Friday, October 2, 2015

การสัมพันธ์กันด้วยธาตุที่ไม่บริสุทธิ์

หลายๆท่านที่เคยได้ฟังเทศนาธรรมจากหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต หรือบทขอขมากรรมในส่วนที่พูดถึงเรื่องกรรมที่เคยสัมพันธ์กันด้วยธาตุที่ไม่บริสุทธิ์กันมาบ้างแล้ว

แต่มันคืออะไร แบบไหน ยังไง บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจถึงประโยคที่ว่านี้กันหน่อย

โดยปกติธรรมดาของสัตว์โลกนั้น จะสัมผัสสัมพันธ์กันด้วยธาตุที่ไม่บริสุทธิ์ คือไม่เป็นไปแบบธาตุโดยธาตุ ธรรมโดยธรรม แต่มักจะมีกิเลสตัณหาอุปาทาน มีโมหะซ้อนในการสัมพันธ์ต่อกัน เช่นในรูปแบบของความโกหกหลอกลวงบ้าง บีบบังคับบ้าง มีเงื่อนไขบ้าง เป็นไปด้วยความหลงใหลรักใคร่บ้าง เป็นไปด้วยความลุ่มหลงมัวเมาบ้าง เป็นไปด้วยความจงเกลียดจงชัง เป็นไปด้วยอคติ ด้วยการแอบหวังผลประโยชน์ ด้วยทิฏฐิมานะ ด้วยสถานะทางสังคม การงาน ความคาดหวังจากคนอื่นๆ ด้วยความเชื่องมงายบ้าง ฯลฯ

ซึ่งการสัมพันธ์ต่อกันด้วยธาตุไม่บริสุทธิ์เช่นนี้ จะก่อให้เกิดแง่มุมที่จะปิดบังพระสัจธรรม เป็นแง่มุมเชิงสมมติ เชิงทิฏฐิ เชิงความเชื่อ ความเห็น ความหมาย ในแง่มุมของคตินิยม หรืออคติ จะไม่อาจจะสว่างไสวร่วมกันได้

ยกตัวอย่างเช่น ลูกคนเล็กของบ้านสว่างไสวในพระสัจธรรมแล้ว แต่พี่ๆเห็นว่าน้องเป็นน้อง มองน้องคนนั้นด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา หรือพ่อแม่ก็จะเห็นว่าลูกเป็นลูก จะมาฉลาดและรู้มากกว่าพ่อแม่ได้ยังไง ซึ่งแง่มุมเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการสัมพันธ์กันด้วยธาตุไม่บริสุทธิ์ ก่อให้เกิดแง่มุมที่ปิดบังพระสัจธรรม

อีกตัวอย่างหนึ่งก็ได้ มีบางคนก่อนที่จะเจอพระสัจธรรม เป็นคนที่แทบไม่มีเครดิตทางโลก คือทางโลกจะรับรู้ว่า หมอนี่ไม่ได้เรื่อง หมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องของจิตวิญญาณ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ เป็นไอ้ขี้แพ้ ถูกปรามาส หรือนินทาได้ทุกวัน พอบรรลุธรรมแล้ว แง่มุมต่างๆเหล่านั้นที่ผู้คนมีให้กับบุคคลนั้นก็จะกลับมาเป็นกรรมที่ปิดบังพระสัจธรรมกับคนเหล่านั้นอีก ทำให้มองเห็นอริยะบุคคลนั้นๆเป็นไอ้ขี้แพ้ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่องเหมือนที่เคยเข้าใจมาแต่เดิม ทั้งๆที่เขาบรรลุธรรมไปแล้ว

หรือในกรณีพระสงฆ์ที่เผยแพร่พระสัจธรรมด้วยความอยากมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก อยากมีบริวาร อยากมีลาภยศสรรเสริญ อยากให้คนกราบไหว้ อยากโปรดร้อนวิชา ซึ่งเจตนาเหล่านี้จะพุ่งไปพร้อมๆกับพระสัจธรรมที่เผยแพร่ออกไป บางทีก็อยู่ในรูปของพฤติกรรมที่ไปปฏิสัมพันธ์กับญาติโยม บางคนไม่ได้อยากให้โปรดก็ไปโปรดเขากลายเป็นสร้างอุปาทานซ้อนให้กับคนที่เขาไม่ได้มีปัญหาขัดขัองในใจอีก แบบนี้ก็เรียกว่าการสัมพันธ์กันด้วยธาตุไม่บริสุทธิ์

กรณีการสัมพันธ์กันด้วยธาตุไม่บริสุทธิ์นั้น มีอยู่มากมาย และสิ่งเหล่านี้เองที่เป็นกรรมปิดกั้นปิดบังพระสัจธรรมต่อกันและกัน

ผู้ที่บรรลุธรรมส่วนใหญ่จึงโปรดคนรอบตัวหรือคนรู้จักไม่ค่อยได้ ถ้ายังอยู่ในรูปแบบเดิมๆ บางท่านถึงได้ออกบวชเสียเลย เพื่อล้างสมมติที่เคยเป็นมาทั้งหมด จะได้ไม่เป็นกรรมปิดกั้นปิดบังพระสัจธรรมต่อคนรอบๆข้างอีก

การสัมพันธ์กันด้วยธาตุไม่บริสุทธิ์นี้ หากเกิดขึ้นหลังจากบุคคลผู้นั้นได้บรรลุธรรมไปแล้ว จะโดยกรรมอนุสัยเดิมๆก็ดีหรือ ยังกลั่นกรองไม่ถึงที่สุดก็ดี ก็อาจจะมีการสัมพันธ์กันด้วยธาตุที่ไม่บริสุทธิ์ได้อีกเช่นกัน แล้วกรรมตรงนั้นก็จะกลายเป็นกรรมปิดกั้นปิดบังผู้คนทั้งหลายต่อพระสัจธรรมอีก ส่วนใหญ่แล้วการสัมพันธ์กันด้วยธาตุไม่บริสุทธิ์จะปรากฎออกมาให้เห็นในรูปของอคติ ทิฏฐิมานะ การตำหนิติเตียน พร่ำบ่นก่นด่า นินทาว่าร้าย การกินแหนงแคลงใจกัน ฯลฯ คือนอกจากจะทำให้เกิดการปิดบังพระสัจธรรมต่อกันแล้ว ก็จะก่อให้เกิดความขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้งตามมาอีกมากมายไม่จบไม่สิ้น

ผู้ที่เข้าใจเนื้อหาพระสัจธรรมแล้ว ก็ควรจะปฏิสัมพันธ์ต่อผู้อื่นอย่าง ไร้อคติ ไร้ทิฏฐิมานะ ไร้ความลำเอียง ไม่ประมาทปรามาส ไม่ดูหมิ่นดูแคลนใคร ไม่ต้องตัดสินค่าของใคร สัมพันธ์กันแบบไม่ต้องคาดหวังตั้งเอาอะไรกับคนอื่นๆ มันจะได้ไม่เกิดกิเลสตัณหาอุปทานและกรรมวุ่นวายกดดันกระทบกระทั่งต่างๆตามมาให้ชดใช้กันอีก เพราะเราไม่รู้หรอกว่า คนที่เราเพิ่งเดินผ่านหรือ เพิ่งด่าไปหมาดๆ อาจจะเป็นอริยบุคคลหรือพระอรหันต์ หรือภาคส่วนหนึ่งขององค์มหาบารมีก็ได้

อย่าลืมว่าไม่ใช่เฉพาะเราเท่านั้นที่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แม้แต่ตัวเราเองก็เอาแน่ไม่ได้ คนอื่นก็เหมือนกัน ไม่แตกต่างกัน เขายังเอาแน่กับตัวเองไม่ได้เลย สิ่งต่างๆที่ปรากฎอยู่ต่อหน้าเรา ต่อการรับรู้ของเราทั้งหมดมันจึงเป็นเพียงการปฏิสัมพันธ์กันด้วยธาตุธรรมที่มีกรรมติดมาตามเหตุปัจจัย ดังนั้นจะคติ อคติอะไรทั้งหลายที่เคยมีต่อกันและกันมา ก็ไม่ต้องไปตอกย้ำซ้อนลงไปอีก มันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป ส่วนใครที่ยังไม่ผ่านก็อโหสิให้ไปบ่อยๆเดี๋ยวก็จางคลายไปเอง

คิดดูว่าถ้าเราสัมพันธ์กับอริยบุคคลด้วยธาตุที่ไม่บริสุทธิ์โดยไม่รู้ความเป็นจริง ผลกรรมตรงนั้นจะมากมายมหาศาลและเรื้อรังยาวนานกว่าจะชดใช้จนหมด และจะเป็นกรรมที่ปิดกั้นปิดบังพระสัจธรรมมากอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

ในทางกลับกัน หากพระสงฆ์ที่บวชอยู่ในรูปแบบสงฆ์แล้ว แทนที่จะเป็นตัวแทนของคุณพระรัตนตรัย ที่ตรงต่อการปลงการวาง เกิดไปสัมพันธ์กับฆราวาสญาติโยมหรือพระสงฆ์องค์ชีด้วยธาตุไม่บริสุทธิ์ มีเจตนาแอบแฝง คิดไม่ดี สัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยกิเลสตัณหาอุปาทาน เพื่อหวังผลประโยชน์ต่างๆนานา กรรมตรงนั้นก็จะตีกลับมาปิดกั้นปิดบังตนเองจากพระสัจธรรมเช่นกัน สุดท้ายก็จะเพี้ยนออกห่างจากเนื้อหาพระสัจธรรม ออกห่างจากองค์มหาบารมีหรือคุรุครูบาอาจารย์ไปเรื่อยๆ จะโปรดสัตว์ก็ยากลำบาก เพราะทำตัวเองให้เสื่อมเสียซะเอง เรื่องการสัมพันธ์ด้วยธาตุไม่บริสุทธิ์นี่มันปิดกันไม่มิดหรอก เพียงแต่เจ้าตัวมักจะไม่รู้ เพราะผู้คนแอบเอาไปพูดกันอยู่วงนอกทั้งนั้น

บางคนแอบเคยแอบนินทา แอบใส่ร้ายป้ายสี ดูหมิ่นดูแคลน องค์มหาบารมี มาตั้งแต่ในอดีตชาติ พอมาชาตินี้เจอท่านก็จะออกอาการแบบไม่กล้าเจอท่านบ้าง กลัวท่านมากๆบ้าง เข้าหน้าไม่ติดโดยไม่รู้สาเหตุบ้าง ฯลฯ นี่ก็เป็นเหตุมาจากการที่ไปปฏิสัมพันธ์โดยธาตุไม่บริสุทธิ์ทั้งนั้น

กรรมที่เคยสัมผัสสัมพันธ์กับผู้คนทั้งหลาย องค์มหาบารมีทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ ผู้โปรดสัตว์ พระสงฆ์ พระอริยเจ้า อริยบุคคล พระอรหันต์ พุทธสาวก พุทธสาวิกา หน่อเนื้อพุทธางกูรทั้งหลายมาด้วยธาตุไม่บริสุทธิ์ หรือบางคนมีวิบากกรรมในลักษณะที่เจอใครก็หวาดระแวง เคร่งเครียด บีบคั้น จับผิดจับถูก วิพากษ์ วิจัย วิจารณ์ไปเสียทุกคน ก็ให้ขอขมากรรมตามเหตุที่เคยกระทำมาบ่อยๆ วิบากกรรมที่ปิดกั้นปิดบังพระสัจธรรมหรือปิดบังจากครูบาอาจารย์ ปิดกั้นปิดบังทำให้การโปรดสัตว์เป็นไปด้วยความยากลำบาก หรือความวิปริตแปรปรวนในจิตในใจที่มีต่อผู้คนทั้งหลายอย่างไม่รู้สาเหตุก็จะคลี่คลายจางหายไปเอง

No comments:

Post a Comment