Tuesday, October 13, 2015

สัจธรรมจาก Facebook#67

สติอริยะ หรือ สติเดิมแท้ นั้น
ไม่มีลักษณะหรือตัวตนในการรู้
ไม่มีลักษณะว่าเป็นผู้รู้และไม่มีสิ่งที่ถูกรู้
ไม่มีลักษณะหรือตัวตนว่าเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น สัมผัส ลิ้มรส
ไม่มีลักษณะว่ารู้อะไร หรือไม่รู้อะไร
ไม่มีลักษณะว่ารู้ความหมายในความเป็นสมมติอะไร
ไม่มีลักษณะที่ก่อให้เกิดแง่มุมจากการรู้นั้น
จึงไม่เป็นเหตุให้เกิดทัศนะหรือแง่มุมให้ปรุงแต่งตามมา
เรียกว่ารู้ก็จบในรู้นั้น ไม่มีความลำเอียง ไม่มีความแตกต่างในรู้

สติเดิมแท้นี้จึงบังคับไม่ได้ ฝึกไม่ได้ ขัดเกลาไม่ได้
เพราะมันเจิดจรัสประภัสสรอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
เป็นกลางอยู่แล้วโดยธรรมชาติ และไม่เนื่องด้วยเหตุปัจจัยใดๆ
เพียงแต่เราไม่ยอมที่จะปล่อยให้มันเป็นไปเช่นนั้นของมันเอง
ก็เพราะโมหะ ตัณหา อุปาทานที่มีต่อคำนิยามแห่งสติที่ว่าต่อๆกันมา
ว่าจะต้องทำแบบนั้นแบบนี้ กลายเป็นเงื่อนไขที่ผูกมัดตัวมันเอง
ทำให้หลงไปสร้างเหตุแห่งสติขึ้น โดยไม่รู้ว่าเป็นเหตุแห่งความวกวนในโมหะเสียเอง

วิธีเดียวที่จะทำให้สติเดิมแท้ปรากฎขึ้น เจริญขึ้น
จึงไม่ใช่การไปเอาตัวเองซ้อนรู้ซ้อนเห็น พากเพียรเจริญสติแต่อย่างใด
แต่ปล่อยในการรู้นั้นเสียเอง รู้ไม่รู้ก็ช่าง เห็นไม่เห็นก็ช่าง ก็ปล่อย
อย่าถลำลงไปในรู้ ให้เกิดการปรุงแต่ง ให้เกิดอุปาทานในรู้นั้น
แล้วโมหะ ตัณหา กิเลส อุปาทานที่ซ้อนในจิตในใจก็จะค่อยๆจางคลายหายไปเอง
สติเดิมแท้ที่ตรงต่อเนื้อหาอริยะอยู่แล้วก็จะปรากฎขึ้นเอง เจริญขึ้นเอง
(rombodhidharma.net)

-------------------------------------

เธอทั้งหลายต้องตายกันอยู่แล้ว...จะห่วงอะไร?
เธอทั้งหลายต้องเจ็บป่วยกันตามธรรมชาติอยู่แล้ว...จะห่วงอะไร?
เธอทั้งหลายต้องทุกข์กันอยู่แล้ว...จะห่วงอะไร?
เธอทั้งหลายต้องพลัดพรากกันอยู่แล้ว...จะห่วงอะไร?
เธอทั้งหลายต้องสูญเสียกันอยู่แล้ว...จะห่วงอะไร?
เธอทั้งหลายต้องลำบากกันอยู่แล้ว...จะห่วงอะไร?
เธอทั้งหลายต้องได้รับผลกรรมที่เธอเป็นคนก่ออยู่แล้ว...จะห่วงอะไร?
เธอทั้งหลายต้องเป็นไปตามกรรมของเธออยู่แล้วไม่ว่าจะกรรมเก่าหรือใหม่...แล้วจะห่วงอะไร?

สรรพสิ่งทั้งหลาย ปรากฏการณ์ทั้งหลาย สถานการณ์ทั้งหลาย
ล้วนประกอบขึ้นจากกรรมที่กระทำต่อกันและกันในหมู่เหล่าแห่งสรรพสัตว์
ถูกจัดวางอย่างพอเหมาะของมันเองตามเหตุปัจจัยในวิธีที่เราไม่อาจล่วงรู้ได้
เป็นนาฎกรรมประกอบการบรรเลงเพลงแห่งกรรมไม่รู้จบ
เป็นทำนองแห่งธรรมที่เป็นไปเองตามธรรมชาติ ตามกฏแห่งธรรมชาติ
เป็นไปเพื่อคืนคลายสิ่งทั้งหลายสู่ธรรมชาติเดิมของมัน

เธอทั้งหลายจึงไม่มีกิจอะไรที่จะต้องไปทำให้มันจบ
เพราะธรรมทั้งหลาย ล้วนจบโดยตัวมันเองอยู่แล้ว
ไม่ใช่จบในแบบที่เธอหลงคิดหลงปรุงแต่งไปว่าแบบนั้นแบบนี้จึงเรียกว่าจบ

เพียงแต่ปล่อยให้ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปเองตามเหตุปัจจัย
เพียงแต่ปล่อยให้ทุกอย่างมันเสื่อมไป หมดไปเองตามเหตุปัจจัย
เพียงแต่ปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็นไปเองตามเหตุปัจจัยโดยไม่แทรกแซง
จะเกิดขึ้นก็ช่างมัน จะตั้งอยู่ก็ช่างมัน จะดับไปเสื่อมไปก็ช่างมัน
ธรรมทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง
ไม่มีใครต้องห่วงอะไร ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามกรรม ตามเหตุปัจจัยอย่างแน่นอน

เพียงเท่านี้ เธอทั้งหลายก็ไม่มีกิจอะไรที่จะต้องไปแทรกแซงสิ่งที่ไม่ใช่ของเธอจริงๆอีก
หมดความขัดแย้งในธรรมทั้งหลายที่มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง
หมดความแบ่งแยกแตกต่างจากสรรพสิ่งทั้งมวล หมดนอกหมดใน ไม่สุขไม่ทุกข์ไปเอง
หมดห่วงหมดกังวลกับทุกๆสิ่ง เบิกบานอาจหาญไปเอง ไม่ติดขัดข้องคาไปเองในที่สุด
(rombodhidharma.net)

------------------------------------------

ทุกข์ทั้งหลายก็เป็นเช่นธรรมอื่นๆ คือมันแค่ชั่วคราว
ที่มันยาวนานเนิ่นนานออกไปไม่รู้จบนั้น
ก็เพราะเธอทั้งหลายพยายามจะไปตอกย้ำมันบ้าง
ไปพยายามหลุดจากมันบ้าง พ้นจากมันบ้าง
ทุกข์ที่มันควรจะผ่านไปตั้งนานแล้ว มันก็เลยไม่ผ่าน
ดังเช่นเธอทั้งหลายล่ามโซ่ตัวเองไว้กับมัน
ดังเช่นที่เธอทั้งหลายพยายามสร้างทุกข์ใหม่เพื่อไล่ทุกข์เดิม
ทุกข์นั้นเป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติที่มีในสรรพสิ่งทั้งหลาย
ซึ่งมันก็จะผ่านไปเป็นธรรมชาติ ธรรมดาของมันเอง
และมันก็ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของธรรมดาโลก
แล้วเธอจะยึดมันเอาไว้เป็นเจ้าของทำไม
(rombodhidharma.net)

No comments:

Post a Comment