Wednesday, November 25, 2015

สติมาปัญญาเกิด แท้จริงแล้วหมายความว่าอย่างไร?

สติมาปัญญาเกิด...สติแบบไหนมา แล้วปัญญาแบบไหนเกิด? เกิดเพื่ออะไร? ยังไง?

คือประโยคที่พูดว่า สติมาปัญญาเกิดนี่ ยังคลุมเครือในความหมายอยู่เยอะ คนส่วนใหญ่ที่ได้ยินก็ตีขลุมตีความเข้าข้างตัวเองด้วยการกระตุ้นตัณหาในการเจริญสติเสียอีก...ก็นั่นแหละครับท่านผู้ชม เอาโมหะตัณหาไปเจริญสติแล้วจะได้สติแบบไหน ได้ปัญญาแบบไหนกันเล่า?

ว่ากันโดยพื้นฐานของพระสัจธรรมแล้ว ประโยคที่ว่า "สติมาปัญญาเกิด" เป็นนัยของการจบ มากกว่าการส่งเสริมการวนไม่สิ้นสุด แต่ประโยคดังกล่าวนี้ คนทั่วไปจะเข้าใจว่า เมื่อมีสติแล้วปัญญาในการทำสิ่งต่างๆจะเกิดขึ้นมาเอง แต่สติแบบไหนกันที่ควรจะเป็นมูลฐานแห่งปัญญาที่กระจ่างแจ้งกันแน่?                                
สติมาปัญญาเกิดชนิดทำเอาปฏิบัติเอานั้น เรียกว่าเป็นโลกียสติ เกิดจากความจดจ่อเพ่งจ้อง ที่ก่อให้เกิดโลกียปัญญา คือการคิดปรุงแต่งวนเวียนในความเชื่อมโยงแห่งสมมติที่ไม่มีจริง วลีนี้จึงสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้คนปฏิบัติเอา "สติ" กันมาก เพื่อที่จะได้มี "ปัญญา" ในการทำงานต่างๆทางโลกให้มันดี ซึ่งมันก็พอได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่ได้เป็นปัญญาที่พาหลุดพ้น มันก็เป็นความฉลาดในสมมติ ในวิถีวิธีการที่ตนคุ้นเคยมา ไม่สามารถนอกเหนือปัญหาต่างๆได้ เพราะยัง "ติด" ในเงื่อนไขของสมมติต่างๆที่มันมีมันเป็นอยู่ ไม่สามารถก้าวข้ามมันได้ แก้ไขได้ก็กระท่อนกระแท่น และในเมื่อโมหะตัณหายังอยู่กันครบ เดี๋ยวกิเลสตัณหาอุปาทานก็จะแทรกเอาได้อีก ซึ่งเมื่อไหร่ที่กิเลสตัณหาอุปาทานแทรกแล้ว มันก็จะก่อให้เกิดคติ อคติ เกิดทิฏฐิมานะ เกิดตัณหาเผื่อเลือก เกิดความโลภ เกิดความบิดเบี้ยวในใจอีกมากมาย สุดท้ายปัญญงปัญญาก็ไม่มีเหลือหรอก โดนปิดบังโดนแทรกแซงหมด

"สติมาปัญญาเกิด" จึงควรจะเป็นประโยคที่ใช้กับผู้บรรลุธรรมมากกว่า...ทำไมน่ะเหรอ?

โดยปกติแล้วปุถุชนทั่วไปที่ยังไม่บรรลุธรรมนั้น จะถูกสอดแทรก ถูกแทรกแซง ถูกบดบัง ด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทานอยู่ตลอดเวลา เหมือนมีคลื่นรบกวนหรือคลื่นแทรก ต่อให้ประคองสติขนาดไหน คลื่นแทรกคลื่นรบกวนทั้งหลายอันมีฐานมาจากโมหะอวิชชาที่ยังไม่หมดเชื้อก็จะกำเริบขึ้นมาแทรกมาบดบังธรรมต่างๆได้โดยตลอด แล้วเวลาแก้ปัญหา ก็จะเป็นการแก้ออกไปจากตัวเองมากกว่าที่จะแก้ที่ตัวเองก่อน เรียกว่าผลักปัญหาออกจากตัว จึงอาจจะเกิดการกระทบกระทั่งได้ง่าย จิตที่ยังถูกบดบังด้วยโมหะอวิชชา ก็ยังไม่ควรแก่การงานอย่างแท้จริง ปัญญาที่เกิดมีขึ้นก็จะถูกบิดเบือนบิดเบี้ยวเฉโกเอาได้ง่ายๆ เพราะถูกสิ่งเหล่านี้แทรกแซงได้ตลอดโดยไม่รู้ตัว ทำให้ไหลไปตามกิเลสตัณหาอุปาทานได้ง่าย ซึ่งไม่ใช่แค่กิเลสตัณหาอุปาทานเท่านั้น แต่ยังมีนิวรณ์ทั้งหลายแทรกเข้ามาได้อยู่เรื่อยๆตลอดเวลา ทำให้ปัญญาทำงานได้กระท่อนกระแท่น ปะปนกับกิเลสตัณหาอุปาทาน แล้วก็เกิดปัญหาใหม่ๆตามมาจากสิ่งที่สอดแทรกขึ้นมาอีกมากมาย เรียกว่าไม่จบปัญหาแถมเป็นการสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก

ต่อเมื่อบรรลุธรรมแล้ว ไม่ติดไม่หลุดกับธรรมใดๆแล้ว มันก็จะ "ว่าง" จากอุปาทานในสภาวธรรมทุกชนิด เมื่อว่างแล้วดับแล้ว ก็จะไม่มีกิเลสตัณหาอุปาทานมาแทรกได้อีกเพราะไม่มีเหตุปัจจัยให้อาศัยเกิด

ลองคิดดูว่าเวลาเราใช้ปัญญาจากความที่มันไม่มีคติ อคติ ไม่มีความลำเอียง ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้อจำกัด ไม่มีกิเลสตัณหาอุปาทานดูสิ มันจะแจ่มแจ้งแค่ไหน มันจะเห็นปัญหาทะลุปรุโปร่ง ทะลวงสมมติทั้งหมดอย่างแจ่มแจ้ง ก็นี่แหละครับ เป็นที่มาของประโยคที่ว่า "สติมาปัญญาเกิด"ของแท้ๆ ในแบบที่ไม่ต้องคิดเอาเอง

สติที่ว่าทำให้ปัญญามันเกิดนั้น จริงๆก็ไม่ต้องไปทำมัน ทำไปก็เป็นตัณหาซ้อนสติ ไม่ใช่เนื้อหาสติเดิมแท้ของทุกคน เพราะโดยเนื้อหาของสติเดิมแท้นั้น มีคุณสมบัติเป็นสติอริยะอยู่แล้ว ไม่ติดไม่หลุดอยู่แล้ว ไม่เกิดไม่ดับอยู่แล้ว แต่มันเป็นสติที่รู้ของมันเอง โดยธรรมชาติของมันเอง รู้เปล่าๆโดยปราศจากความหมายในความเป็นอะไรทั้งหลายของมันเอง รู้แล้วไม่แบกรู้ รู้แล้วไม่ปรุงในรู้ ไม่มีความเป็นตัวตนเราเขาในรู้ ไม่มีผู้รู้ ไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งสติอริยะเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากการบำเพ็ญเพียรปฏิบัติอย่างหนักที่จะกำจัดกิเลสตัณหาอุปาทานเหมือนที่เข้าใจผิดกันในระบบปฏิบัติ เพราะความอยากที่จะกำจัดกิเลสก็เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง เป็นโมหะตัณหาอุปาทานชนิดหนึ่ง

แต่ให้ปลงตัวรู้เอง ปลงตัวเห็นเอง คืออย่าไปมีเจตนาในการใช้รู้ใช้เห็น เพ่งรู้เพ่งเห็น ชัดไม่ชัดก็ไม่ต้องเอา ช่างมัน รู้ก็ปล่อยให้มันผ่านไปโดยไม่ต้องไปหาความหมาย เมื่อไม่ไปมีเจตนาที่จะใช้จิต โมหะอวิชชาที่อาศัยการกำหนดรู้ กำหนดเห็น การปรุงแต่งเป็นปัจจัยในการเกิด มันก็จะไม่เกิด ไอ้กิเลสตัณหาอุปาทานมันจะค่อยๆดับลงไปเองเมื่อไม่มีโมหะเป็นเชื้อเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด สติเดิมแท้จะปรากฎขึ้นและดำเนินไปของมันเองเมื่อไม่มีโมหะซ้อนในสติ กิเลสตัณหาอุปาทานอันเหมือนเมฆหมอกขมุกขมัวก็จะจางคลายหายไปเอง เจิดจรัสประภัทรสรของมันเอง

ส่วนของวิบากทั้งหลายที่มาในรูปของอารมณ์กรรม นิวรณ์ต่างๆ ความหงุดหงิดฟุ้งซ่านรำคาญทั้งหลาย เมื่อมันเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยแห่งวิบากเดิม ก็อโหสิให้ไป โสให้ไป(ใครไม่รู้ว่า "โส" คืออะไร? ก็คลิกเข้าไปอ่านได้ ที่นี่ ครับ) เดี๋ยวกำลังของธรรมเหล่านั้นจะค่อยๆสิ้นฤทธิ์ไปเอง หมดกำลังไปเอง ไม่ต้องไปปฏิฆะมัน ไม่ต้องไปดิ้นหนีดิ้นสู้มัน เพราะมันเป็นอย่างนั้นเองตามเหตุปัจจัยเดิมๆ แก้อะไรไม่ได้ ต้องปล่อยให้มันหมดไปเอง หรือไม่ก็อโหสิไป ไอ้ทิฏฐิของเราที่ว่าดีไม่ดีต่อสิ่งต่างๆนี่เกิดจากโมหะใหม่ซ้อนทั้งนั้น มันเลยทำให้ต้องดิ้นหนีอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งเมื่อเรายอมที่จะไม่ไปแทรกแซงสภาวะไหน ปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามอัตโนมัติ ตามเหตุปัจจัยของมันเอง พลาดบ้างเผลอบ้างก็ช่างมัน เมื่อนั้นความเป็นจิตผู้รู้ เป็นตัวตนเราเขาก็จะจางคลายหายไปเอง เมื่อตัวตนที่เราเคยตอกย้ำในสภาวะต่างๆหมดลง มันก็จะหมดความขัดแย้งกับสรรพสิ่ง ปรากฎการณ์ หรือสภาวะทั้งหลายไปเอง มันก็จะดำเนินไปตามเหตุปัจจัยของมันอย่างนั้นเอง นี่เองที่เรียกกันว่าบรรลุธรรม ซึ่งไม่ได้หมายถึงไปทำกิจอะไรให้เสร็จ แต่จิตมันแจ่มแจ้งถึงความจริงเช่นนี้แล้วว่าไม่มีอะไรเป็นแก่นสารให้ยึดเหนี่ยวได้เลย มันก็จะทิ้งตัวมันเอง จบกิจเพราะไม่มีกิจอะไรต้องทำให้มันจบ มันก็จะนอกเหนือธรรมทั้งหลายทันที ซึ่งนี่แหละคือปัญญาอันเป็นที่สุด เป็นปัญญาที่บริบูรณ์ในตัวเอง และเป็นเนื้อหาเดียวกับพระสัจธรรม หรือสุญญตาธรรม คือว่างจากความยึดติดในธรรมทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบให้กับสภาวธรรมแบบไหนอีก เพราะธาตุธรรมทุกอย่างมันก็เป็นเช่นนั้นของมันเองอยู่แล้ว โอเคอยู่แล้วของมันเอง

นี่เองที่เรียกว่า สติมาปัญญาเกิด คือ เมื่อไหร่ที่ตรงต่อเนื้อหาอริยะที่ไร้โมหะอวิชชาซ้อนในรู้แล้ว สติอริยะจะปรากฎมีขึ้นเอง เมื่อนั้น ปัญญาก็จะบริบูรณ์โดยฉับพลัน แต่เป็นปัญญาที่ตรงต่อการปลงการวาง การไม่ถือสาระอะไรกับธาตุธรรมทั้งหลายที่ไม่ใช่อะไรและไม่มีความหมายในความเป็นอะไรจริงๆอยู่แล้ว เป็นปัญญาที่ตัดที่ดับแม้กระทั่งตัวปัญญาเอง เพราะรู้แล้วว่า แม้ดำริใช้ปัญญาขึ้นมาก็เป็นลักษณะของสังสารวัฏไปแล้ว และที่สุดก็จะไม่ได้อะไรจริงจากการวนในปัญญานั้นเลย สูญเปล่าโดยสิ้นเชิง

ในเมื่อความหมายที่แท้จริงของปัญญามันเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ต้องไปแสวงหาความเข้าใจ ความแตกฉานอะไรอีกเพราะสุดท้ายมันก็ไม่มีอะไรที่มีความหมายกับอะไรจริง มันจะได้หยุดปรุงแต่งในปัญญาลงเสียที เพราะปัญญาที่แท้จริงนั้นจบให้ตัวมันเอง ไม่ใช่การปรุงแต่งความรู้ความเข้าใจในแบบที่เราหลงเข้าใจผิดๆมาแต่อย่างใด

ถ้าท่านใดมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพระสัจธรรมก็ สามารถติดต่อเข้ามาได้ตามข้อมูลนี้ครับ http://www.rombodhidharma.net/p/admin.html

No comments:

Post a Comment