Friday, November 6, 2015

ทำไมถึงรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่ตลอดเวลา พักเท่าไหร่ก็ไม่หาย?

วันนี้ขอยกอาการที่ว่านี้มาพูดกันหน่อย เพราะ คนสมัยนี้เป็นกันเยอะ ไม่ใช่เฉพาะผู้ใหญ่นะครับ แต่อาการเช่นนี้เริ่มลามไปถึงเด็กๆกันบ้างแล้วก็มี โดยปฏิกิริยาที่แสดงออกมาของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ตั้งแต่อาการตายซาก เบื่อโลก สติแตก เก็บกด โทษคนอื่น พร่ำบ่นก่นด่า เสียคน ต่อต้านสังคม ต่อต้านคนใกล้ตัว ฆ่าคนตาย ฆ่าตัวตาย ฯลฯ

เมื่อสมัยที่ผมยังไม่รู้จักหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ  ผมก็เคยมีอาการแบบนี้อยู่เกือบๆ 2 ปี มันทรมานมาก คือมันเหนื่อยล้าตลอดเวลา เครียด กดดัน คุกรุ่น หมกมุ่น สิ้นหวัง แม้จะมีเพื่อนฝูงและคนใกล้ตัวมากมายแต่ก็เหมือนอยู่คนเดียว พักยังไงก็ไม่หาย แม้จะนอนอย่างเพียงพอตามตำราแล้วก็ยังเพลียเหมือนไม่ได้นอน ไปเที่ยวพักผ่อนก็ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น ไปต่อก็ไม่ได้ กลับหลังหันก็ไม่ได้ เรียกว่าเหมือนติดอยู่ในสภาวะอะไรสักอย่างที่มัน "กลับไม่ได้ไปไม่ถึง" แต่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ผมรู้สึกว่ามันทรมานมาก ปฏิบัติธรรมก็ไม่หาย ซึ่งในวันนั้น หากไม่ได้เจอหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ป่านนี้ผมก็คงจะตายเน่าไปเรียบร้อยแล้ว

สภาวะที่เหนื่อยล้าตึงเครียดอยู่ตลอดเวลานั้น มีสาเหตุเกิดจากอาการตอกย้ำ เกิดจากตัณหาความพยายามที่จะยึดจะฉวยอะไรบางอย่าง อย่างไม่ลดละ ซึ่งเกิดขึ้นที่จิตอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะหลับหรือจะตื่น บางคนตอกย้ำในความนึกคิดของตัวเอง บางคนตอกย้ำผัสสะอายตนะ ตอกย้ำดูตอกย้ำรู้ ตอกย้ำเห็นอยู่ตลอดเวลา พอมันมากๆเข้ามันจะเกิดความรำคาญ กลายเป็นคนขี้บ่น ขี้หงุดหงิด ขี้รำคาญ ชอบตำหนิติเตียนไปเรื่อย เพราะมันระคายเคืองตัวมันเองตลอด

คนสมัยนี้จะเป็นเยอะเพราะตอกย้ำการใช้ธาตุขันธ์อย่างหนักหน่วงอยู่ตลอดเวลา คือทุกคนเชื่อว่าชีวิตของตัวเองก็ใช้ซะให้เต็มที่ ก็เลยเต็มที่จริงๆ เต็มกรรมด้วย หารู้ไม่ว่าพอตอกย้ำมากๆแล้ว มันหยุดไม่ได้ จบไม่เป็น พออยากจะให้มันหยุดมันก็ไม่หยุด มันจะไปเรื่อยเลย ทีนี้ล่ะทุกข์จะมาเยือนทันที

โดยธรรมชาติของกรรมนั้น มันคือพลังงานที่มีเป้าหมาย จุดมุ่งหมาย ทิศทางที่แน่นอน ภพที่จะอุปาทาน(ยึด) เพื่อก่อเกิด เพื่อดำรงอยู่(ชาติ) แล้วที่สุดก็จะเสื่อมไป(ชราและมรณะ) พลังงานเช่นนี้ก่อให้เกิดแรงเค้น มีความบีบคั้น มีความตึงเครียดกดดัน เฉพาะของแต่ละคน มีการกระทบกระทั่งกับกรรมอื่นๆตลอดเวลา ซึ่งในเมื่อพลังงานกรรมมีคุณลักษณะเช่นนี้ ใครทำกรรมมากๆก็จะตึงเครียดกดดัน บีบคั้นมากเป็นธรรมดา โดยเฉพาะคนเมืองที่อาศัยการปรุงแต่ง อาศัยความคิดเยอะ ก็จะไปติดวนตอกย้ำอยู่กับมโนกรรมเยอะ พลังงานกรรมที่ถูกตอกย้ำลงไปในจิตจึงมีมากขึ้น จนมีผลข้างเคียงไปดึงให้สมองและร่างกายทั้งหมดทำงานหนักมากขึ้นตามจิต แม้ร่างกายจะหยุดพักผ่อนแล้วก็ตาม จึงเกิดอาการเหนื่อยล้า โหยหา ทรมานอยู่ลึกๆ ขนาดร่างกายไม่ได้ทำอะไร แต่มโนกรรมที่วนตอกย้ำมากๆเข้า มันก็เหมือนลูกสูบเครื่องยนต์ที่ทำงานไม่หยุดนั่นแหละ นานๆเข้ามาก็มีความร้อนสะสมมากขึ้น ทำให้เครื่องเกิดความร้อนเกินจนน็อคได้ในที่สุด

สภาวะ "ลานขาด" (คือไขลานจนมันขาดทำให้ลานพังใช้งานต่อไม่ได้) เช่นนี้เป็นสภาวะที่มันกำลังจะ "ทิ้ง" แล้ว จะระเบิดอยู่แล้ว แต่ไม่ยอมทิ้ง ละล้าละลัง ห่วงหวง หวงแหน เสียดายกับมายาภาพและเงื่อนไขต่างๆที่อยู่ตรงหน้า จะยึดก็ยึดไม่ได้ แถมใจมันก็อยากจะทิ้งเต็มแก่ มันจึงกลายเป็นความติดขัดข้องคา อยู่ระหว่างกลาง และเป็นความทุกข์ที่แสนสาหัสทีเดียว ทั้งหมดนี้ก็เพราะไม่เข้าใจพระสัจธรรมความเป็นจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันยึดไม่ได้จริงอยู่แล้ว มันไม่เคยยึดกันได้จริงๆอยู่แล้ว แม้แต่คนที่ดูเหมือนจะยึดได้จริงๆก็ยึดไม่ได้ ทุกอย่างมันเป็นไปเพียงสัมผัสผ่านชั่วคราวเท่านั้น

เราถูกสอนกันตั้งแต่เด็กๆให้รู้จักรับผิดชอบในสิ่งต่างๆ พอเราโตขึ้น เราก็เอาสิ่งต่างๆมายึดว่านี่คือความรับผิดชอบของเรา ยิ่งยึดมากก็ยิ่งหนักมากยิ่งทุกข์มาก ก็คิดดูว่าทุกอย่างมันอนิจจังของมันเอง ทุกขังคือเสื่อมไปโดยตัวมันเอง อนัตตายึดไม่ได้ก็ของมันเอง พอเอาสิ่งเหล่านี้มาแบกไว้เยอะๆมันก็ทุกข์ ยิ่งเฉพาะคนที่จริงจังกับทุกเรื่อง มันก็จะหลงเข้าไปแบกทุกเรื่อง พอหลายๆเรื่องมันมาเปลี่ยนแปลงหรือเสื่อมไปพร้อมๆกัน มันจึงทำใจรับไม่ได้ ทนไม่ได้ ก็เลยยิ่งใส่ความพยายามเข้าไปเพื่อที่จะคงสิ่งทีมันอนิจจังไว้ให้ได้ พอพยายามอย่างที่สุดแล้ว ทุกอย่างมันก็ไม่ได้ดั่งใจ มันก็ยิ่งตอกย้ำในทุกข์มากยิ่งขึ้นไปอีก

ก็ถูกแล้วครับ ทุกอย่างไม่ได้ดังใจ มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นกันทุกคนไม่มีเว้น เพราะมันเป็นความจริงแห่งพระสัจธรรม ที่มันก็เป็นไปอย่างนั้นของมันเองตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่แบบที่เราคิดเรามโนกันเอาเอง แล้วไอ้ที่เราคิดเองเออเอง มันจะไปตรงกับสภาพความเป็นจริงของมันเองตรงไหน

ความห่วงหวง ความกังวลในสิ่งต่างๆ มันมีแต่จะฉุดรั้ง ก่อให้เกิดความลังเล โลเล ท้อแท้ ความเครียดกดดัน หดหู่เศร้าหมองโดยเปล่าประโยชน์ เพราะแม้ว่าคุณจะกังวลหรือไม่กังวล จะเครียดหรือไม่เครียด มันก็ไม่มีใครเลยที่จะพ้นจากกรรมที่เคยกระทำไปได้ ดังนั้นการเกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งในทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อคงไว้ รักษาไว้ ที่สุดแล้วก็จะสูญเปล่า เหนื่อยเปล่า โมฆะไปเปล่าๆ เพราะนี่คือธรรมชาติของกรรม มันไม่ได้ทำให้ใครได้อะไรจริงหรือเสียอะไรจริง เป็นเพียงแต่สนองโมหะตัณหาลึกๆของตนในการแสวงหาเท่านั้น

ในเมื่อทุกอย่างล้วนแล้วแต่จะต้องเป็นไปตามผลแห่งกรรมอยู่แล้ว ชนิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยในทุกกรณี แล้วเราจะไปกังวลทำไม แล้วเราจะไปห่วงหวงมันเอาไว้ทำไม ก็ปล่อยให้มันดำเนินไปของมันเอง จะไปเคร่งเครียดซ้ำซ้อนกับสิ่งที่มันต้องเป็นไปของมันเองอยู่แล้วตามธรรมชาติอีกทำไม

เอาเป็นว่า ถ้าไม่มีคุณ ไม่มีผม สังสารวัฏมันก็ต้องเป็นไปตามเวรตามกรรมของใครของมันอยู่แล้ว แม้ว่าเราจะไม่เข้าไปช่วย ทุกอย่างมันก็เป็นไปของมันเอง ใครจะมีกรรมอะไรก็ต้องรับเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานที่เราห่วงหวงมากแค่ไหน ไม่ว่าเราจะกังวลหรือพยายามที่จะคงสภาพ รักษาสิ่งต่างๆเอาไว้นานขนาดไหน สุดท้ายทุกอย่างมันก็จะเป็นไปตามกรรมของมันเอง แบบห้ามไม่ได้กันเลยแม้แต่นิดเดียว จะฟูมฟายไปสักกี่ภพกี่ชาติก็ไร้ประโยชน์

โดยความเป็นจริงแล้ว จึงไม่มีใครรับผิดชอบใครได้จริงในสังสารวัฏนี้เลย จะช่วยได้ก็มีแต่เพียงช่วยให้ความหลุดพ้น ช่วยสงเคราะห์เกื้อกูลโดยไม่ต้องผูกมัดผูกพันให้เป็นกรรมพ่วงพันซ้ำซ้อนอีก ไม่ใช่การเข้าไปแบกรรมของใครแล้วเรียกว่าความรับผิดชอบ หรือยึดเอากรรมของคนอื่นมาเป็นภาระของตนซ้ำซ้อนอีก เพราะการทำเช่นนี้ก็จะมีแต่ฉุดกันจมลงสู่สังสารวัฏ มีแต่จะเพิ่มกรรมให้กันและกันมากขึ้น เหนียวหนืดเหนียวแน่นในกรรมมากขึ้น และสุดท้ายก็ไม่มีใครช่วยใครได้จริงแม้แต่คนเดียว เพราะไอ้ที่เป็นตัวตนบุคคลเราเขาก็ไม่ใช่ของจริง มันเกิดขึ้นโดยสักกายทิฏฐิ(หลงเห็นว่ามีตัวตน)ทั้งนั้น

ในท่ามกลางความยุ่งเหยิงวุ่นวายและควบคุมไม่ได้ของทุกสรรพสิ่งนั้น ใจเราก็ไม่ต้องพยายามไปยึดไปติดอะไรอีก ไม่ต้องไปกะเกณฑ์อะไรมากมาย ไม่ต้องเคร่งเครียดจริงจัง ไม่ต้องพยายามทำให้อะไรหลุดพ้นจากอะไรเพื่อให้ตนคลายใจหรือสบายใจอีก ใจจะสบายหรือไม่ก็ไม่ต้องเอา ทำสิ่งต่างๆด้วยใจที่มันไม่เอาอะไรมาแบกเป็นภาระทางใจอีก ทำไปแบบไม่ต้องคาดหวังตั้งเอาอีก แล้วเราจะพบว่า มันดำเนินไปของมันเองได้ทุกอย่างทุกเรื่องโดยที่เราไม่ต้องไปหลงเคร่งเครียดจริงจังกับอะไรอีกเลย แล้วก็ไม่ต้องไปหลงปล่อยวางอะไรด้วย เพราะเราไม่ได้ถืออะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

อันนี้ไม่ใช่ความเฟ้อฝันเลื่อยลอย แต่มันคือความเป็นจริง ไม่มีเราเขาก็อยู่กันได้ อยู่ที่ว่าจะยอมปล่อยหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ส่วนการพาตัวเองเข้าไปติดในเงื่อนไขของสิ่งต่างๆที่มีแต่การบีบคั้นนั้นก็ลดละเลิกเสีย ไปทำให้ชีวิตมันยากมันก็ยาก อย่าไปหลงตัณหาส่วนเกินของตัวเองมากเกินไป อย่าเอาอย่างตัณหาคนอื่น เพราะมันก็ไปติดกับดักดิ้นเร่าๆกันทั้งนั้น ไอ้ที่จะต้องยากก่อนแล้วค่อยง่ายน่ะมันไม่มีหรอก เพราะสุดท้ายเริ่มยากเมื่อไหร่ มันก็จบยากเท่านั้น อย่าไปโดนหลอกเอาว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จะทำให้ชีวิตดีอีก ก็ที่ดิ้นรนเร่าร้อนจนทุกข์นี่มันชีวิตดีตรงไหน เริ่มมาก็มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ก็ให้จบตัวดิ้นรนเสียเลย นั่นแหละความสงบสุขที่แท้จริง ความพ้นทุกข์ที่แท้จริงล่ะ

เมื่อเข้าใจความเป็นจริงของสิ่งต่างๆได้เช่นนี้ มันก็ไม่ต้องมีอะไรไปกังวลกับอะไรอีก ไม่ต้องไปคอยผูกภาระทางใจกับอะไร ส่วนไอ้ที่เคยผูกไว้ ไม่ว่าจะเป็นภาระทางใจทั้งหลาย ความรู้สึกผิด ความรู้สึกห่วงหวงทั้งหลาย ความผูกพยาบาทอาฆาตแค้นทั้งหลาย แต่ละอย่างเหล่านี้ล้วนแล้วแต่คอยกักขังหน่วงเหนี่ยวเราให้จมแช่นอนเนือง วกวนสาละวน ราวกับตกหล่มโคลนด้วยความทุกข์ทรมาน ก็ขอขมากรรมและประกาศสละความหลงยึดติดบ่อยๆ อโหสิให้บ่อยๆ "โส" อุทิศบารมีออกไปบ่อยๆ หยาดน้ำบ่อยๆ เดี๋ยวสิ่งเหล่านี้จะคลี่คลายสลายหายไปเองในที่สุด

ชีวิตดีๆนี่มันไม่ใช่การแสวงหาสิ่งดีๆหรอกนะ แต่การให้การสละออก ถึงจะเรียกได้ว่าสิ่งที่ดีจริง เพราะเมื่อเราสละออก ให้ออกไปแบบหมดจิตหมดใจ สิ่งที่เคยติดขัดข้องคามันก็จะออกไปด้วยพร้อมๆกัน ทุกอย่างมันก็จะราบรื่นขึ้น เมื่อหมดควรมติดขัดอึดอัดมันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ

แล้วก็ให้เลิกเสียเถอะพวกพฤติกรรมที่คอยกีดกันขัดขวาง ขัดแข้งขัดขาคนอื่น ปิดกั้นปิดบังคนอื่น ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น บีบคั้นกดดันคนอื่นด้วยเงื่อนไขต่างๆ ไม่ว่าคนๆนั้นจะดีหรือไม่ดี ทำดีหรือไม่ดีก็ตาม สุดท้ายเขาก็จะได้รับกรรมของเขาเอง ไม่ต้องไปหวังดีมุ่งร้ายซ้อนกรรมใครอีก ไม่ต้องไปห้ามปรามขัดขวาง ให้เป็นกรรมพ่วงพันกับเราอีก เตือนแล้วไม่ฟังก็จบเท่านั้นพอ เพราะพฤติกรรมขัดขวางเหล่านี้เองที่จะกลายมาเป็นวิบากที่ย้อนกลับมาคอยปิดกั้นปิดบัง ไม่ให้เราได้ออกจากความคับแคบคับแค้นใจในภายหลัง กลายเป็นวังวนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบเสียที

No comments:

Post a Comment