Wednesday, December 2, 2015

การขอขมากรรมไม่ใช่การแก้กรรม(ภาคพิสดาร)

มีความเข้าใจผิดอยู่พอสมควรเกี่ยวกับการขอขมากรรม บางคนได้ยินเรื่องการขอขมากรรมก็ตีขลุมไปว่าเป็นการแก้กรรม แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ครับ

แม้ว่าในเว็บ rombodhidharma.net จะมีบทขอขมากรรมอยู่เยอะและหลากหลายมาก จนทำให้หลายคนนึกว่าวัดร่มโพธิธรรมเป็นลัทธิแก้กรรม แต่จริงๆมันก็ไม่ใช่การแก้กรรมอย่างที่เข้าใจกันผิดๆ คือก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าการแก้กรรมที่ หลายสำนักทำกันนั้น เป็นการแก้กรรมด้วยวิธีการที่แปลกประหลาดพิสดาร ซึ่งว่ากันตรงๆ มันเป็นกรรมใหม่มากกว่าไปแก้กรรมเก่า ส่วนที่อาจจะแก้ได้ผลขึ้นมามันก็เป็นเรื่องอจิณไตยเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจ และมันอาจจะมีผลกรรมพ่วงมาด้วยจากการแก้กรรมนั้นในภายหลัง ก็ไม่ขอพูดดีกว่า

การขอขมากรรมหรืออโหสิกรรมนั้น เป็นการ "ชดใช้หนี้กรรม" ด้วยบุญบารมี อธิวาสนาบารมีที่มีสั่งสมมา โดยน้อมองค์มหาบารมีทรงเป็นประธานในการขอขมากรรม เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนกับ เราไปติดหนี้คนอื่นเอาไว้ เจ้าหนี้ตามทวงแต่เราก็ไม่อยากจะใช้หนี้ คือไม่มีใครอยากจะลำบากใช้หนี้หรอก แต่ทำไว้ก็ต้องชดใช้ไง พอเจอทวงมากๆเข้าก็ทุกข์ทรมาน เวทนาจัด และเริ่มรู้จักเรื่องทุกข์จนต้องร้องขอความช่วยเหลือ คนที่มีอธิวาสนาบารมี ถึงคราวถึงวาระของตน ก็จะได้มาเจอพระสัจธรรมและได้มาขอขมากรรม การขอขมากรรมจึงเหมือนการเจรจาชดใช้หนี้เวรหนี้กรรม โดยมี "ผู้ใหญ่" คือองค์มหาบารมีทั้งหลาย นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระมหาพุทธะ พระมหาโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ พระปัจเจกพุทธะ พระมหาปัจเจกพุทธะ พระอรหันต์ พระมหาอรหันต์ พระอริยเจ้า อริยสงฆ์ทั้งหลาย ฯลฯ มาเป็นประธานในการเจรจาชดใช้หนี้เวรหนี้กรรม

ที่ต้องน้อมองค์มหาบารมีก็เพราะ พระองค์ท่านนั้นมีบารมีเชื่อมโยงกับสรรพสัตว์ทั้งหลายในสังสารวัฏเรียกว่าแทบจะทุกดวงจิต แม้จะไม่ได้สัมพันธ์กัน แต่ท่านก็สามารถเชื่อมโยงผ่านองค์มหาบารมีอื่นที่สัมพันธ์กับท่านได้ ท่านก็จะเชื่อมโยงคู่กรณีกรรมหรือเจ้ากรรมนายเวรมาให้ ขอขมากรรมกัน ขออโหสิกรรมต่อกันจนได้ในที่สุด เรียกว่าหนีท่านไม่พ้นอย่างแน่นอน

ถามว่าแล้วคู่กรณีกรรมจะยอมหรือ?

ถ้าเป็นกรรมที่ไม่หนักมากมักจะยอมตั้งแต่ในครั้งแรกครับ บ้างก็ชดใช้ อโหสิกันตั้งแต่ครั้งแรก แต่ถ้ากรรมหนักมากๆ สะสมมานาน แค้นกันข้ามพุทธันดร เจ้าของวิบากก็ต้องรับกรรมไปบ้างบางส่วน ซึ่งการขอขมากรรมก็จะช่วยบรรเทาวิบากที่จะต้องรับ ได้เยอะพอสมควร

ทำไมคู่กรณีกรรมถึงยอมล่ะ?

อันนี้ก็ขอตอบในเชิงพลังงานก็แล้วกันนะครับ เผื่อใครจะหาว่างมงายหรือบางคนอาจจะแย้งว่าเรื่องเจ้ากรรมนายเวรไม่มีในพระไตรปิฎก

คู่กรณีกรรมทั้งสองฝั่งนั้น เหมือนสองขั้วของพลังงานที่รวมกันแล้วได้ผลลัพธ์เป็นศูนย์พอดี เพราะพลังงานกรรมแรกนั้นเกิดจากการกระทำที่มีตัวกระทำ พอมีผู้ได้รับผลของการกระทำนั้น กรรมที่กระทำลงไปจะมีการสะท้อนกลับ 100% เพื่อคืนสู่ source หรือแหล่งกำเนิดกรรมนั้นๆ ซึ่งผลลัพธ์ของการรวมพลังงาน ก็คือพลังงานนั้นๆจะกลับคืนสู่สุญญตา หรือหมดจากความเป็นกรรม กลับคืนเป็นพลังงานตามธรรมชาติที่ไม่มีเจตนากำกับ(คือไร้ทั้งทิศทางและเป้าหมาย) แต่ทีนี้พอสรรพสัตว์ทั้งหลายมีโมหะปิดบังความเป็นจริงนี้ ก็เลยกลายเป็นการตอบโต้กรรม สะท้อนกันไปสะท้อนกันมาหลายภพหลายชาติไม่ยอมยุติ ในรูปของความอาฆาตแค้นบ้าง ในรูปของความห่วงหวง อาลัยอาวรณ์บ้าง แล้วแต่ลักษณะกรรม
จากหนังเรื่อง The Matrix ภาค 3: การสู้กันครั้งสุดท้ายที่ Agent Smith(ขวา) ไม่รู้เลยว่าจะสู้ไปทำไม ขณะที่ Neo รู้แล้วว่าสุดท้ายก็ต้อง Neutralized(ต้องชดใช้) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นคู่กรณีกรรมซึ่งกันและกันมา แต่ของเราไม่ต้องขนาดนี้นะ ยอมและอโหสิกรรมต่อกันก็โอเคแล้ว
เมื่อคู่กรณีกรรมข้างใดข้างหนึ่งได้มาเจอองค์มหาบารมีซึ่งเป็นรูปธรรมชีวิตชั้นสูงที่เชื่อมโยงกับสรรพสัตว์ผ่านทางบารมีที่เคยสร้างเอาไว้ โดยการเป็นผู้ให้ผู้สละอย่างยาวนานเมื่อครั้งก่อนที่จะลงมาประกาศพระสัจธรรมเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านสามารถเชื่อมโยงกับสรรพสัตว์ได้จำนวนมาก เป็นเหตุที่ท่านสร้างไว้เพื่อมาโปรดทีหลัง ซึ่งโดยธรรมชาติของสรรพสัตว์แล้วก็มักจะยอมเปิดใจต่อผู้ให้ง่ายกว่าเพราะเคยมีบุญร่วมกัน เคยเกื้อกูลกันมา

แต่องค์มหาบารมีนั้น ปกติแล้วท่านจะไม่มีปรากฎในสังสารวัฏนี้ ท่านจะอยู่นอกเหนือ 31 ภพภูมิ เป็นอีกมิติหนึ่งที่พ้นไปจากการเกิดแก่เจ็บตาย นอกจากท่านจะดำริหรืออุปโลกน์จิตลงมาในสังสารวัฏเพื่อโปรดสัตว์ ซึ่งเมื่อท่านดำริลงมาโปรดแล้ว ท่านจะเป็นจุดเชื่อมต่อของอานุภาพแห่งสุญญตา หรือนิพพาน เรียกว่าท่านคือ Neutralizer หรือ พลังงานที่ทำให้พลังงานอื่นๆเป็นกลางทั้งหมด ซึ่งเมื่อมีสรรพสัตว์น้อมถึงท่านผ่านการขอขมากรรม ท่านก็สามารถเชื่อมบารมีลงมาเป็นตัวกลางให้ทั้งสองฝ่ายอโหสิกรรมต่อกันและกัน คือคืนคลายสู่ความเป็นพลังงานดั้งเดิมเสียโดยดีโดยไม่มีการดิ้นหนีดิ้นสู้อีก ซึ่งท่านจะเชื่อมโยงสรรพสัตว์ในเครือข่ายของท่านได้หมด หรือถ้าคู่กรณีกรรมนั้นสัมพันธ์กับองค์มหาบารมีองค์อื่น เบื้องบนก็จะเชื่อมโยงกันเองโดยอธิวาสนามหาบารมีแบบอัตโนมัติ (คือองค์มหาบารมีทุกพระองค์ล้วนมาจากมหาสุญญตาเหมือนกัน)

จุดที่สำคัญคือผู้ขอขมากรรมต้อง "น้อม" ซึ่งหมายถึงการเชื่อมโยงกับองค์มหาบารมี คือยอมรับที่จะให้องค์มหาบารมีเป็นประธาน การเปิดใจรับด้วยความสำนึกนี้จะทำให้องค์มหาบารมี สามารถใช้อานุภาพบารมีที่มีอยู่ช่วยล้างโมหะที่กำกับกรรมนั้นๆอยู่ ทำให้แรงกรรมที่จะถูกตอกย้ำไปเบื้องหน้าหมดลง จากการคลี่คลายของโมหะอวิชชา เจตนาที่จะตอบสนองหรือปัดป้องต่อวิบากนั้นๆก็จะคลายลงหมดลง หรืออ่อนแรงลง จนจิตมันยอมรับวิบากต่างๆโดยไม่ดิ้นหนี้ดิ้นสู้ คู่กรณีกรรมที่กำลังให้ผลอยู่ ก็จะได้รับอานุภาพความคลี่คลายนั้นได้จากการสัมผัสสัมพันธ์(engage) กับเจ้าของต้นทางกรรมนั้นๆ เพราะตัวตน(อันเกิดจากอุปาทานในธรรมที่เหนียวแน่น)ที่จะพุ่งไปกระทบเป้าหมายมันลดแรงกระทบลง ไร้ตัวตนไป ตรงนี้เองที่องค์มหาบารมีจะเชื่อมโยงเข้ามาสู่คู่กรณีกรรมได้ ทำให้คู่กรณีกรรมยอมน้อมเข้ามาร่วมอโหสิกรรมตาม แต่จะได้ผลคลี่คลายมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับแรงกรรมในแต่ละกรณีด้วย

การขอขมากรรมจะได้ผลเร็วยิ่งขึ้นโดยเพิ่มการประกาศสละชดใช้หนี้เวรหนี้กรรมด้วยอธิวาสนาบารมีและอานุภาพที่ตรงต่อเนื้อหาพระสัจธรรม ซึ่งจะทำให้อธิวาสนาบารมีที่เคยสัมผัสสัมพันธ์กับพระสัจธรรมหรือกับองค์มหาบารมีมานับตั้งแต่อดีตถูกเปิดออกมาเพื่อนำไปชดใช้หนี้เวรหนี้กรรมทั้งหลายอย่างรวดเร็ว ทำให้วงจรกรรมหดสั้นลงไปเรื่อยๆ โดยองค์มหาบารมีที่ทรงเป็นประธานอยู่นั้นจะใช้อานุภาพล้างหรือปลดล็อครหัสกรรม(หรืออัตตลักษณ์ของพลังงาน)ทีกำกับพลังงานกรรม(หรือบารมี)เหล่านั้นออกเสีย(ถ้ามีการยึดติดหรือห่วงหวงกำกับอยู่) และสามารถนำอธิวาสนาบารมีเหล่านั้นมาชดเชยชดใช้พลังงานวิบากกรรมที่กำลังให้ผลหรือ ที่กำลังน้อมขอขมากรรมเฉพาะหน้าตรงนั้นได้ ทำให้เกิดการชดใช้กันในภาคละเอียด(ภาคทิพย์)ที่มองไม่เห็น ไม่ต้องเอากายขันธ์มาแหน็ดเหนื่อย เจ็บปวดทรมาน เกิดเวทนาชดใช้อีก กรรมต่างๆก็จะหมดสั้นลง สลายกลายเป็นอโหสิกรรม(Neutralized)ไปในที่สุด

ก็ที่เกิดอาการโปร่งโล่งเบาในกายในใจ ว่างๆไร้ๆในจิต หลังขอขมากรรม หรืออุทิศบารมีนั่นก็คือการสลายตัวของวิบากที่ผลักดันธาตุขันธ์อยู่นั่นเอง โมหะอวิชชาที่ครอบคลุมจิตอยู่ก็จะถูกชำระล้างไปเรื่อยๆ ผัสสะอายตนะจะเบาบางลง เวทนาทางใจก็จะเบาบางและหมดไปในที่สุด

ที่ต้องล้างอัตตลักษณ์เชิงพลังงานที่กำกับพลังงานกรรมในแต่ละกรณีก่อนก็เพราะมันเหมือนกับกุญแจที่มีลักษณะเฉพาะซึ่งจะไขได้ก็ต่อเมื่อเป็นคู่กรณีกรรม(แม่กุญแจ)หรือกรรมเฉพาะกรณีนั้นๆเท่านั้น จะไม่สามารถไปชดใช้กรรมในส่วนอื่นๆได้ แต่เมื่อล้างอัตตลักษณ์ที่กำกับพลังงานกรรมทั้งหลายแล้ว พลังงานที่เหลืออยู่จากการล้างนั้นก็จะถูกนำไปชดใช้(บวกลบคูณหาร) ลบล้าง ล้างหนี้กันไปได้ ชดเชยชดใช้ต่อกรรมในส่วนอื่นๆได้ ไม่ต้องรอไปใช้กรรมในลักษณะเฉพาะกรณีเหมือนที่เคยกระทำมาตั้งแต่ต้นอีกแล้ว

และที่เจ้ากรรมนายเวรส่วนใหญ่เขายอม(จะช้าจะเร็วก็แล้วแต่ปริมาณกรรม)ก็เพราะว่า เจ้ากรรมนายเวรก็อยู่ในสภาพที่บีบคั้นกดดันในตัวเองเหมือนกันไม่ต่างจากเรา พอได้รับกระแสคลีคลาย ได้รับอานุภาพความสว่างไสวแห่งพระสัจธรรมเข้าไปจนคลี่คลายผ่อนคลายแล้ว แถมได้ชดเชยชดใช้ด้วยอธิวาสนาบารมีและอานุภาพแห่งพระสัจธรรมอีก ทำให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายตระหนักว่า สิ่งนี้ได้รับนี้ มันมากยิ่งกว่าสิ่งที่เขาจะได้จากความแค้นที่เคยสั่งสมมาทุกภพทุกชาติอีก ชนิดที่ไม่รู้ว่าจะได้แบบนี้อีกไหม เขาจึงยอมตาม คลายตาม เปรียบได้เหมือนกับการที่เราเอาเพชรนิลจินดาไปใช้หนี้กรรมราคาสิบบาทร้อยบาทนั่นแหละ มีหรือเขาจะไม่เอา แต่ก็ขึ้นอยู่กับความใสของจิตที่กำลังขอขมากรรมนั้นๆอยู่ด้วย ถ้ายังมีตัณหาตั้งเอา ความลังเลสงสัยในการขอขมากรรมอยู่ อานุภาพก็จะไม่มี การขอขมากรรมจึงไม่ได้ผล

เจ้ากรรมนายเวรของบางคนอยู่ในภพภูมิที่มืดมากๆ พอเจอพระสัจธรรมเข้าหน่อยก็ค่อยๆตื่นจากความงุนงงงัวเงีย ความที่มึนจากแรงเวทนามานาน จิตถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งนิวรณ์ธรรมทั้งหลายจนมืดไปหมด กว่าจะรู้ตัว กว่าจะรู้สำนึก็อาจจะใช้เวลานานหน่อย ต้องพาขอขมากรรม ประกาศสละ ประกาศชดใช้บ่อยๆหน่อยเพื่อให้เขามีกำลังและได้รับอานุภาพจากพระสัจธรรมบ่อยๆ เหมือนคนป่วยหนักที่ค่อยๆดีขึ้นจากการรักษานั่นเอง ดังนั้นก็อย่าไปคาดหวังว่าขอขมากรรมแล้วจะเหมือนกินยาแผนปัจจุบัน คือกินปุ๊บดีขึ้นปั๊บ หรือกินปุ๊บหายปั๊บ เพราะบางคนมันก็ทำกรรมมานานและหนักมาก มันก็ต้องรับวิบากของตัวเองไปบ้างจะได้สำนึก ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะหลงเหิมเกริมไปสร้างกรรมอีก

ในงานสนทนาธรรมที่ทาง rombodhidharma.net จัดทุกครั้งนับตั้งแต่มิถุนายน 2558 เป็นต้นมาก็จะมีผ้าไตรจีวรชุดเต็มเพื่อทำพิธีในการขอขมากรรมและพาเจ้ากรรมนายเวรตลอดจนถึงจิตญาณทั้งหลายสละบวชด้วย เพราะผ้าไตรนั้นเป็นสัญญะในการพาออกจากกรรม ออกจากความเคียดแค้น ความพยาบาท เลิกแล้วต่อกัน อโหสิให้ซึ่งกันและกัน อานุภาพอานิสงส์ของการบวชนั้นมีมาก ให้กำลังมาก โดยเฉพาะเมื่อน้อมองค์คุณเบื้องสูง องค์มหาบารมีมาเป็นประธาน ซึ่งแม้กระทั่งคนที่ร่วมขอขมากรรมเองก็จะสว่างไสวตามไปด้วย จิตก็จะสละบวชไปพร้อมๆกันในระหว่างทำพิธีนั้น เรียกว่าเป็นการบวชอยู่ภายใน บางคนภาคทิพย์สละบวชแล้ว แต่ภายนอกยังอยู่ในรูปแบบฆราวาสก็มี ส่วนจิตญาณทั้งหลายนั้น จากที่อยู่ในภพภูมิต่ำๆก็จะเลื่อนภพภูมิขึ้นมาทำให้โปรดง่ายขึ้น เวทนาน้อยลง พวกที่ไม่ต่ำมากบางทีก็พ้นอบายภูมิเลยก็มี

ดังนั้นถ้าใครมีเจ้ากรรมนายเวรเยอะหรือหนักหนามากๆ ก็ต้องให้ของทิพย์ที่มีอานุภาพอานิสงส์มากอย่างผ้าไตรจีวรเพื่อเป็นกำลังในการอโหสิกรรมหย่าศึกกับเจ้ากรรมนายเวร เรียกว่าเป็นเจ้าภาพให้เลย จะได้หมดเวรหมดกรรมซึ่งกันและกัน

บางคนกังวลว่าชดเชยชดใช้ให้อธิวาสนาบารมีแล้วกลัวมันจะหมด คือมันไม่หมดหรอกครับ ยิ่งให้ไป สละออกไป อานุภาพที่ไปล้างเจ้ากรรมนายเวรหรือสรรพสัตว์ทั้งหลายก็จะสะท้อนกลับมาเป็นอานุภาพที่ละเอียดยิ่งขึ้น มากขึ้น เป็นอานุภาพแห่งการสละที่สะท้อนกลับมาล้างตัวผู้ให้ผู้อุทิศบารมีเองอีก และสิ่งที่สะท้อนกลับมานี้จะกลายเป็นบารมีในการโปรดสัตว์ต่อๆไปอีก เป็นบารมีที่จะช่วยให้สรรพสัตว์ทั้งหลายหลุดพ้นได้ง่ายยิ่งขึ้น หลายคนเมื่อสละออก อุทิศบารมีออกไปมากๆ อานุภาพนั้นก็ยิ่งสะท้อนกลับมาจนต้องโสออกไปบ่อยๆ ไม่อย่างนั้นจะอัดอั้นอยู่ภายใน ยิ่งโสก็ยิ่งคลายยิ่งหลุดพ้นทั้งผู้ให้และผู้รับ

การขอขมากรรมนี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้คลี่คลายกรรม ลดกรรมโดยรวมของสังสารวัฏ และให้ผู้โปรดสัตว์ได้คลี่คลายกรรมเพื่อที่จะได้ทำงานโปรดสัตว์ต่อได้โดยไม่เจอวิบากมาขัดขวางมากจนเกินไปครับ

บทความสำหรับอ่านเพิ่มเติม
การหยาดน้ำ(การกรวดน้ำ)
คำว่า "โส" คืออะไร?

No comments:

Post a Comment