Friday, October 23, 2015

ถ้าทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นมายาแล้ว แบบนี้เราจะทำอะไรก็ได้งั้นสิ?

ที่ผ่านมามีคนตีความแบบผิดๆว่า ในเมื่อทุกอย่างเป็นมายาแล้วก็สนุกสุดเหวี่ยงกับชีวิตให้เต็มที่กันเถอะ ไม่ต้องไปสนใจอะไรแล้ว จะบ้าบอกับชีวิตขนาดไหนก็ได้ ถ้าตีความแบบนี้ก็เรียกว่ายังไม่เข้าใจองค์รวมแห่งโลกธาตุและสังสารวัฏจริงๆ

สังสารวัฏนั้นมีกฏแห่งกรรมหรือกฏของธรรมชาติควบคุมอยู่ ใครจะเรียนรู้อะไร ธรรมชาติก็จะให้ทุกอย่างไปยืม ไปลอง ถ้าติดลมติดมัน ก็ใช้กรรมไปยาวๆ วนไปยาวๆ แต่พอได้บทสรุปแล้วว่าไอ้ที่บ้าๆกันอยู่นี่ก็มายาทั้งนั้น มันก็จะไม่เอาไปเอง พอไปเอง จบไปเอง ไม่ต่อกรรมสร้างกรรมไปเอง พอไปเองกับมายาสมมติทั้งหลาย และต้องชดใช้ทุกอย่างที่ทำลงไปทั้งหมด(หรือเกือบหมด) เพื่อกลับคืนสู่สุญญตาอันเป็นเนื้อหาเดิมของทุกคน เรียกว่ามีวิบากกรรมเป็นค่าเล่าเรียนก็ว่าได้

ผู้ที่ฟังพระสัจธรรมจนแจ่มแจ้งจริงๆ มันจะไม่เกิดอาการกำเริบแบบประเภท "ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น" แต่มันจะเข้าสู่เนื้อหาการปลงการวาง ไม่เอาจริงอะไรกับสมมติอีก เพราะพยายามจะเอาก็เอาไม่ได้ จะยึดก็ยึดไม่ได้ แถมทำมากๆ เอามากๆ ยิ่งต้องใช้คืนมากเท่านั้น แม้จะเป็นในส่วนบุญบารมีที่ตนจะได้ก็ไม่ได้หลงจริงจังกับมันอีก เมื่อแจ้งแล้วว่าสังสารวัฏนี้ไม่มีอะไรที่ดีจริง เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว มันก็จะเกิดความไม่ติดเนื้อต้องใจ เกิดการปลงการวางไปเองโดยอัตโนมัติ ไม่ยึดติดกับทุกสิ่งทุกอย่างไปเองโดยธรรมชาติ

แต่ก็ไม่ใช่หวาดกลัวกรรมจนไม่ทำอะไร บางคนกลัวกรรมจนแทบจะกลายเป็นผักอยู่แล้ว ไม่ทำอะไรเลย แบบนั้นก็ยังเรียกว่าตีความผิดๆอยู่ ยังยึดติดความคลี่คลาย ยึดความโปร่งโล่งเบาจากกรรม ยึดนิพพานอยู่ ยังหวาดกลัวความเป็นสังสารวัฏอยู่

ส่วนถ้าใครก็ตาม ที่ฟังพระสัจธรรมแล้วตีความเอาว่าทุกอย่างล้วนเป็นมายา ไม่มีจริง ทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง แบบนี้ก็ยังไม่ใช่ จะกลายเป็นอุจเฉททิฏฐิไปได้ง่ายๆ

มายาที่เราอาศัยอยู่นี้มันเป็นธรรมแค่อาศัย อาศัยใช้ อาศัยอยู่ชั่วคราวก็จริงอยู่ แต่ธาตุธรรมทั้งหลายนั้นคือของกลางของธรรมชาติ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ยืมไปใช้ก็ต้องคืนในสภาพเดิม คือกลับสู่เนื้อหาเดิม ดังนั้นกรรมที่กระทำต่อธาตุธรรมทั้งหลายก็ต้องคืนกลับมายังแหล่งต้นทางของกรรมนั้นๆทั้งหมด ชดใช้ทั้งหมด ดังนั้นจะเอาธาตุธรรมทั้งหลายไปใช้ทำกรรมเยอะๆ จนกลายเป็นกรรมสะสมให้กับสังสารวัฏแบบเรียราดไม่ได้ ไม่อย่างนั้นสังสารวัฏจะวุ่นวายมาก ยิ่งถ้าใครบารมีมากแล้วเอาไปใช้ในทางที่ผิดก็จะสร้างความปั่นป่วนได้มากตามบารมีที่มีนั้น

ความเป็นมายาของสิ่งต่างๆในโลกธาตุสังสารวัฏ จึงสะท้อนออกมาเป็นความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เสื่อมไปโดยตัวมันเองตลอดเวลา ยึดไม่ได้จริงในทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งนี้เพื่อให้ธรรมทั้งหลายเป็นไปเพียงแค่อาศัยจริงๆ ถ้าใครหลงไปยึดไปติด ก็จะมีทุกข์ตามมา ทุกข์ที่เกิดขึ้นก็เพราะสอนให้เรารู้ว่า ไอ้มายาทั้งหมดทั้งมวลนั้น มันยึดเอาไม่ได้สักอย่างเดียว แต่สุดท้ายสรรพสัตว์ทั้งหลายก็ยังพยายามจะยึดกันข้ามภพข้ามชาติ ทุกข์กันไม่จบไม่สิ้นเสียที

จวบจนเมื่อได้พบได้ฟังพระสัจธรรมที่เปิดเผยว่าทุกสิ่งล้วนเป็นมายาเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวนั่นแหละ จิตถึงได้ถอดถอนออกจากโมหะตัณหาอุปาทาน จบเองดับเองจากการหลงยึดหลงตั้งเอาในที่สุด เมื่อแจ่มแจ้งในพระสัจธรรมแล้ว การเป็นการอยู่ก็จะถูกปรับสู่การปลงการวาง การดำรงอยู่ก็จะเป็นไปแบบแค่อาศัยจริงๆ ไม่ยึด ไม่เพื่อ ไม่เผื่อ ตัณหาตัวตั้งเอาจะเบาบางลง กรรมก็จะเบาบางลง ความอึดอัดขัดเคืองจากกรรมทั้งหลายก็จะเบาบางจางคลายลงเอง และที่สุดทุกข์ก็จะเบาบางลงไปเอง

เมื่อความกดดันบีบคั้นจากกรรมมันคลี่คลายเบาบางลง เมื่อนั้นสันติสุขในใจมันจะกลับคืนมาเอง มันจะรู้ว่าภาระทางใจที่ทนแบกมาตลอดชีวิตมันไม่ใช่อะไร เราดันไปยึดมันมาเป็นภาระเอง ทั้งๆที่มันก็ดำเนินไปของมันตามเหตุปัจจัยอยู่อย่างนั้นแม้ว่าเราจะไม่ห่วงมันก็ตาม มันจะไม่ไปทุกข์ซ้อนในสิ่งที่มันทุกข์อยู่แล้วตามธรรมชาติ หมดห่วงกับทุกข์ มันก็จะอาจหาญ เบิกบาน ร่าเริง ความเศร้าหมองในจิตในใจมันก็จะลดลงจนหมดไป หมดความกังวล หมดความห่วงหวงในทุกสิ่งทุกอย่างไปเอง หมดความยึดติดหรือไม่ยึดติดไปเอง อันนี้เรียกว่าเป็นอิสรภาพทางใจอย่างแท้จริง

แต่กับวิบากกรรมและสังสารวัฏมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คือถ้ามีวิบากต้องชดใช้ก็ต้องชดใช้ไป แต่มันก็จะไม่ทุกข์อะไรกับมันแล้ว มันก็เป็นไปแบบนั้นเองตามเหตุปัจจัย ใจมันก็จะไม่กระทบอะไรให้เป็นทุกข์อีก เพราะเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าทุกข์ทั้งหลายไม่ใช่ของใครแม้กระทั่งของเราก็ไม่ใช่ มันทุกข์ได้เดี๋ยวมันก็จบได้ของมันเอง จบกิจที่จะต้องไปทำอะไรให้มันพ้นทุกข์อีก เมื่อเข้าใจตามนี้ แม้กระทั่งกรรมเองก็จะกลายเป็นการทำกรรมแค่อาศัย คือดำริทำกรรมแค่พอเพียงดำรงธาตุขันธ์ ไม่ใช่ทำกรรมติดลม ตอกย้ำกรรมในจิตตลอดเวลาอย่างที่ผ่านๆมาอีกต่อไป ชีวิตมันก็จโปร่งโล่งเบาไปเอง

เมื่อหมดภาระทางใจแล้ว ทีนี้เวลาจะไปสัมผัสสัมพันธ์กับอะไรทั้งหลายหรือจะทำกิจต่างๆ มันก็จะไม่เกิดการแบกการวาง สัมพันธ์แล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปเอง ทำแล้วก็ทำทิ้ง ไม่มีการฉุดรั้ง ไม่มีการหน่วงเหนี่ยว หรือเสียดายอะไร จะทำสิ่งใดก็อาจหาญไม่ลังเลคิดซับคิดซ้อนให้เป็นกรรมกดดันตัวเอง

แต่ในขณะเดียวกันก็ควรจะเข้าใจว่า เมื่อยังอยู่ในท่ามกลางสังสารวัฏแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ยังไม่ตื่นจากฝัน ก็จะต้องเล่นไปตามเกมบ้าง ตามบทบ้าง ตามกฎกติกาบ้าง เพื่อไม่ให้เป็นกรรมกับสัตว์โลก แต่ในใจก็ไม่ได้หยุดร่าเริงเบิกบานหรอก เพราะเมื่อใจมันหมดความยึดติดกับสิ่งต่างๆ ความเชื่อ ความเห็นความหมายใดๆ มันก็ไม่มีตัว ไม่มีอัตตาให้กระทบ นั่นแหละมันจะเบิกบานอยู่ในใจของมันเอง แม้ในท่ามกลางกรรมวิบากก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแสดงออกถึงความร่าเริงเบิกบานด้วยการร้องเพลงวิ่งข้ามภูเขาเหมือนหนังอินเดียนะ(ฮา)

เรื่องการพ้นทุกข์นี่ถ้าเข้าใจเอาแบบที่คิดกันเอาเอง ตีความเอาเอง จากพฤติกรรมภายนอกของอริยบุคคลทั้งหลาย มันก็จะไม่พ้นที่จะมองว่าเป็นสัสสตทิฏฐิหรือุจเฉททิฏฐิไปในที่สุด ทั้งๆที่อริยบุคคลทั้งหลายนั้นไม่ใช่อะไรเลย ไม่มีความหมายในความเป็นอะไรอย่างแท้จริง เหลือเพียงปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นและดับไปตามเหตุปัจจัยโดยไม่มีโมหะตัวตนซ้อนให้เป็นกรรมเพิ่มเท่านั้นเอง จึงไม่ใช่ธุระอะไรของใครที่จะไปตัดสินใครว่าเป็นอริยะไม่อริยะ ก็ให้พ้นจากทุกข์เองเสียก่อน แตกฉานในพระสัจธรรมเสียก่อนแล้วค่อยไปสอนคนอื่นต่อไป

ส่วนท่านใดที่คัดลอกบทความในเว็บนี้ไปเผยแพร่ต่อก็ไม่ว่านะครับ พระสัจธรรมเป็นของกลาง แต่ควรจะทำ link กลับมาที่ rombodhidharma.net ด้วย อย่าทำเหมือนแอบอ้างเอาว่าตนเป็นผู้เขียนบทความเอง ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นไปเพราะชอบ เพราะอยาก เพราะพิศมัยในธรรมก็ตาม ซึ่งถ้าการเผยแพร่เป็นไปอย่างไม่เหมาะสม มีตัณหาขับดันในการเผยแพร่ ก็จะเกิดเป็นกรรมทั้งกับตนและสัตว์โลก ให้ต้องมานั่งแก้กันอีก ก็ให้หมดตัณหาความอยากที่จะเผยแพร่เสียก่อน แล้วการเผยแพร่จะเป็นไปเองครับ

No comments:

Post a Comment