Friday, October 30, 2015

สัญญา 101(ภาคพิสดาร)

นโม(ลูกชายผมเอง)บอกกับผมในเช้าวันหนึ่งว่า การขอขมากรรมทำให้เขาจำอะไรไม่ค่อยได้ ผมก็ถามกลับไปว่า แล้วมันสบายไม่ใช่เหรอ เขาก็พยักหน้ารับ

อาการสัญญาดับนี้ เป็นปกติของผู้ที่ได้มาฟังมาอ่านพระสัจธรรม ถ้าดับมากๆ ก็จะทำให้ดำรงขันธ์อยู่ทางโลกลำบากสักหน่อย เรียนก็ลำบาก ทำงานก็ลำบาก (จึงมีหลายคนที่ไม่มีภาระผูกพันอะไร เลือกที่จะมาอยู่วัดเสียเลย) เพราะงานทางโลกนั้นต้องอาศัยใช้ธาตุขันธ์อย่างหนัก ยิ่งใช้ก็ยิ่งทุกข์ บางคนมาเจอสัจธรรม สัญญาดับบ่อย แต่ยังต้องอยู่ทางโลก ก็จะใช้วิธีตอกย้ำมันมากขึ้นเพื่อให้จำได้ ซึ่งก็ทำให้ทุกข์มากขึ้น บางคนปรับวิธีการทำงาน ด้วยการจดมันทุกอย่าง(เป็นการตอกย้ำสัญญาอีกรูปแบบหนึ่ง) แต่หลายคนก็เลือกที่จะปล่อยเลย ดับก็ดับ ไม่ฝืนดิ้นรนอะไรอีก แม้จะอยู่ทางโลกลำบากขึ้น แต่ธรรมก็จะจัดสรรทุกอย่างให้ตามบารมีไปเอง เพียงแต่มันอาจจะไม่ได้ดั่งกิเลสตนเองหรอก

ผมเองก็เคยมีอาการสัญญาดับ เดือนแรกนับตั้งแต่เจอหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เมื่อต้นปี 53  คือมันดับสนิทจริงๆ มันอยู่ในสภาพที่ไม่เอาสภาวะไหนเลย พ้นออกมาหมด ทุกอย่างผ่านมาผ่านไปไม่ติดขัด ซึ่งเมื่อไม่เอาแม้กระทั่งสัญญาแล้ว มันจึงโปร่งเบาราวกับกายเป็นอากาศธาตุ ไม่มีกรรมซ้อนกายซ้อนจิตเลย เรียกว่าตอนนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอากาศจริงๆ สัญญาเก่าๆ ความทรงจำทั้งหลายที่มีมาทั้งหมด ไม่รู้มันหายไปไหน พยายามจะจำของใหม่ๆก็จำไม่ได้ แต่พอธาตุขันธ์ปรับตัวแล้ว มันก็จะพอจำได้บ้าง แต่ก็เลือนลางเต็มทนและจางหายไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นมาก็เลยไม่ดิ้นรนที่จะจำอีกเลย จะจำได้ก็จำ จำไม่ได้ก็ช่างมัน

ในบรรดาศิษย์หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตจะเข้าใจกันดีกับปรากฎการสัญญาดับเช่นนี้ดี

สัญญาที่มันเบาบางลงเกิดจากอะไรกันแน่?

อันนี้ต้องอ้างอิงการอธิบายแบบควอนตัมฟิสิกส์สักหน่อย แต่จะไม่อธิบายให้ยากจนเกินไปนะ

ปกติเวลาจิตส่งกระแสจิตออกไป มันจะส่งออกไปในลักษณะของลูกคลื่น(คล้ายๆคลื่นวิทยุ)อันมีอัตตลักษณ์เชิงพลังงานหรือความถี่เฉพาะตัวของแต่ละดวงจิต เมื่อไปกระทบกับสิ่งใดก็แล้วแต่ คลื่นนั้นจะสะท้อนกลับมาสู่จิต การรู้(การปรุงแต่งในการรู้)จะเกิดขึ้น เหมือนเครื่องโซนาร์ ทำให้เรารู้นั่นรู้นี่อย่างมีความหมายในเชิงสมมติ และลักษณะของรูปลูกคลี่นพลังงานอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ตกค้างอยู่ในโลกธาตุนี่เองคือ "สัญญา" หรือความจำได้หมายรู้

เมื่อสัญญาก็คือรูปลักษณะของคลื่นพลังงานที่ตกค้างอยู่ในโลกธาตุจากการที่ส่งกระแสจิตไปรับรู้(หลงรู้)สิ่งต่างๆนี้เอง ขนาดความจุของสัญญาจึงกว้างใหญ่ไพศาลมาก สัญญาจากภพชาติก่อนๆยังคงตกค้างอยู่ในโลกธาตุนี้ เพียงแต่จะเชื่อมโยงได้หรือไม่เท่านั้นเอง ถ้าเชื่อมโยงถึงสัญญาเก่าๆได้ก็เรียกว่าระลึกชาติได้

แต่โดยความเป็นสัตว์ที่หลงตอกย้ำตัวรู้ตัวเห็นของตนตลอดเวลา สัญญาทั้งหลายก็เลยท่วมโลกธาตุมากมายไปหมด อันไหนเพ่งรู้เพ่งดูมาก ก็จำได้มากหน่อย ละเอียดหน่อย ลักษณะของรูปลูกคลื่นกระแสจิตจะชัดและมีกำลังแรง อันไหนไม่ค่อยสนใจใส่ใจ คลื่นกระแสจิตก็จะอ่อนกำลังไม่ค่อยชัดเจน ทำให้จำไม่ค่อยได้

เวลาเรานึกย้อนระลึกกลับไปตามสัญญาเก่าๆ มันก็คือการส่งกระแสจิตไปเพ่งรู้เพ่งอ่านลักษณะของรูปลูกคลี่นที่ตกค้างอยู่ในสังสารวัฏนั่นแหละ ซึ่งการระลึกถึงสัญญาเก่าๆนี้ก็จะเป็นการไปตอกย้ำทำให้รูปคลื่นในสัญญาเก่าๆชัดเจนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อตอกย้ำสัญญามากๆเข้าจนกลายเป็นอนุสัยกรรม คลื่นกระแสจิตที่ตกค้างก็จะมีมากและชัดเจนมากขึ้นตาม มันจะติดพันเหนียวหนืด เวลาไปเกิดในภพชาติใหม่ จิตก็จะใช้ชีวิตไปตามสัญญาเก่าๆ โดยไม่ต้องสอนเลย อย่างเช่นบางคนเกิดมาเป็นอัจฉริยะ หรือเราเรียกกันว่าพรสวรรค์ ที่สามารถทำโน่นทำนี่ได้โดยไม่ต้องเรียนรู้อะไรมากเลย เราจึงเห็นเด็กบางคนเล่นดนตรีได้ไพเราะมากทั้งๆที่ไม่ได้เรียนดนตรีเลยก็มี หรือบางคนก็เรียนเร็วมากในสิ่งที่ตนเคยตอกย้ำมาในอดีต

ส่วนการระลึกชาติได้นั้น เป็นพลังอำนาจพิเศษของจิตอย่างหนึ่ง ที่สามารถสืบย้อนไปเชื่อมโยงกับสัญญาที่ตกค้างไว้ได้ หรือบางคนก็มีอภิญญาที่สามารถย้อนกลับไปดูอดีตชาติได้ เหมือนเล่นหนังย้อนกลับไปตอนต้นเรื่อง

ที่ดวงจิตโดยส่วนใหญ่ไม่สามารถระลึกย้อนอดีตชาติได้ ก็เพราะมีวิบากกรรมบางส่วนถูกใช้คืนไปแล้วและไม่มีการตอกย้ำเพิ่ม สัญญาเก่าๆส่วนนั้นจึงคลี่คลายจากคลายหายไปตามการชดใช้กรรม

แต่ส่วนใหญ่ที่ระลึกชาติย้อนอดีตชาติไปไม่ได้ นั่นก็เพราะเป็นธรรมชาตินั่นเอง ซึ่งก่อนที่จะเกิดเป็นมนุษย์ได้ ใครมีกุศลจิตเยอะก็ต้องไปใช้กรรมในสวรรค์เสียก่อน ใครมีอกุศลจิตเยอะก็ต้องลงนรกไปใช้กรรมเสียก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อปรับสมดุลและล้างของเก่า ก่อนที่จะเกิดลงมาเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง นี่เองที่เป็นระบบการคลี่คลายกรรมตามธรรมชาติของสังสารวัฏ ที่ช่วยให้เราไม่ต้องแบกสัญญาจากทุกภพทุกชาติอยู่ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นจะหลุดพ้นได้ยาก

บางทีมันก็มีสัญญาเก่าที่เคยตอกย้ำมามากหลงเหลือ มันจึงพอจะจำได้ลางๆในบางจังหวะ แต่อาจจะคลุมเครือไม่ชัดเจน ยกเว้นแต่ว่ามีรูปธรรมชีวิตบางรูปแบบที่มีอำนาจญาณพิเศษที่จะสามารถย้อนกลับไปดูเรื่องราวทั้งหมดได้ทุกภพชาติ ชนิดที่คนทั่วไปทำไม่ได้ รูปธรรมชีวิตที่ว่านี้ก็ได้แก่ องค์มหาบารมีเช่น องค์พุทธะ องค์มหาพุทธะ พระมหาโพธิสัตว์ เป็นต้น ซึ่งท่านเหล่านี้ก็ไม่ได้ใช้วิถีญาณย้อนไปดูอดีตพร่ำเพรื่อ แต่ใช้เพื่อการโปรดสัตว์เท่านั้น

อาการสัญญาดับของผู้บรรลุธรรมนั้นเกิดจาก ตัณหาในรู้มันดับลง จึงไม่ไปตอกย้ำจิต ตอกย้ำสัญญาใหม่ๆอีก แล้วมันก็ไม่ค่อยเอาของเก่าด้วย มันจึงจำไม่ค่อยได้ เรียกว่ามันไม่เอาแล้ว จิตมันรู้ว่าทุกอย่างเป็นภาระทั้งหมด มันจึงทิ้งทั้งหมด

อริยบุคคลทั้งหลาย เวลาดำริจิตทำสิ่งใดก็แล้วแต่ ก็จะดำริเพียงไม่กี่ชั่วขณะจิต แค่พออาศัยดำรงธาตุขันธ์ แล้วที่เหลือกายขันธ์ก็จะทำงานไปตามนั้นโดยอัตโนมัติ ไม่เพ่งรู้ เพ่งดู บังคับรู้ กำหนดรู้ หรือ ตอกย้ำรู้ เอาชัด เอามัน เอาเยอะตลอดเวลาเหมือนปุถุชน เปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ ปกติเวลาทำอะไรก็ตาม ปุถุชนทั้งหลายอาจจะใช้จิตไป 1000 หน่วยในการตอกย้ำเพื่อทำงานแต่ละชิ้น ก่อให้เกิดมโนกรรม 1000 หน่วย หรือ 1000 ลูกคลื่นของกระแสจิต(สมมติ) เมื่อเมื่ออริยบุคคลดำริทำงานเดียวกัน อริยะบุคคลอาจจะใช้จิตไปแค่ 1-10 หน่วยในการทำงาน(ซึ่งก็เพียงพอแล้วที่จะให้มันดำเนินต่อไปจนจบ) ก่อให้เกิดมโนกรรมเพียง 1-10 หน่วย หรือ 1-10 ลูกคลื่นของกระแสจิต เมื่อกระแสจิตที่ใช้น้อยกว่ามาก กายธาตุจิตธาตุก็จะไม่กดดันตึงเครียด ก็จะเบาบางโปร่งสบายคลี่คลายมากกว่า วิบากในการใช้จิตนั้น จึงคืนกลับมาจนหมดหรือเกือบหมดในเวลาไม่นาน เพราะปกติของอริยบุคคลคือดับว่าง วิบากกรรมจึงคืนกลับมาได้ง่ายกว่ามาก สัญญาความจำจึงเบาบางแทบไม่เหลือ ทำให้จำอะไรไม่ได้เลย นึกยังไงก็นึกไม่ออก ยกเว้นแต่มีความพยายามจะจำก็จะทำให้เกิดสัญญาใหม่ๆตอกย้ำเพิ่มขึ้นเพื่อให้จำได้ดีขึ้น ก็จะพอจำได้ แต่พอไม่ได้ใช้สัญญานั้นนานๆเข้า วิบากในการตอกย้ำก็จะคืนกลับจนหมด แล้วก็จะจำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม

ซึ่งอันนี้ไม่ใช่อัลไซเมอร์นะ แต่เป็นกระบวนการปรับธาตุขันธ์ให้ใช้งานอย่างพอดีๆ กรรมน้อยๆ ใช้งานอย่างฉลาด ไม่ได้ใช้งานพร่ำเพรื่อสนองตัณหาเยี่ยงทาสเหมือนที่ปุถุชนใช้ธาตุขันธ์ ความรู้สึกทั้งหลายจึงโปร่งโล่งเบาสบายไม่มีอะไรเป็นภาระแม้กระทั่งสัญญาความจำทั้งหลาย แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ทุกอย่างมันเคลียร์หมดจดแล้ว ธรรมก็จะจัดสรรให้สละบวชเองในที่สุด โดยไม่ต้องลังเลเลย

ฉะนั้นใครก็ตามที่ถูกสัญญา ความจำเก่าๆที่ฝังใจตามหลอกหลอนอยู่ เวลามันผุดขึ้นมาในใจในความคิดก็ อโหสิไป โสคลี่คลายออกไป กำลังของสัญญานั้นจะค่อยๆลดกำลังลงเอง หมดไปเองในที่สุด

ทุกสิ่งทุกอย่างในสังสารวัฏนี้ล้วนแล้วแต่อนัตตาทั้งนั้น ไม่มีข้อยกเว้น ทุกอย่างเป็นแค่เพียงคลื่นพลังงานบนความว่างเปล่า ยึดไม่ได้จริง ไม่ใช่ตัวตนจริงทั้งนั้น แม้แต่สัญญาความจำที่เราหลงปักใจเชื่อว่าเกิดขึ้นจริง เป็นจริงก็ยังเป็นแค่ลักษณะหนึ่งของคลื่นพลังงานที่ยักย้ายถ่ายเทไปมาเท่านั้นเอง ไม่มีสาระให้จับต้องได้จริงเลยแม้แต่นิดเดียว

รู้อย่างนี้แล้วจะตั้งเอากับอะไรอีกล่ะท่าน? ก็ปล่อยเลย จะได้ไม่ต้องมาวนเวียนเป็นทาสของธรรมทั้งหลายที่ล้วนว่างเปล่าอยู่แล้วอีกต่อไป

No comments:

Post a Comment