Friday, December 18, 2015

เลิกทัก

ช่วงที่ผ่านมามีหลายท่านโทรมาหาผม ทั้งจากในวัด(ร่มโพธิธรรม)หรือจากข้างนอกวัด มีทั้งพระ ทั้งแม่ชี และฆราวาส ทุกกรณีจะโดนเหมือนกันหมด คืออยู่ดีๆก็โดนคนที่วัดเข้ามาทักโน่นทักนี่ ในเฟสบ้าง เดินเข้ามาสอนพระสัจธรรมดื้อๆ "โดยไม่มีเหตุ" ให้สะท้อนล้างบ้าง เอาเรื่องอจิณไตยมาทักทายโดยเจตนาไม่บริสุทธิ์บ้าง จนการถ่ายทอดสัจธรรมนั้นกลายเป็นการสร้างอุปาทานให้คนที่ถูกทักไปเสียได้ แล้วก็ต้องมาเสียเวลานั่งล้างกันอีก

เลิกเสียเถอะครับการสร้างอุปาทานแบบนี้

การถ่ายทอดสัจธรรมนั้น จะกลายเป็นการสร้างอุปาทานก็ต่อเมื่อ มัน "ไม่มีเหตุ" ให้สะท้อนดับแต่ดันไปสร้างเหตุเพื่อโปรดขึ้นมาเสียดื้อๆ ซึ่งไอ้เหตุที่สร้างขึ้นเพื่อโปรดนี่ ก็เกิดจากโมหะตัณหาความอยากโปรด ดำริขึ้นท่ามกลางที่มันไม่มีอะไรติดขัดข้องคาอยู่แล้ว เป็นเนื้อหาแปลกปลอม คือหลงนึกหลงคิดเอาเองว่า คนนั้นคนนี้ติด ทั้งๆที่เขาไม่ได้น้อมมา ไม่ได้ถามขึ้นเอง หรือไม่ได้ติดขัดอะไรจริงๆ

บางคนที่เขาไม่ได้ติดขัดข้องคาอะไร ก็ดันไปให้สัจธรรมเขาซะงั้น จนทำให้เขารู้สึก เอ๊ะ นี่เราเป็นแบบนั้นแบบนี้อย่างที่เขาว่าจริงหรือเปล่า แบบนี้จะกลายเป็นการสร้างความติดขัดข้องคาให้เขาขึ้นมาได้ ส่วนตัวคนที่เดินเข้ามาพูดสัจธรรมทิ้งไว้แล้วก็เดินผ่านไปนั้น ไม่รู้หรอกว่าได้ทิ้งอุปาทานให้คนอื่นค้างคากับคำพูดตัวเองเสียแล้ว เป็นกรรมปิดกั้นปิดบังไปเสียแล้ว
 สะท้อนสัจธรรมแล้วได้เวรกรรมก็มาจากความอยากโปรดประมาณนี้เอง

พระสัจธรรมจริงๆนั้น ไม่ใช่คำพูด ไม่ใช่บทความ ไม่ใช่เทศนาธรรม ไม่ใช่คำสอน สิ่งเหล่านี้เป็นสมมติธรรม เป็นสื่อที่นำพาให้คนฟังคนอ่าน "ว่าง" หรือ "ไร้" หรือ "ดับ" หรือ "ตรงต่อพระสัจธรรม" เสียเอง ซึ่งที่ดับว่างนั้นแหละคือ เนื้อหาจริงๆของพระสัจธรรม

และโดยความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ว่าทุกคนจะพูดสัจธรรมแล้วจะพาคนฟังให้ตรงต่อพระสัจธรรมได้หมด อันนี้เป็นเรื่องของอธิวาสนาบารมี เป็นเรื่องของปฏิสัมภิทาญาณ ความแตกฉานในพระสัจธรรม ซึ่งไม่ได้มีกันทุกคน เหตุนี้เองหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านจึงประทานวิธีอุทิศบารมีอย่างเช่นการ "โส" มาให้ นอกจากนั้นก็มี การหยาดน้ำ การขอขมากรรม อโหสิกรรมมาให้เพื่อใช้ในการโปรดสัตว์ ไม่ต้องใช้การพูดสัจธรรมอย่างเดียว ซึ่งการพูดพระสัจธรรมนั้นเป็นเพียงหนึ่งในวิธีการหลากหลายที่ใช้โปรดสัตว์เท่านั้น ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการโปรดสัตว์ เพียงแต่มันจำเป็นสำหรับบางหมู่เหล่าในบางเวลาบางโอกาสเท่านั้น อย่าเอามาเป็นประมาณว่ามันเท่ มันทำให้ดูดีมีภูมิ ทำให้น่าเคารพนับถือ มีคนนับหน้าถือตา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เนื้อหาเลยแม้แต่น้อย

บางท่านไม่เคยพูดพระสัจธรรม แต่พาผู้คน พาจิตญาณขอขมากรรม ไปที่ไหนก็หยาดน้ำ ไปโสอุทิศบารมีให้ จนคลี่คลาย เลื่อนชั้นภูมิกันมากมาย หลุดพ้นไปก็มากมาย เพียงแต่ไม่มีใครรับรู้เพราะเป็นภาคทิพย์ที่มองไม่เห็น นี่ก็คือการโปรดสัตว์เหมือนกัน ซึ่งไม่เห็นจะต้องใช้คำพูดอะไรมากมายเลย บางท่านเหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ไปไหนก็คลี่คลาย คนรอบข้างก็คลี่คลาย เพียงแค่แอบโสอยู่ในใจเท่านั้น ไม่มีใครรับรู้เลย แต่ก็คลี่คลายกันอย่างไร้ร่องรอยไป ไม่ต้องเอาเครดิตอะไร

มีบางท่านติดต่อผมเข้ามา จะให้ดูสภาวะ ประมาณว่า ช่วยดูหน่อยว่าติดขัดอะไร สภาวะเป็นยังไง อันนี้ก็เกินไปนิด ผมไม่ใช่หมอดูญาณทิพย์ เพราะญาณเหล่านี้ไปตั้งดูตั้งรู้ไม่ได้ มันรู้เอง ไม่รู้ก็ของมันเอง แล้วก็ไม่ได้รู้หมดทุกเรื่อง หรือสามารถย้อนกลับไปไกลๆในอดีตแล้วมาเล่าให้ฟังได้ มันแค่รู้วิบากเฉพาะหน้าแล้วก็จะบอกให้ไปขอขมากรรมให้ตรงกับประเด็นกรรมตรงนั้นไป แต่มาถามตรงๆแบบนี้ก็นั่นแหละ ตัณหาความอยากดี อยากหลุดพ้น ก็ไปขอขมากรรมตรงนั้นก็แล้วกัน

จริงๆสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องถามครับ ก็ขอขมากรรมไปเรื่อยๆ บ่อยๆ ติดขัดตรงไหนก็ขอขมากรรมเกี่ยวกับกรณีกรรมนั้นๆไป เพราะถ้าจะให้สาธยายกรรมที่เคยทำมาทั้งหมดของแต่ละครับ คงไม่ต้องทำอะไรกันแล้วครับ ก็แค่ขอขมากรรมรวมๆไป ขอขมากรรมเฉพาะเจาะจงสำหรับวิบากกรรมเฉพาะหน้าบ้าง เดี๋ยวมันก็คลายของมันเอง ไม่ต้องไปพยายามจะล่วงรู้กรรมเก่ามากเกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นโมหะตัณหาอุปาทานดิ้นรนพยายามจะแก้มันให้หมดอีก

และแม้ว่าท่านไหนจะมีญาณจริง แต่ก็ไม่ควรจะทำนายทายทักไปเสียหมดทุกคนนะครับ ซึ่งถ้ามีญาณ ก็ควรจะล่วงรู้ด้วยว่า คนไหนพูดได้ คนไหนไม่ควรพูด หรืออาจจะต้องพูดไปอีกแบบหนึ่งไม่ให้เกิดอุปาทานความยึดติด หรือพูดเมื่อคนฟังน้อมเข้ามาเท่านั้น แต่ที่สำคัญคืออย่าสร้างอุปาทานใหม่ๆขึ้น อันนี้เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะบางทีไปรู้ของเขาแต่เขาไม่น้อมอาจจะโดนหาว่าเสือก หรือไปรู้ของเขา แต่เขาไม่เปิดใจรับฟัง มันก็จะเป็นกรรมปิดกั้นปิดบังกันอีก เหตุนี้เอง ถึงบอกว่า อย่าถามผู้โปรดทั้งหลายเพื่อให้ใช้ญาณส่องเลย เพราะที่ถามมา นั่นก็เตรียมจะอุปาทานแล้วไง ก็ต้องล้างทิ้งกันอีก ระบบของพระสัจธรรมไม่ส่งเสริมเรื่องอุปาทานนะครับ ยกเว้นแต่สรรพสัตว์จะเกิดอุปาทานขึ้นมาเอง ก็ต้องช่วยกันล้างไป

ญาณเหล่านี้ก็ควรใช้แต่พอเหมาะพอดีเท่าที่จำเป็น ถ้าใช้มากไปเดี๋ยวจะแห่กันมาขอหวย ขอให้ช่วยเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล รดน้ำมนต์ อาบน้ำมนต์ ไล่ผี ทำคุณไสย ติดต่อญาติที่ตายไปแล้ว อะไรไปโน่นเลย มันก็จะกลายเป็นพาคนให้ห่างออกจากพระสัจธรรมมากขึ้นอีก ตัวเองก็จะหลงไปเองเสียด้วยพร้อมๆกัน

ดังนั้นก็เลิกสนองตัณหาของสรรพสัตว์ทั้งหลายเสีย พาจบพาดับอย่างเดียวดีที่สุดแล้ว

กรรมทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดจากการเผยแพร่พระสัจธรรมอย่างไม่เหมาะไม่ควร กลับก่อให้เกิดโมหะตัณหาอุปาทานอย่างผิดๆในหมู่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ขอองค์มหาบารมีทรงเป็นประธาน ยกโทษและอโหสิกรรม ให้แก่หมู่เหล่าข้าพเจ้าทั้งหลาย นับตั้งแต่กาลบัดนี้เป็นต้นไปด้วยเทอญ

อโหสิ อโหสิ อโหสิ
โส โส โส

No comments:

Post a Comment