Wednesday, October 28, 2015

คุยข้างเดียว#36 บันทึกการเดินทางปลายฝนต้นหนาวที่วัดร่มโพธิธรรม 6-15 ต.ค. 58

Update: ช่วงที่ผ่านมามือถือ(081-552-9856) ผมตกแตกเสียหายใช้การไม่ได้ ตั้งแต่ก่อนไปวัด เพิ่งได้เครื่องใหม่ที่ใช้งานได้จริงมาปฏิบัติงาน ท่านใดที่ติดต่อผมไม่ได้ในช่วงที่ผ่านมาก็อย่าเพิ่งลบเบอร์ออกไปนะครับ ยังใช้งานอยู่ตามปกติ

-------------------------------------------------------
บรรยากาศลานธรรมตอนเช้า
ผ่านมาหลายวันนับตั้งแต่ผมกับนโมกลับจากวัดร่มโพธิธรรมในช่วงวันที่ 6-15 ต.ค.58 กว่าจะเคลียร์งานหมดและเริ่มเขียนตอนนี้ได้ก็ปาเข้าไปเกือบสองอาทิตย์

การเดินทางครั้งนี้ถูกกำหนดขึ้นเมื่อราวๆปลายเดือนสิงหาคม 58 ที่ผ่านมาเพื่อทดแทนการเรียนพิเศษในช่วงปิดเทอมกลางปีของนโม เพื่อให้เขาได้ไปเจอประสบการณ์ที่หลากหลายกว่าในห้องเรียน เป็นประสบการณ์จริงที่เด็กๆส่วนใหญ่จะไม่ได้สัมผัสเพราะพ่อแม่ติดการงานจนปลีกตัวยาวๆไม่ได้ ซึ่งทีแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะได้ไปนานขนาดนี้นะครับ แต่ก็ลองขออนุมัติจากทางบ้านดู แล้วก็ได้อย่างที่เห็นนั่นแหละ

จริงๆก่อนเดินทางราว 1 สัปดาห์ แม่ผมประสบอุบัติเหตุล้มกระดูสะโพกหัก จนนึกว่าไม่ได้ไปแล้ว คือ แม่ผมบอกว่าตอนล้มนั้นอยู่คนเดียว กำลังเหยียบโซฟาขึ้นไปเช็ดหิ้งของพ่อผม แล้วก็เหมือนมีคนผลักกระเด็นไปอีกฝั่งของบ้าน พอผมได้รู้ข่าวก็รีบไปหาและหอบผ้าไตรไป 1 ชุดเพื่อนำพาเจ้ากรรมนายเวรขอขมากรรมและสละบวช จากนั้นกระบวนการรักษาทุกอย่างก็ราบรื่นมาก แผลผ่าตัดของแม่ผมหายอย่างรวดเร็วจนได้กลับบ้านก่อนวันเดินทาง หน้าตาสดใสไม่เหมือนคนป่วย แม่ผมก็ไล่ให้ผมไปวัด อย่าให้พลาด ผมจึงพาแม่กลับบ้านแล้วฝากน้องชายให้ดูแลต่อ เพราะไม่อยากจะระงับการเดินทาง เนื่องจากลึกๆแล้วรู้ว่าการเดินทางไปวัดแต่ละครั้ง บารมีในการโปรดก็จะถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสถานการณ์มากขึ้นนั่นเอง เรียกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการโปรดสัตว์มากกว่าที่จะมานั่งห่วงหวงธาตุธรรมทั้งหลาย

ก่อนขึ้นเครื่อง
 ในระหว่างเฝ้าไข้ ผมบอกให้แม่อธิษฐานยกผมให้แด่พระรัตนตรัย แด่องค์มหาบารมีเสียอย่าได้ยึดหรือหน่วงเหนี่ยวอีก เพื่อให้แม่ได้มีส่วนในอธิวาสนาและการโปรดสัตว์อย่างเต็มที่ เต็มใจ ซึ่งพอผมนำอธิษฐานเสร็จ แม่ผมก็โล่งโปร่ง สบายใจขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะแกค่อนข้างห่วงที่ผมไม่ได้มีชีวิตเหมือนคนทั่วไปที่ใช้ชีวิตทางโลกทำงานหาเงิน ฯลฯ ก็ให้อธิษฐานแบบนี้ซะจะได้หมดห่วงกันไป เป็นโอกาสในการสละท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้น นี่แหละที่เรียกว่าไร้และโปรดในท่ามกลาง

การเดินทางไปวัดครั้งนี้เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวพอดีและช่วงที่บินไปวัดก็เป็นช่วงที่ฝนกำลังตกชุกเสียด้วย วันเดินทางผมเก็บของที่เหลืออย่างฉุกละหุก เพราะเอาเวลาไปดูแลแม่เสียอาทิตย์หนึ่ง แต่ทุกอย่างก็ลงตัวเป๊ะๆโดยไม่ได้กำหนดอะไรไว้มากมายนัก ยกเว้นเที่ยวบินขาไปที่ล่าช้าออกไปราวหนึ่งชั่วโมง ภายใต้บรรยายกาศขมุกขมัวและมีฝนพรำๆ เมื่อลงที่สนามบินจังหวัดเลย คุณปัง ญาติธรรมที่นัดไว้ก็มานั่งรออยู่แล้ว เราจึงพากันขึ้นรถแล้วแวะไปซื้อของที่บิ๊กซีเมืองเลยก่อนเข้าวัด ซึ่งระหว่างทางก็มีฝนตกพร่ำๆตลอดจนถึงหนองหินฝนจึงหยุดตก พอถึงวัดก็เริ่มมึดพอดี คุณปังจึงพาผมกับนโมไปส่งที่กุฏิ จัดการเก็บของแล้วก็ออกมานั่งกินข้าวเย็นกันบริเวณหน้าห้องสมุดเก่าหลังกุฏิแม่ชีหนิง อาการกลัวจิ้งจกตุ๊กแกของนโมก็กำเริบจนกลายเป็นมื้อเย็นที่ไม่มีความสุขเลย

กำลังนั่งฟังธรรมนะเนี่ย

กุฏิที่ผมพักนั้นเป็นของคุณหมออ้อครับ ทีแรกไม่รู้หรอกว่าจะได้พักที่นี่ เพราะต้องรอจัดคิวให้ลงตัว แต่พอคุณหมอได้ยินว่าผมจะไปวัด ท่านก็สละกุฏิให้ผมกับนโมได้พักกันตลอด 9 คืนเต็มโดยไม่ต้องย้ายไปไหนอีก ก็ต้องขอกราบอนุโมทนาท่านเอาไว้ ณ ที่นี้ด้วย

คืนแรกที่วัด ผมพานโมขอขมากรรมก่อนนอน เนื่องด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง แม้จะแปลกที่ แต่นโมกับผมก็หลับลงไปอย่างง่ายดาย

พอเช้าวันรุ่งขึ้น(7 ต.ค.) ผมก็ปลุกนโมตื่นขึ้นไปฟังเทศน์ที่ลานธรรม เช้านี้ฝนตกพรำๆ ผมเลยเดินกางร่มพานโมไปที่ลานธรรม พอจบเทศนาธรรม ผมก็เพิ่งรู้ว่าหลวงพ่อท่านไม่ได้ลงเทศน์ เปิดของเก่าของวันก่อนๆแทน แต่ก็เป็นเช้าวันแรกที่นโมตื่นมาฟังธรรม พอเรากินข้าวเช้าเสร็จ ตอนสายๆเราก็พากันไปกราบหลวงพ่อที่กุฏิของท่าน ท่านก็เมตตาให้พระสัจธรรม เสร็จจากนั้น เราก็ยกขบวนกันไปกราบ "ปู่" ที่ผาสามยอดก่อนที่ท่านจะออกจากผาสามยอดไปศรีสระเกษ บรรยากาศก็ฝนตกพร่ำๆตลอดเวลา ถนนเปียกแฉะเลอะไปด้วยดินโคลน ก่อนหน้านี้สองปีที่แล้ว โดยความรู้สึก ผมก็อยากจะเจอ "ปู่" นะครับ เพราะได้ยินกิติศัพท์ท่านมานานพอสมควรแต่ก็ไม่เคยเจอเสียทีจนกระทั่งครั้งนี้ แต่ก็ดันเป็นการเจอที่หมดความอยากเจอแล้ว ก็ได้แต่นั่งฟังปู่เล่าเรื่องของท่านไปเรื่อยๆไม่มีคำถามอะไร พอได้เจอปู่แล้ว ส่งท่านขึ้นรถเสร็จ ผมก็เดินไปสนทนากับคุณหมออ้อเจ้าของกุฏิที่ผมพักอยู่ที่วัด

นโมช่วยม้วนเก็บเสื่อที่ลานธรรม

จากที่ได้สนทนากัน คุณหมออ้อท่านมาเจอเว็บ rombodhidharma.net โดยการอธิษฐานจิต แล้วก็ search วลี "อิสรภาพทางจิตวิญญาณ" ใน google ก็ได้มาเจอ แล้วก็ได้สละทางโลกมาอยู่ที่วัดอย่างที่เห็น ซึ่งเหตุการณ์ระหว่างนั้นผมไม่ได้คุยลงรายละเอียดเพราะมีเวลาน้อย แต่เท่าที่ได้สนทนากันก็ยังนึกชื่นชมว่าท่านก็สมุจเฉทเด็ดขาดจริงๆ เพราะเครดิตทางโลกท่านก็ไม่ใช่ธรรมดาเหมือนกัน

หลังสนทนาเสร็จก็ยกขบวนกลับวัด ท่ามกลางฝนที่ตกหนักมาก ช่วงเวลาที่เหลือก็ไม่ได้ทำอะไรมากครับ ผมก็กลับกุฏิแล้วก็นั่งออกแบบซีดีให้หลวงพ่อต่อ

ใครคิดว่าผมไปวัดแล้วสบายก็ให้รู้นะครับว่าทำงานหนื่อยกว่าตอนอยู่บ้านเสียอีก เอ้ออีกอย่างคือ ก่อนไปวัดรอบนี้มีญาติธรรมฝากเรื่องหนังสือขอขมากรรมภาษาจีนมาด้วย แล้วก็ถามถึงเสียงอ่านหนังสือขอขมากรรมเป็นภาษาจีน ผมก็เลยคิดว่าน่าจะทำภาษาอื่นๆด้วย ดังนั้นไปวัดรอบนี้ก็น่าจะได้บันทึกเสียงอ่านหนังสือบทขอขมากรรมภาษาต่างๆมาฝากกันด้วย แต่ก็นะ อุปสรรคเยอะจริงๆเพราะกว่าจะได้ทำก็ล่อเข้าไปวันเดินทางกลับแล้ว

กับพี่ฟาหลังลานธรรม
วันที่ 8 ต.ค. ผมกับนโมตื่นสาย เพราะคิดว่าหลวงพ่อไม่น่าจะลงเทศน์ที่ลานธรรม เห็นว่าฝนตกพรำๆ แต่ท่านลงมาเทศน์ตามปกติ ผมก็พานโมออกไปเดินเล่นบ้าง ไปให้อาหารเลี้ยงปลาที่สระน้ำ แล้วก็กลับมาทำซีดีต่อ พอเริ่มตันๆคิดงานไม่ออกก็ออกไปเดินเล่น ก็ได้สนทนากับพี่แหม่มที่อาศัยอยู่ในวัดถึงเรื่องราวต่างๆ เพราะนึกไม่ถึงว่าแกจะยกทั้งครอบครัวมาอยู่ที่วัดได้

วันที่ 9 ต.ค.วันนี้เป็นวันที่หลวงพ่อท่านชวนกลุ่มแม่ชีหนิงและพวกผมไปลงแรงปลูกไม้ผลกัน โดยหลวงพ่อท่านก็ลงมือทำงานด้วยอย่างไม่ถือองค์ ก็ได้รู้ว่าหลวงพ่อท่านแข็งแรงกว่าที่เราคิดไว้เยอะ เพราะท่านทำงานตลอดเวลานั่นเอง ขณะที่ผมยังออมแรงไว้บ้าง เพราะอาการปวดหลังที่เป็นมาตั้งแต่ก่อนไปวัดเนื่องจากอุ้มแม่ขึ้นรถนั่นเอง

วันนี้มีญาติธรรม คุณอุ้ยพาครอบครัวมาทำมหาสังฆทาน เสร็จแล้วคุณอุ้ยก็ไปส่งครอบครัวที่วังสะพุงเพื่อไปบ้านญาติที่อุดรแล้วก็ตีรถกลับมาช่วยทำสวนกับหลวงพ่อ
ที่ผาสามยอด ฝนตกเย็นฉ่ำแต่ทำอะไรไม่ได้

ตอนที่เราลงแปลงกับหลวงพ่อนั้น ก็ได้รู้ว่างานสวนงานไร่นี่ไม่ง่ายนะครับ กับผมที่ส่วนใหญ่จะนั่งจับเมาส์ทำงานหน้าคอมพ์ พอมาจับจอบจับเสียมแล้วก็รู้ว่า แรงเราตกไปมากเลย กล้ามเนื้อไม่ค่อยได้ใช้งานจริงๆ

ยิ่งนโมนี่ยิ่งออกอาการงอแงเลยเพราะไม่เคยตากแดดนานๆ ไม่เคยเดินลงสวน ไม่เคยขุดดิน จนต้องพาไปสงบสติอารมณ์ในร่มก่อน แล้วก็พาเข้าไปหลบแดดในอาคาร ซึ่งนโมก็ได้เจอสุวรรณ เด็กที่อาศัยอยู่ในวัด ซึ่งต่างคนก็ต่างสไตล์พอมาเจอกันก็มีกระทบกระทั่ง มีความแตกต่างในความคิดความเห็นบ้าง จนบางครั้งก็เกิดการขัดเคือง แต่ผมก็ปล่อยให้เขาปรับตัวเข้าหากัน ซึ่งมันก็ต้องใช้เวลาพอสมควร

ญาติธรรมที่ไปอยู่วัดช่วงเดียวกัน
พอตกช่วงบ่าย ทีมงานก็ไปถอนหญ้าแปลงปลูกถั่วกันต่อ ซึ่งผมเองไม่ได้ตามไปเพราะนโมยังติดลูกงอแงอยู่ เนื่องจากยังไม่ชินกับการทำสวนทำไร่

คืนนี้ผมชวนคุณอุ้ยให้มาพักด้วยกันที่กุฏิ เพราะยังมีที่ว่างอยู่เยอะ จะได้เผื่อกุฏิอื่นให้คนอื่นได้ใช้งาน และจะได้คุยกันนานๆหน่อย อยู่ห่างกันคุยกันไม่ค่อยสะดวก

วันที่ 10 ต.ค. วันนี้ช่วงเช้า ผมก็ชวนนโมลงลานธรรมเหมือนเดิม พอสายๆก็ไปช่วยหลวงพ่อลงต้นไม้จากที่ทำค้างเอาไว้ต่อ แต่วันนี้ผมไม่ได้ลงแปลงด้วยเพราะเอางานซีดีมาทำให้เสร็จเพื่อให้หลวงพ่อพิจารณา เนื่องจากโดนเร่งมาอีกทีหนึ่ง พอช่วงบ่าย ผมก็ลงแปลงต้นไม้ช่วยทำงาน จนฝนเริ่มตกหนัก ก็หยุดทำงานกัน วันนี้นโมได้เล่นน้ำฝนเป็นครั้งแรกในชีวิตด้วย นโมสนุกมาก เล่นไม่ยอมเลิก แต่ก็ไม่ได้ป่วยอะไรนะครับ น้ำฝนต่างจังหวัดสะอาดมาก วันนี้เหมือนนโม

พอเสร็จงานวันนี้ หลวงพ่อก็เทศน์โปรดทีมทำงานนี่ทั้งเหนื่อยและปวดเมื่อยไปหมด

พานโมมาเล่นกับหมาที่กุฏิพี่แหม่ม
ถ้าจำไม่ผิด วันนี้มีญาติธรรมท่านนึงคุณไอลดา พาลูกสาวและหลานชายมาวัด เพื่อที่จะบวชชีเป็นระยะเวลาสั้นๆ ส่วนหลานชายจะโกนหัวเป็นเพื่อน แต่วันนี้ก็ยังไม่ได้ปลงผมเพราะมาช่วยงานสวนเสียก่อน

วันที่ 11 ต.ค. วันนี้ผมพานโมลงลานธรรมท่ามกลางฝนตก และตกพรำๆทั้งวันจนหนาวเหมือนช่องแข็ง เมื่อรู้แล้วว่าไม่ได้ลงสวนวันนี้ แม่ชีหนิงจึงพาคุณไอลดากับลูกสาวและหลานชายปลงผมกันในช่วงสายๆ โดยมีผมเป็นมือไถเพราะใช้ปัตตาเลี่ยนเป็นอยู่คนเดียว ซึ่งบรรยากาศก็เป็นไปด้วยความซาบซึ้งมาก ก็ไม่นึกไม่ฝันเหมือนกันว่าจะต้องมาช่วยคนอื่นปลงผมบวชทีเดียวหลายๆคนแบบนี้ วันนี้ก็เลยเป็นวันที่อิ่มบุญจริงๆ อนุโมทนาสาธุกับทุกท่านครับ

นำแม่ชีใหม่รับโอวาทจากหลวงพ่อ
วันนี้เนื่องจากฝนตกทั้งวันไม่หยุดจริงๆ ช่วงบ่ายเราก็เลยพาคุณอุ้ยไปเที่ยวที่ผาสามยอดก่อนจะกลับโคราชในวันรุ่งขึ้น พาไปดูว่าพื้นที่ตรงนั้นเขาทำแปลงเกษตรอินทรีย์กันยังไง เราก็ไปเยี่ยมคุณแตง ไปเก็บมะละกอ พอเที่ยวชมเสร็จแล้ว เราก็กลับมาที่วัด ผมก็ขอตัวไปออกแบบซีดีต่อทันที แต่ก็ไม่เสร็จนะครับ เพราะมีงานแก้ไขเสียงเทศนาธรรมอีกด้วย

ครอบครัวคุณอุ้ยถวายมหาสังฆทาน
วันที่ 12 ต.ค. วันนี้หลังจากลงลานธรรมแล้ว ก็ได้พาแม่ชีใหม่สองท่านที่เพิ่งปลงผมเมื่อวานไปรับโอวาทจากหลวงพ่อ และพาคุณอุ้ยกราบลาหลวงพ่อเพื่อกลับบ้านในช่วงสายๆ จากนั้นก็ไปลงแรงถอนหญ้าที่แปลงถั่วกันอีก แต่ผมก็ไม่ค่อยได้ทำหรอกครับ เพราะติดพันกับนโมที่ยังปรับตัวได้ไม่ค่อยดีนัก คือนโมนั้นเป็นเด็กใฝ่ดี พอเขาเห็นว่าตัวเองช่วยงานได้ไม่เหมือนผู้ใหญ่ก็จะรู้สึกผิด ผมก็ต้องสอนเขาว่า ผมไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะทำได้เหมือนผู้ใหญ่หรือ เด็กอื่นที่อยู่กับสวนกับไร่มาตั้งแต่เด็กๆ ก็แค่ให้เขาได้สัมผัสบรรยากาศ ค่อยๆปรับตัวไปก่อน พออธิบายแล้วเขาก็ค่อยๆสงบลง แต่ก็ยังมีอารมณ์หงุดหงิดบ้างเล็กน้อยเพราะธรรมชาติมันไม่ค่อยเป็นไปตามที่ใจเขาต้องการสักเท่าไหร่

นโมกับ Anna-Rose ครูภาษาอังกฤษจำเป็นของนโม
วันที่ 13 ต.ค. วันนี้ก็ลงแปลงถั่วอีกวันหนึ่ง ถอนหญ้ารอบสุดท้าย ผมนัดกับแม่ชีบุษบาเพื่อที่จะมาบันทึกเสียงอ่านหนังสือบทขอขมากรรมภาษาจีน แต่ที่สุดก็ไม่ได้อ่านเพราะเสียงรบกวนค่อนข้างดัง และแม่ชีบุษบาก็บอกว่าเคยอ่านบันทึกเสียงไปแล้ว น่าจะลองไปตาหาเอา ผมก็เลยไม่ได้บันทึกเสียง ที่สวน เราจบงานกันช่วงบ่ายต้นๆ พอกลับวัดผมก็ไปทำซีดีต่อ นึกในในว่ารอบนี้คงจะไม่ได้บันทึกเสียงอ่านหนังสือบทขอขมากรรมแล้ว รู้เลยว่ารอบนี้มาใช้กรรมที่เคยขัดขวางการโปรดสัตว์เต็มๆ ทำงานก็มีอุปสรรคเต็มไปหมด ขนาดงานซีดีที่คิดว่าหมูๆ พอมาทำอยู่ที่วัดก็ยิ่งยากลำบากเข้าไปใหญ่ ใจก็ทิ้งมันตรงนั้นเลย ไม่ทำก็ไม่ทำ ทำเท่าที่ทำได้ก็พอ

นโมกับสุวรรณเพื่อนใหม่ มีมาเรียนจากออสเตรเลียและแม่ชีศศิยืนอยู่ใกล้ๆ
วันที่ 14 ต.ค. เช้านี้อากาศดีไม่มีฝน แต่ช่วงเช้ามีอุบัติเหตุนิดหน่อย พอช่วงบ่ายปัญหาก็เคลียร์ได้ ผมทำซีดีของหลวงพ่อเสร็จทั้ง 3 ชุด แต่ไม่มีเครื่องเขียนแผ่นซีดีเพื่อทำ master ก็เลยต้องวิ่งหาไปทั่ววัด ตกเย็นผมก็พานโมไปเล่นกับสุวรรณและเด็กคนอื่นในวัด นโมดูจะเริ่มปรับตัวได้แล้วตอนเกือบๆจะกลับบ้าน ที่มีกระทบกระทั่งกันในช่วงวันแรกๆก็เริ่มหมดไปแล้ว ผมก็พาเด็กๆขอขมากรรมร่วมกัน

ตกดึก ผมก็เริ่มเก็บของลงกระเป๋า เพราะของค่อนข้างเยอะ มีคนเอาของมาฝากเยอะ อย่างนโมก็มีคุณยายคุณป้าให้ขนมตลอดทุกวันที่อยู่วัด ไม่มีอด

วันที่ 15 ต.ค. หลังจากลงลานธรรมในช่วงเช้า ผมก็ได้เครื่องเขียนแผ่นซีดี จนทำ master audio cd จนเสร็จแล้วไปยื่นให้กับพระอาจารย์วิสิษฐ์ พอกลับมาที่กุฏิแม่ชีหนิง ท่านก็บอกว่าวันนี้น่าจะได้บันทึกเสียงอ่านหนังสือขอขมากรรมภาษาอังกฤษ โดยให้ Anna-Rose เป็นคนอ่าน ส่วนเวอร์ชั่นอิตาลีชวดไปแล้วเพราะพระอาจารย์เดวิดติดงานและจะเดินทางกลับประเทศวันที่ 16 ต.ค.นี้ ผมจึงสอน Anna-Rose ใช้เครื่องบันทึกเสียงและให้ไปอ่านบันทึกเอาเอง ในขณะที่แม่ชีศศิไปพาแม่ชีนวลจันทร์(คนจีน) มาเตรียมอ่านบันทึกเสียงเวอร์ชั่นภาษาจีน ผมพานโมไปฝากไว้กับพี่แหม่ม ให้ไปเล่นกับหมา แล้วก็ออกมาทำงานต่อ ก็ไม่รู้ว่าทำไมอะไรๆถึงมาลงตัววันสุดท้ายก่อนกลับบ้านก็ไม่รู้

แม่พุทธาให้นโมนำน้ำขวดไปถวายหลวงพ่อ
สุดท้ายแล้วเราก็ได้เสียงบันทึกมาสองเวอร์ชั่นคือ อังกฤษกับจีน เดี่ยวจะตัดต่อแล้วนำขึ้น Youtube ในภายหลังครับ พอบันทึกเสียงภาษาจีนจบ ผมก็ออกไปรับญาติธรรมท่านหนึ่งทีขับรถมาจากขอนแก่นเพื่อมาสนทนาธรรมและเจอหน้าค่าตากันหน่อยหลังจากคุยกันทางโทรศัพท์มาหลายเดือน จังหวะพอดีกับที่ได้เจอหลวงพ่อท่านด้วยก็เลยได้คุยกันพอสมควรก่อนที่ผมจะพามาคุยกันต่อที่กุฏิ

พอคุยเสร็จ ก็ทานข้าวเที่ยง แล้วผมก็รีบเก็บของ เก็บกวาดกุฏิอย่างเร่งรีบเท่าที่ทำได้ เอาขยะไปทิ้ง ไม่สะอาดเท่าที่อยากจะให้มันเป็นน่ะนะ อโหสิๆ เพราะรถกำลังจะออกไปส่งผมกับนโมและคุณปังบินกลับกทม. เรียกว่าทำงานกันจนนาทีสุดท้ายจริงๆ

จริงๆมีรายละเอียดอีกมากมายที่ตกหล่นเพราะผมไม่ได้บันทึกวันต่อวัน เหนื่อยหมดแรงนะครับขอบอก พอมันพ้นไปจากความคลี่คลาย ไร้ในท่ามกลางไปแล้ว ก็มีแต่ทำงานอย่างเดียว โปรดสัตว์ใครว่าสบายนี่คิดผิดเลย เพราะไร้ในท่ามกลางได้เมื่อไหร่ มันก็จะเข้าสู่โหมดของการใช้ขันธ์ในการโปรด แล้วทีนี้ล่ะจะหนักเลย อันนี้ต้องไปดูหลวงพ่อท่านครับ ท่านทรงงานหนักมาก แต่ไม่เคยบ่นสักคำ แต่มันก็มี moment ดีๆอีกมากมายในช่วงเวลาที่อยู่วัดของนโมที่ไม่ได้เล่า เช่น มีวันนึงผมพานโมขี่จักรยานไฟฟ้าไปหาเครื่องเขียนซีดี นโมก็ตะโกนทักคนในวัดสร้างรอยยิ้มให้กับทุกคนตลอดทาง เพราะเขาคิดว่าทุกคนเป็นมิตรหมด ซึ่งนี่เป็นข้อดีของเขาที่ผมไม่เห็นในเด็กคนอื่นคือเป็นมิตร เข้ากับคนง่าย และเล่นกับคนอื่นไปทั่วไม่ปิดกั้นตัวเอง
ลงทำงานถอนหญ้าที่แปลงถั่ว
อีกหลายอย่างที่นโมได้เรียนรู้ ได้ออกมาเห็นโลกกว้าง ได้เจอผู้คน ได้ฝึกฝนทักษะการเข้าสังคมที่มีผู้คนหลากหลาย ได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างเมืองและชนบท ได้สัมผัสธรรมชาติ ได้สัมผัสดิน ต้นไม้ใบหญ้า ฯลฯ

ความร่าเริงเป็นปกติของนโม
ที่สำคัญคือ รอบนี้ไปวัด ผมกับนโมสำรอกกรรมกันอุตลุต นับตั้งแต่ก่อนไปวัดด้วยซ้ำ พอวันสุดท้ายก็ค่อยเบาบางลงไปหน่อย พอกลับมาก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แต่ยังไม่สามารถบอกลงไปได้ชัดเจน เดี๋ยวมันคงรู้ของมันเอง แต่ที่แน่ๆ ผมเริ่มเห็นภาพของ "พุทธเกษตร" ที่มาปรากฎบนโลกนี้ชัดเจนมากขึ้น และได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมันขึ้นมาด้วย

ยาวแล้วนะ น่าจะจบได้แล้ว ไม่งั้นอาจจะได้หนังสืออีกเล่ม ฮา

ไปวัดครั้งนี้ก็ต้องกราบขอบพระคุณแม่ชีหนิง แม่พุทธา แม่ชีศศิ แม่ชีฝน คุณปัง คุณหมออ้อ พี่แหม่ม แม่ชีอาย แม่ชีมีน แม่ชีสกาญจ์ พี่ฟา Anna-Rose แม่ชีนวลจันทร์ คุณอุ้ย พี่เกตุและคุณแม่ และอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยนาม ณ ที่นี้ ที่ได้ช่วยให้ทริปนี้ลุล่วงไปได้แบบงงๆแต่ลงตัวมาก

จบนะครับ ไปทำงานต่อ งานรออีกเพียบเลย เตรียมงานสนทนาธรรมวันอาทิตย์ที่ 8 พ.ย.58 นี้ด้วย

ขอให้ทุกดวงจิต ทุกดวงวิญญาณ ในทุกหมู่ทุกเหล่า ตลอดจนถึงเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ผู้มีคุณทั้งหลาย จงมีส่วนในอธิวาสนาบารมีในการโปรดสัตว์แห่งข้าพเจ้าไปตลอดกาลนานเทอญ

อโหสิ อโหสิ อโหสิ
โส โส โส

ปริ๊นซ์

No comments:

Post a Comment