Tuesday, November 17, 2015

สัจธรรมถอดรูป

มีญาติธรรมท่านนึงที่อยู่ต่างประเทศ ถามมาว่าเราจะพูดสัจธรรมอย่างไรให้คนต่างชาติฟังดี จึงเป็นที่มาของบทความนี้

ก่อนอื่นต้องเข้าใจให้ตรงก่อนว่า พระสัจธรรมนั้น ก็คือความเป็นจริง ความจริงนี้เป็นสากล เรียกว่าสากลจักรวาลก็ได้ เพราะมันเป็นจริงทั้งหมด ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหนก็ตาม และโดยปกติของความเป็นจริงแล้ว มันไม่มีรูปแบบตายตัว แต่ที่ผ่านมา เราจะคุ้นเคยกับความเป็นจริงในแบบภาษาบาลี ในโครงสร้างของภาษาที่ยากต่อการเข้าใจ คือฟังแล้วอ่านแล้วต้องตีความให้เป็นเนื้อหาที่เราเข้าใจอีกทอดหนึ่งหรือหลายๆทอด คือแปลแล้วแปลอีก หรือไม่ก็ถูกนำเสนอในแบบที่มีกลวิธีทางภาษาแบบเถรวาทที่มีรูปแบบเฉพาะตัวเจือปนอยู่อย่างเข้มข้น จนบางคนหลงเข้าใจไปว่าพระสัจธรรมในศาสนาอื่นหรือนอกศาสนานั้นไม่ใช่พระสัจธรรม เพราะตัวเองก็ไม่เข้าใจความเป็นจริง จึงเทียบเคียงและเชื่อมโยงเนื้อหาไม่ได้ ซึ่งเมื่อเราถ่ายทอดพระสัจธรรมด้วยความคับแคบแบบที่เราคิดเองเออเอง เรื่องมันเลยกลายเป็นความเฉพาะตัวของแต่ละคน ไม่ใช่พระสัจธรรมอันเป็นสากลอีกต่อไป แล้วก็ต้องมานั่งทะเลาะกันว่า พระสัจธรรมของกูถูก ของมึงผิด คือถ้ายังเข้าใจได้แค่นี้ ก็เรียกว่ายังไม่ตรงเนื้อหาพระสัจธรรมจริงๆ ได้แต่ติดในแง่มุมทิฏฐิของตนที่มีต่อพระสัจธรรมแล้วหลงคิดว่านั่นคือพระสัจธรรมเท่านั้นเอง

เนื้อหาพระสัจธรรมทั้งหลายนั้น ล้วนแล้วแต่มีอยู่ลักษณะหนึ่งที่เหมือนกันคือ เมื่อฟังแล้วอ่านแล้ว จะทำให้ผู้ฟังหรือผู้อ่าน คลี่คลายจากสิ่งที่ติดขัดข้องคาหรือความกังวลที่อยู่ในใจนั้น ผลคือทำให้เกิดอาการโปร่งโล่งเบาในจิตในใจ หมดกังวล หมดห่วง หมดความอาลัยอาวรณ์ หมดความตั้งเอาในสิ่งต่างๆ เรียกว่าจบให้ดับให้ คลี่คลายความตอกย้ำในอารมณ์ทั้งหลายให้

ส่วนใครที่คลี่คลายอยู่แล้วหรือไม่ติดขัดข้องคาในอุปาทานตั้งหลายอยู่แล้ว ไม่เอ๊ะอ๊ะอยู่แล้ว ถ้าเราดันไปให้พระสัจธรรมกับเขา มันก็จะกลายเป็นส่วนเกินทันที กลายเป็นการสร้างอุปาทานใหม่ๆขึ้นมา แทนที่จะเป็นพระสัจธรรม และอาจจะก่อให้เกิดการปฏิเสธปฎิฆะได้ ดังนั้นการให้พระสัจธรรมก็ต้องให้มันเป็นไปเองตามวาระ ไม่ใช่พร่ำสอนไปทั่ว ประชาสัมพันธ์ไปทั่วเพื่อให้คนรู้จักเยอะๆ หรือคิดว่าตัวเองมีธรรมแล้วก็ต้องออกไปโปรดให้ทั่ว แบบนั้นมันก็มีแต่ตัณหาของตนนั่นแหละที่เอาไปโปรดคนอื่นเขา

ในเว็บ rombodhidharma.net นี้ก็มีบทความพระสัจธรรมอยู่ชุดหนึ่งชื่อว่า "วางใจเมื่อไหร่ นิพพานเมื่อนั้น" ซึ่งเป็นบทความในลักษณะของสัจธรรมสากล คือแทบไม่ได้เอ่ยถึงภาษาบาลีเลย และไม่มีลักษณะของพระธรรมในรูปแบบของศาสนาพุทธ หรือถ้ามีเอ่ยถึง ก็จะเป็นการอธิบายคำๆนั้นด้วยลักษณะของสัจธรรมอันเป็นสากล ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นความจริงพื้นๆที่สามารถเห็นได้ในชีวิตประจำวัน บอกเล่าด้วยภาษาเรียบง่ายเหมือนนั่งคุยกันธรรมดาๆ

ดังนั้นการพูดพระสัจธรรมจึงไม่ใช่การมานั่งศึกษาวิธีการว่าจะพูดยังไงแบบไหน จะนำเสนอสไตล์ไหน จะเอาอะไรมาสอน เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะสะท้อนออกไปเองเมื่อผู้พูดนั้น "ว่าง" และมีเหตุให้สะท้อน คือต้องมีเหตุก่อน ถ้าไม่มีเหตมากระทบ การสะท้อนธรรมออกไปแบบลอยๆ ก็รังแต่จะสร้างอุปาทานให้คนอ่านคนฟังเสียเปล่าๆ ซึ่งถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน ทุกๆอย่างมันจะลงตัวของมันเองโดยอัตโนมัติ ส่วนไอ้ที่คิดๆเอาเองปรุงแต่งเอาเอง คนอ่านคนฟังเขารู้และสัมผัสได้ เพราะสิ่งที่ถูกสะท้อนออกไปมันไม่ใช่มีแต่พระสัจธรรมแล้ว มันจะมีความวกวนในการปรุงแต่ง ตัณหาความอยากโปรด เจตนาต้องการสั่งสอนพุ่งไปกระทบคนอ่านคนฟังด้วย

พระสัจธรรมพื้นๆที่เราเห็นกันอยู่ในชีวิตประจำวันก็เช่น ความเป็นอนัตตาของสรรพสิ่งทั้งหลายนั้น ล้วนสังเกตได้จากอารมณ์กรรมทั้งหลายที่เรามี ซึ่งอารมณ์ต่างๆมันก็ไม่เคยที่จะคงที่ วันนี้โกรธ วันนี้ร่าเริง แล้วเราก็ไม่สามารถย้อนกลับไปยึดอารมณ์เดิมๆได้อีก ไม่เช่นนั้นมันจะก่อให้เกิดทุกข์ในการยึดนั้น หรือทำไมความรู้สึกต่อสิ่งๆหนึ่งไม่เท่ากันเมื่อเวลาผ่านไปนานๆ นี่คือตัวอย่างพระสัจธรรมสากลที่ไม่เห็นต้องพูดถึงคำว่าอนัตตาเลยแม้แต่นิดเดียว

หรืออีกตัวอย่างเช่นความอนิจจัง คือทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลงไปของมันเองหมด เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในทุกสิ่งแล้วจะไปกลุ้มไปกังวลกับมันทำไมในเมื่อมันแสดงธรรมชาติของตัวมันเองตลอดเวลา

หรือความที่ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ไม่จีรังยั่งยืน ทุกอย่างล้วนเสื่อมไปโดยตัวมันเองทั้งนั้นไม่มีเว้นแม้แต่กับผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แล้วเราจะกลุ้มไปทำไม กังวลไปทำไมในเมื่อทุกๆคนก็ล้วนแล้วแต่อยู่บนพื้นฐานเดียวกันหมด

พระสัจธรรมนั้นไม่จำเป็นต้องเหมือนรูปแบบของใคร ของท่านไหน เพราะบารมีแตละคนไม่เหมือนกัน ให้พูดไปตามบารมีของตน อย่าพยายามทำให้มันใหญ่กว่าตัวเอง อย่ามัวแต่คิดถึงกระบี่กับท่ารำ ก็ถ้าเอาไม้จิ้มตรงๆทีเดียวอยู่ ทำไมจะต้องท่าสวย อย่างพระสัจธรรมที่ใช้รูปแบบอันเป็นสากลนั้น สามารถเข้าถึงหมู่เหล่าผู้คนในทุกศาสนา โดยไม่มีกำแพงทิฏฐิ กำแพงภาษา กำแพงความเชื่อเข้ามาปิดกั้นปิดบัง ก็อย่าไปยึดเอาว่าไม่เป็นพุทธ เพราะเนื้อหาพระสัจธรรมหรือพุทธที่แท้นั้นอยู่ที่การคลี่คลายจากสิ่งที่ติดขัดข้องคาทั้งหลาย ไม่ติดไม่หลุดไม่มัวงมโข่งกับอะไรอีก ทะลุไปทุกๆธรรม บรรลุ ลุล่วงไปทุกๆธรรมที่ผ่านมาและผ่านไป ตรงต่อเนื้อหาพุทธะเสียเอง ว่างเสียเอง ไม่ใช่ไปคาอยู่กับสมมติธรรมที่อุปโลกน์ขึ้นมาใช้เป็นสื่อเท่านั้น เพราะนั่นเป็นเพียงแค่เปลือกกระพี้ที่ไม่ใช่เนื้อหาที่แท้จริง

หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีในการสะท้อนสัจธรรมผ่านภาษาง่ายๆ แต่ทรงอานุภาพมาก คือคำที่ท่านใช้นั้นง่ายมาก ง่ายจนคนที่ศึกษามาเยอะๆบอกว่ายาก ขณะที่ชาวไร่ชาวนาบอกว่าท่านเทศน์ง่าย จริงๆแล้วที่บอกว่ายากนั้นก็เพราะตัวเองไปติดกับความวกวน ความรุ่มรวยและความสลับซับซ้อนของภาษาที่ได้จากระบบการศึกษาหรือประสบการณ์ที่ได้จากการศึกษาหาความรู้ของตนเอง พอเคยชินกับความยากแล้วก็เลยเห็นว่าไอ้ที่ง่ายๆ นี่คือความยาก ประเมินไว้ก่อนเลยในใจว่ามันยาก ทำให้ไม่เชื่อว่ามันง่าย เพราะตลอดชีวิตของตนถูกพร่ำสอนกันด้วยวิถีวิธีการยากๆจนเคยชิน วกวนจนเคยชิน พอมีอะไรลัดสั้นขึ้นมาก็เลยลังเลสงสัยว่ามันจะจริงหรือเปล่า คือไม่สามารถเข้าถึงความเรียบง่ายซะงั้น นี่เป็นเหตุให้บทความในเว็บ rombodhidharma.net บางตอนจึงต้องร่ายยาว เพื่อล้างไอ้ความเคยชิน และความติดคาในความซับซ้อนของคนอ่านคนฟังลงเสีย บางคนฟังหลวงพ่อไม่รู้เรื่อง ก็มีโอกาสเข้ามาอ่านใน rombodhidharma.net เสียก่อน จึงจะฟังหลวงพ่อเข้าใจ อย่างนี้ก็มีมากมาย

ดังนั้นจึงไม่มีใครต้องเคร่งเครียดกับการถ่ายทอดพระสัจธรรม ก็ใช้ชีวิตไปปกติธรรมดา ไม่ต้องไปเพ่งเล็งจับผิดจับถูก คอยแต่จ้องจะให้สัจธรรมใครไปทั่ว เดี๋ยวผู้คนเขามาเองตามเหตุปัจจัยตามวาระที่เปิดให้ ที่สำคัญคือว่างๆไว้ ไร้ๆไว้ เดี๋ยวมันจะเป็นอานุภาพในการโปรดไปเอง และถ่ายทอดโดยอัตโนมัติไปเอง

แต่จะให้ดีที่สุด ก็ให้โสออกไปแบบว่างๆ ดำริจิตโสออกไปให้กว้างขวางไร้ขอบเขต คำนี้คำเดียวกับจิตที่ว่างๆไว้ ไร้ๆเอาไว้ อานุภาพนั้นจะไปโปรดสัตว์เองโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องไปนั่งกดดันตัวเองว่าจะพูดอะไรอีกเลย แค่นั่งๆอยู่ก็คลายทิ้งเลย ซึ่งการคลี่คลายกันแบบไร้ร่องรอยนี่แหละดีที่สุดแล้วครับ

No comments:

Post a Comment