแล้วไม่ค่อยมีอานุภาพ ก็ควรจะอุทิศบารมีออกไปบ่อยๆ จิตก็จะโพล่งออกจากความขมุกขมัวขึ้นเอง เป็นการล้างและคลี่คลายตัวเองไปพร้อมๆกับการอุทิศบารมีโปรดสัตว์ด้วย

บางคนเวลาขอขมากรรมก็ขอเอา คืออยากคลายจัด อยากหลุดพ้นจัด ไม่ได้ขอขมากรรมแบบสำนึกหมดจิตหมดใจ ซึ่งมันจะปลงจะวางของมันเอง จิตก็จะมีอุปาทานซ้อนอยู่ ด้วยความคาดหวังผลของการขอขมากรรม ทำให้จิตมันขมุกขมัวเหมือนเดิม ไม่สว่างออกคลายออก มีแต่ตัณหาที่พุ่งออกไปชนโน่นชนนี่ตามความคาดหวัง การขอขมากรรมในลักษณะนึ้จึงไม่คลี่คลายและไม่ได้ผลในที่สุด หลายคนขอขมากรรมแบบนี้เป็นปี โทรมาถามว่าทำไมไม่ค่อยคลาย ก็นี่ไง มันเอาคลาย มันก็เลยไม่คลายจากตัวที่ไปตั้งเอาในการคลายกลายเป็นติดขัดอยู่กับตัณหาอยากคลาย ซึ่งก็เหมือนกับการหยาดน้ำ หรือการโสอุทิศบารมีเช่นกัน ถ้ายังหยาดน้ำเพื่อคาดหวังว่ามันจะคลาย จะโปร่งจะโล่งจะเบา คาดหวังว่าบารมีนี้จะได้กับจิตญาณนั้นนี้ แบบนี้จิตก็จะมีตัณหาพุ่งออกไปกระทบกับสรรพสิ่ง กระทบกับดวงจิตอื่นตลอด อานุภาพจึงไม่สามารส่งผ่านออกไปได้ อันนี้คือเหตุที่ทำไมหลายคนโสแล้วไม่ออก โสแล้วไม่คลาย หยาดน้ำแล้วไม่เวิร์ค เนี่ยก็เกิดจากความคาดหวังตั้งเอาอันเป็นอุปาทานทั้งนั้น

ผู้ที่สว่างไสวแล้วนั้น เวลาโสออกไปมันจะโพล่งออกไปเอง คือจริงๆนี่โพล่งอยู่แล้วแต่ต้องดำริจิตขึ้นมาเพื่อส่งอานุภาพออกไป หรือเวลาหยาดน้ำ อานุภาพที่ส่งจากองค์มหาบารมีผ่านจิตเราลงน้ำไปให้จิตญาณต่างๆก็จะไม่ติดขัด เหมือนท่อน้ำที่โล่งสะอาดไม่มีตะกรันเกาะในผนังท่อหรือมีสิ่งอุดขวางทางน้ำ ไม่มีคลื่นรบกวน หรือคลื่นแทรก ไม่มีสิ่งที่มาบดบังความสว่างไสวแห่งจิต พอจะส่งอานุภาพออกไป อานุภาพนั้นก็จะแผ่ไปได้อย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ มีพลังและอานุภาพมาก อานุภาพแห่งพระสัจธรรมนี้ ยังมีอยู่ในสื่อพระสัจธรรมต่างๆ ทำให้คนฟังคนอ่านคนดูก็พลอยได้รับอานุภาพแห่งความคลี่คลายที่อยู่ในสื่อตามไปด้วย

ผู้ที่ฝึกพลังจิตด้วยตบะ ฌาน ญาณ สมาธินั้น ไม่ใช่มีพลังจิตสูงนะครับ แต่เป็นพลังอุปาทานในจิตสูง พลังแบบนี้รังแต่จะสร้างกรรม เพราะกำลังอุปาทานสูงมันก็จะเกิดการชน การกระทบกระทั่งง่ายและมากขึ้น ก่อให้เกิดความอหังการ ความหลงในพลังจิตนั้นอย่างง่ายดาย

ส่วนผู้ที่บรรลุแล้ว รังสีจิตจะกระจ่างใส มีอานุภาพในการทะลุทะลวง ถ้าแผ่เมตตาออกไป ก็จะส่งออกไปได้กว้างไกล ถ้าจะพาดวงจิตอื่นขอขมากรรม ก็จะคลี่คลายให้ดวงจิตอื่นที่มาร่วมขอขมากรรมได้โดยง่าย หรือแค่ดำริโสออกไปนี่ก็คลี่คลายจากที่ติดขัดได้ทันที หลวงพ่อท่านเคยพูดไว้ประมาณว่า พระอรหันต์กับปุถุชนเวลาสวดโพชฌังคปริตรนั้นอานุภาพแตกต่างกันมาก คือถ้าระดับพระอรหันต์ขึ้นไปเป็นผู้สวด พระสูตรนี้ก็จะมีอานุภาพในการรักษาโรคได้ นี่ก็เพราะเรื่องอานุภาพของจิตโดยตรง ปุถุชนนั้นมีคลื่นแทรกในจิตมาก จิตขมุกขมัวไม่มีอานุภาพที่จะโพล่งออกจากการปกคลุมทางจิต เวลาสวดพระสูตรออกมาก็มีแต่เวทนา มีแต่ตัณหาที่อยากจะให้คนฟังหายจากโรค ไม่สามารถส่งผ่านอานุภาพของพระสูตรออกไปพร้อมกับอานุภาพความสว่างไสวได้

การที่จิตเดิมมันใสสว่างอยู่แล้ว เจิดจรัสประภัสสรอยู่แล้วนี่เอง ก็ไม่ต้องไปอุปาทานหรือไปยึดสิ่งต่างๆเอาเป็นเงื่อนไข ให้เกิดความขุ่นหมองในจิตในใจอีก ความขมุกขมัวมืดมนที่ปกคลุมจิตอยู่จะจางคลายหายไปเอง เข้าไปปฏิบัติเอาทำเอาไม่ได้ เพราะจิตก็จะถูกปกคลุมด้วยอุปาทานในการปฏิบัติอีก ต้องปล่อยให้มันเป็นไปเอง โดยไม่แทรกแซงใดๆกับจิต แล้วจิตเดิมที่สว่างอยู่แล้วจะเปล่งรังสีความสว่างไสวออกมาเอง ไม่ใช่ไปพยายามจะกำจัดความคลุมเครือของจิต ให้เกิดเป็นความคลุมเครืออย่างใหม่ขึ้นมาอีก อย่างนี้ก็มืดมนไม่รู้จบ แล้วจิตเดิมที่สว่างอยู่แล้ว(นิพพานอยู่แล้ว) จะคลายออกจากโมหะตัณหาได้ยังไง

ก็นี่แหละครับ ไม่ต้องไปทำอะไรหรือเข้าไปแทรกแซงจิตอีก เดี๋ยวอานุภาพจิตก็จะค่อยๆมากขึ้นเอง

No comments:

Post a Comment