Friday, December 11, 2015

สักกายทิฏฐิ 101 ความจริงเบื้องต้นสำหรับโสดาบัน

update: ช่วงนี้ผมอาจจะอัพเดตเนื้อหาน้อยลงนะครับ เนื่องจากคุณแม่ป่วยหนัก เข้าโรงพยาบาลอยู่ ICU ส่วนปีหน้า กำลังพิจารณาดูว่าอาจจะหยุดเขียนบทความแล้วจะเผยแพร่ผ่าน Youtube อย่างเดียว เพราะสายตาเริ่มไม่ค่อยดีแล้ว นั่งเพ่งจ้องนานๆในการเขียนบทความก็พาลจะแย่เอา ใช้การบันทึกวิดีโอหรือ บันทึกเสียงจะง่ายกว่า และถ้าจะเลิกเขียนเมื่อไหร่ ก็จะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าครับ

---------------

บทความนี้เหมาะสำหรับผู้ที่คิดว่าตนเป็นโสดาบัน หรือบรรลุธรรมในลำดับขั้นต่างๆแล้ว เผื่อมีครูบาอาจารย์ท่านไหนไปอุปโลกน์ให้ศิษย์รักเป็นโสดาบัน จนกลายเป็นอุปาทานกันถ้วนหน้า จะได้เข้าใจความเป็นจริงให้ตรง

คือเห็นมีบางสำนักปฏิบัติสอนว่า ถ้าปฏิบัติไปจนเห็นกายใจนี้ เวทนานี้ไม่เป็นตัวตนแล้ว ก็จะได้โสดาบัน ซึ่งคำสอนเช่นนี้เกิดจากการตีความ สักกายทิฏฐิว่า หลงเห็นว่าเป็นตัวตน ซึ่งพอสอนตามพื้นฐานการตีความเช่นนี้ แนวทางการปฏิบัติก็เลยมุ่งเน้นไปที่การพิจารณาดู ใช้ปัญญาในการพิจารณาว่าสิ่งต่างๆทั้งหลายไม่ว่ากายไม่ว่าจิตนั้นล้วนไม่มีตัวตนจริง เป็นเพียงสภาวะที่เกิดและดับของมันเอง จนจิตวางจางคลายจากธรรมต่างๆที่ถูกดูถูกรู้นั้น แล้วก็จะได้โสดาบัน

ก่อนที่จะบรรลุโสดาบันนั้น ต้องเข้าใจเรื่องสักกายทิฏฐิให้ตรงเสียก่อน จะได้รู้ว่า ไอ้ที่ยกยอกันว่าบรรลุโสดาบันแล้วเนี่ย จริงไหม มันจะได้เลิกหลงเสียที

สักกายทิฏฐินั้น ไม่ได้หมายความว่า หลงเห็นว่าเป็นตัวตนเท่านั้น ถ้าแปลแบบนี้ก็จะถูกต้องตรงเพียงส่วนเดียวแต่ไม่ใช่ทั้งหมดของสักกายทิฏฐิ เพราะโมหะซ้อนธรรมจนกลายเป็นตัวตนขึ้นมานั้น จริงๆเกิดจากการกำหนดดู กำหนดรู้ กำหนดเห็น ปรุงแต่งในดูในรู้ในเห็น จนเกิดเป็นความเห็นความหมาย อันมีที่มาจากการปรุงแต่งบนโมหะซ้อนธรรมทั้งหลาย ทำให้ธรรมทั้งหลายที่ไม่เป็นตัวตนอยู่แล้ว เกิดเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นแขนเป็นขา เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นจริงเป็นจังบนความหมายที่เป็นสมมติขึ้นมา เรียกว่าสร้างโลกทั้งใบขึ้นมาจากโมหะที่ซ้อนรู้ของตัวเองนั่นแหละ

ซึ่งเมื่อเกิดความแตกต่างในธรรมอันเกิดจากโมหะพาไปปรุงแต่งแล้ว จึงเกิดตัณหาขึ้น คอยดิ้นหนีดิ้นสู้ ดิ้นรนกระเสือกกระสน เกิดโมหะซ้อนทุกข์ จนเกิดเวทนา และอะไรๆที่ประกอบกันขึ้นเป็นสังสารวัฏอีกเพียบและไม่รู้จบ

ดังนั้นเนื้อหาของสักกายทิฏฐินี้จึงรวมไปถึง โมหะซ้อนรู้ โมหะซ้อนเห็น ตัวตนในรู้ ตัวตนในเห็น ที่นักปฏิบัติทั้งหลาย หลงไปรู้ หลงไปเห็น หลงไปพิจารณา หลงไปตีความ หลงไปสรุปความ หลงไปปะติดปะต่อเรื่องราวของความอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาในธรรมทั้งหลายด้วย พิจารณาธรรมไปก็มีแต่ความหลงวนในธาตุในขันธ์ วนในโมหะ วนในปัญญา วนในการปรุงแต่ง แต่นักปฏิบัติทั้งหลายก็พร่ำบอกกับตัวเองว่ามันต้องอาศัยดูอาศัยรู้ก่อนแล้วค่อยทิ้งทีหลัง

แล้วสุดท้ายมันทิ้งได้ไหมเล่า?

สุดท้ายก็ไม่เห็นจะมีใครทิ้งได้สักคน เพราะความเสียดายสิ่งที่ปฏิบัติสั่งสมมา และยังติดอยู่กับเงื่อนไขที่ต้องอาศัยดูอาศัยรู้ก่อนแล้วค่อยทิ้ง แต่จริงๆแล้วจะมีสักกี่คนจะบอกคุณได้ว่าจะต้องทิ้งเมื่อไหร่ ถึงจุดนั้นแล้วหรือยัง บริบูรณ์พอที่จะทิ้งได้หรือยัง และผู้ที่เจริญรู้เจริญเห็นในการภาวนามากๆ นานเป็นสิบๆปีนั้น พอจะทิ้งจิตผู้รู้ก็จะนำอนุสัยเดิมจากการปฏิบัติไปหลงวางจิตวางใจอีก เรียกว่าโดนกรรมปฏิบัติซ้อนนั้นตลบหลังตลอดเวลา คือเอาแต่หลงหลุดอยู่นั่น ไม่หลุดจริงเสียที บางคนติดอยู่อย่างนั้นมาเป็นสิบๆปี ก็จนปัญญาไม่รู้จะทำยังไงต่อ หารู้ไม่ว่าทำเอาไม่ได้ จะไปปฏิบัติเพื่อปลงเพื่อวางไม่ได้ เพราะมันวางของมันเองเมื่อหมดเหตุปัจจัย ได้แต่วนเวียนติดขัด ดิ้นติดดิ้นหลุดอยู่ตรงนั้นด้วยความกล้าๆกลัวๆ เพราะไม่มีใครให้ความเด็ดขาดในเนื้อหาพระสัจธรรมได้สักคน

ถึงจุดนี้ก็บอกได้เลยว่า ถ้าท่านทั้งหลายยังติดอยู่กับการเจริญรู้เจริญเห็น หรือจะพูดกันชัดๆว่ายังเจริญการหลงรู้การหลงเห็นอยู่ ไอ้ที่มีคนมายกยอว่าเป็นโสดาบันแล้ว อย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้โมฆะนะครับ คือคนที่ยกยอเขาก็ยังไม่เข้าใจความเป็นจริงแล้วไปรับรองแบบนั้น ก็ได้แต่สร้างอุปาทานน่ะสิครับ อย่างหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะเองท่านก็ไม่เคยบอกใครให้หลงเป็นอุปาทานเอาว่า เธอเป็นโสดาบันแล้วอย่างนั้นอย่างนี้เลย เพราะโสดาบันนั้น เป็นไม่ได้ อริยบุคคลนั้นเป็นไม่ได้ เพราะมันหมดความมีความเป็นในธาตุในขันธ์ อย่างโสดาบันก็คือผู้ที่เหลือความเป็นสัตว์อีกครึ่งหนึ่ง ไม่ใช่ "เป็น" อริยะ โสดาบันก็ยังมีกรรมที่พาต่อภพต่อชาติไปอีก แต่ก็ไม่มากมายนัก อย่างที่เขาว่ากันว่าไม่เกิน 7 ชาติ ซึ่งก็ยึดเอาเป็นอุปาทานไม่ได้อีกเหมือนกัน เพราะเมื่อไหร่ที่ทิ้งรู้ทิ้งเห็นได้หมดจด มันก็บรรลุธรรมฉับพลันตรงนั้นเดี๋ยวนั้น ไม่ต้องรอถึง 7 ชาติหรอก แล้วที่เหลือมันจะไร้ในท่ามกลางไปเอง เรียกว่านิพพานท่ามกลางธาตุขันธ์ที่มีที่เป็นอยู่นั่นเลย

อีกอย่างนะครับ อริยบุคคลทั้งหลายถ้าเข้าใจพระสัจธรรมอย่างแจ่มแจ้ง ท่านจะไม่กลัวว่าจะสูญเสียสถานะของอริยบุคคลเลย อาจหาญมาก เพราะทุกอย่างมันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้วโดยตลอด ไม่ว่าท่านทั้งหลายจะหลงหรือไม่ก็ตาม

แล้วท่านทั้งหลายจะไปหลงได้หลงเสียกับอะไรอีก มันไม่มีใครได้อะไรเสียอะไรอยู่แล้วตั้งแต่ต้น แล้วจะไปหลงรักษาสภาวะที่มันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ยังไง อริยบุคคลนั้นเข้าใจความเป็นจริงตรงจุดนี้อย่างหมดใจ ถึงกล้าปล่อยให้สิ่งต่างๆเป็นไปของมันเองโดยปราศจากการแทรกแซงในธาตุในขันธ์ จะเป็นอะไรก็เป็น จะหมดความเป็นอะไร มันก็หมดของมันเอง ไม่มี "เรา" เข้าไปเกี่ยว แต่ถ้ายังไม่เลิกจุ้นจ้านแทรกแซงสภาวะทั้งหลายที่มันดำเนินไปตามแรงวิบากของมันเอง มันก็จะไม่รู้จักการยุติ ยุติ "ตัวมันเอง" หรือ ยุติ "สักกายทิฏฐิ" มันก็จะสร้างกรรมต่อกรรมไปเรื่อยๆไม่รู้จบ แล้วไอ้การจบภพจบชาติทั้งหลายก็จะกลายเป็นโมฆะ โสดาบันก็จะกลายเป็น โซดาปั่น หลงละเมอขึ้นหิ้งไปเองจนกว่าจะถึงวาระที่องค์มหาบารมีจะมาปลุกให้ตื่นจากความหลงนั้น

ก็ที่นักปฏิบัติทั้งหลายยังติดคาในธรรมอยู่นั้น ไม่ใช่ว่าไม่บริบูรณ์นะครับ ทุกอย่างล้วนบริบูรณ์อยู่แล้ว แต่ไอ้ที่คาน่ะคือคาตัณหาความอยากได้อยากเอาของตัวเอง อยากได้นิพพาน อยากเข้านิพพาน อยากได้โสดาบัน อยากได้สกิทาคามี อยากได้อนาคามี อยากได้อรหันต์ เรียกว่า มีตัณหาความอยากในทุกๆขณะจิตแล้วจะหมดตัณหาเหมือนอย่างพระอรหันต์ได้ยังไง

ตัณหานั้นมันมีตัวเดียว คือความอยาก ไม่ว่าจะอยากอะไรก็คืออยาก ตัณหาก็คือตัณหา ไม่ใช่ว่าอยากนิพพานนี่คืออยากในทางที่ดี ก็อยากดีนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ติดขัดไง เป็นเงื่อนไขปิดบังในตัวมันเอง เพราะสภาวะธรรมทั้งหลายนั้นมันไม่มีอะไรที่ดีหรือไม่มีอะไรที่ไม่ดี มันเป็นอยู่อย่างนั้นของมันเอง เป็นธรรมชาติที่มันเป็นอย่างนั้นอยู่เอง

อย่างกรรมทั้งหลายก็มีลักษณะของความอึดอัดขัดเคืองไม่มากก็น้อย นั่นก็เป็นธรรมชาติของมัน แต่ที่ไปหลงตัดสินว่าอันนี้ดี อันนั้นเลว อันนี้ก็โมหะตัวเองล้วนๆ หรือถ้าอ้างอิงจากคำสอนของท่านอื่นมา ก็เรียกว่าเอาอุปาทานของคนอื่นมายึดเสียเองนั่นแหละ ต้องพูดล้างกันขนาดนี้เลย เพราะธรรมทั้งหลายนั้นยึดไม่ได้ พระพุทธองค์ถึงตรัสเอาไว้เป็นปัจฉิมโอวาทว่า ธรรมทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละ คือมันยึดไม่ได้ เมื่อยึดไม่ได้ก็จะไปบังคับมันหรือยึดมันทำไม แค่ปล่อยก็จบแล้ว

แล้วปล่อยได้เลยหรือ?

ปล่อยได้สิครับ การเห็นความเป็นจริงนั้น บางคนเห็นครั้งเดียวจิตก็รับรู้และเข้าใจความเป็นจริงแล้ว แต่ที่มันยังไม่กล้าปล่อยตัวมันเอง ทิ้งตัวเห็นเอง ก็เพราะไม่มีใครบอกความจริงตรงนี้ และยังติดกับเงื่อนไขที่มีคนบอกว่าต้องให้มี ศีล สมาธิ ปัญญา พร้อมบริบูรณ์เสียก่อน ต้องย้ำปัญญา ต้องขยี้รู้ขยี้เห็นให้ถึงที่สุด ถึงจะปล่อยได้ โดยคนพูดก็ไม่รู้ว่า ความบริบูรณ์แห่งธรรมทั้งหลายนั้นมีพร้อมอยู่แล้วโดยธรรมชาติดั้งเดิมแห่งสติ แห่งจิต ซึ่งมันก็ไม่เนื่องด้วยรู้ ไม่เนื่องด้วยเห็น ไม่เนื่องด้วยปัญญา เพียงแต่ถูกกิเลสตัณหาอุปาทานบดบังเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น ก็ไอ้ที่คาตัณหาอยากนิพพาน ตัณหาในความอยากเป็น(หรือเป็น)อริยบุคคลทั้งหลายนี่แหละ ที่ทำให้มันปิดกั้นปิดบังความบริบูรณ์จนมันไม่สามารถตรงสู่เนื้อหาดั้งเดิมแท้แห่งนิพพานได้อย่างหมดจด

แล้วไอ้การที่ยิ่งไปปฏิบัติเอา ทำเอามากๆเข้า สะสมมานาน จนมันกลายเป็นอนุสัยกรรม จนกลายเป็นความยึดติด จนกลายเป็นตัณหาที่ปิดบังเนื้อหาเดิมที่บริบูรณ์อยู่แล้วนั่นเอง แล้วก็มานั่งงงเองว่าทำไมไม่จบเสียที ก็นี่ล่ะครับท่านผู้ชม

เมื่อเราปล่อยให้รู้ให้เห็นมันทำงานของมันเอง มันก็จะหมดโมหะซ้อน มันจะรู้ของมันเองตามธรรมชาติ รู้ไปแบบไม่มีความหมายอะไร ไม่ใช่ไม่รู้ ซึ่งในช่วงแรกๆอาจจะมีบ้างที่ยังไหลไปตามรู้ตามเห็น ตามอำนาจแห่งวิบากกรรม ตามอำนาจแห่งเชื้อกรรมที่ยังตามให้ผล เหมือนคนถอนคันเร่งออก รถมันก็จะค่อยๆหยุดเอง ไม่ใช่จะหยุดกึกเสียทีเดียว แต่เมื่อปล่อยไปเรื่อยๆ ความเหนียวแน่นของโมหะ ของอนุสัย ของตัณหา มันจะค่อยๆจางคลายลงเอง ความที่มันพุ่งไปตามกิเลสตัณหาอุปาทานจะค่อยๆชะลอลงเอง หลุดพ้นของมันเอง แจ้งของมันเอง สว่างไสวของมันเอง เกิดสติอริยะที่บริบูรณ์ขึ้นมาเอง ธรรมทั้งหลายก็จะบริบูรณ์ของมันเอง ตามเนื้อหาเดิมแท้ที่ไม่มีโมหะตัณหาอุปาทานซ้อนนั่นเอง

ดังนั้นก็อย่ามัวแต่เสียดายอาลัยอาวรณ์สิ่งที่สะสมมาจากการปฏิบัติอยู่ เพราะมีแต่การสะสมกรรมทั้งนั้น สะสมมากก็ชดใช้มาก อริยบุคคลทั้งหลายที่เข้าถึงเนื้อหาพระสัจธรรม ล้วนแล้วแต่ละทิ้งความยึดติดในสิ่งที่เป็นมายาทั้งหลายก่อนทั้งนั้นถึงจะแจ้ง ถึงจะหลุดพ้น แต่นี่มันดันเอาสิ่งที่ยึดติดว่าต้องได้ต้องมีต้องเป็น ก่อนจะนิพพานนี่มันคืออะไรหรือท่าน ก็โมหะอุปาทานของตัวเองไงล่ะ

และไอ้ที่ว่าทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงมายานี่ ก็หมายรวมถึงจิต สติ ศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยทั้งหมด เรียกว่าอะไรที่ปรากฎขึ้นบนความรับรู้นี่ยึดไม่ได้เลย ไม่อย่างนั้นเราคงไม่เรียกนิพพานว่าสุญญตาธรรมหรอกจริงไหม

แล้วไอ้ที่ว่าสุญญตานี้ หรือว่างจากความยึดติดในธรรมนี้ มันก็เพราะ ธรรมทั้งหลายล้วนว่างเปล่าหาแก่นสารให้ยึดติดไม่ได้อยู่แล้วนั่นเอง ที่ไปหลงยึด หลงติด หลงคาอยู่นี่ก็โมหะตัณหาอุปาทานของตนเองทั้งนั้น ไม่มีอะไรอื่นเลย

2 comments:

  1. กราบบบบค่ะ . . . .
    ขอบพระคุณค่ะ . . . .
    ดูแลรักษาสายตาด้วยค่ะ

    ReplyDelete