Friday, September 25, 2015

สัจธรรมจาก Facebook#64

ยิ่งห่วงก็ยิ่งถ่วง ยิ่งถ่วงก็ยิ่งห่วง....
ยิ่งแสวงหาก็ยิ่งห่วง ยิ่งห่วงก็ยิ่งถ่วง ยิ่งถ่วงก็ยิ่งห่วง
ยิ่งยึดติดก็ยิ่งห่วง ยิ่งห่วงก็ยิ่งถ่วง ยิ่งถ่วงก็ยิ่งห่วง
ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งห่วง ยิ่งห่วงก็ยิ่งถ่วง ยิ่งถ่วงก็ยิ่งห่วง
ยิ่งพอใจก็ยิ่งห่วง ยิ่งห่วงก็ยิ่งถ่วง ยิ่งถ่วงก็ยิ่งห่วง
ยิ่งทุกข์ใจก็ยิ่งห่วง ยิ่งห่วงก็ยิ่งถ่วง ยิ่งถ่วงก็ยิ่งห่วง

สังสารวัฎทั้งหลายไม่ว่าจะของใครก็ตาม
ล้วนแล้วแต่วกวนอยู่ในลักษณาการเช่นนี้ ไม่มีอะไรอื่นเลย
ส่วนที่หลงเป็นเอาว่าเป็น ความรัก ความปรารถนาดี
เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง ความสุขสบาย ความทุกข์
ความยากลำบาก ความกลัว ความโกรธเกรี้ยว...
ก็ล้วนแล้วแต่เป็นภาพมายาที่ปกปิดความเป็นจริง
ที่มีแต่ความห่วง ความถ่วง ความถ่วง ความห่วง
ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้เลย และไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นกว่านี้เลย

สังสารวัฎนี้ไม่มีสาระอะไรให้หลงห่วงหลงถ่วงจริงๆหรอก
ก็เลิกห่วงเสีย มันก็เลิกถ่วง เมื่อเลิกถ่วง มันก็เลิกห่วง
แล้วนั่นแหละคืออิสรภาพจากความห่วงหวงใดๆ
ที่ถ่วงเธอทั้งหลายเอาไว้ในสังสารวัฎที่ยาวนาน
โดยที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าความห่วงและความถ่วงเลย

----------------------------------------------------

เธอทั้งหลายล้วนแล้วแต่แสวงหาอิสรภาพ
แต่ไม่เคยรู้เลยว่าเธอหวาดกลัวอิสรภาพยิ่งกว่าสิ่งใด
เพราะเธอทั้งหลายพันธนาการตัวเองเอาไว้ด้วยความห่วงหวงต่อสิ่งต่างๆ
เพียงหวังว่ามันจะทำให้อุ่นใจในโลกที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลงนี้
เธอจึงไม่อาจหาญ

----------------------------------------------------

ถ้าหมดเนื้อหมดตัว ไม่มีอะไรจะให้ใคร ก็อโหสิให้กับทุกอย่างทุกเรื่องไปนั่นแหละคือการให้การสละที่ดีที่สุดแล้วในสังสารวัฏนี้

-----------------------------------------------------

มนุษย์ใช้คำว่าประเทศชาติแบ่งแยกเราออกจากกัน
มนุษย์ใช้คำว่าศาสนาแบ่งแยกเราออกจากกัน
มนุษย์ใช้เชื้อชาติแบ่งแยกเราออกจากกัน
มนุษย์ใช้ฐานะการเงินแบ่งแยกเราออกจากกัน
มนุษย์ใช้คติอคติแห่งตนแบ่งแยกเราออกจากกัน
มนุษย์ใช้ความเชื่อแบ่งแยกเราออกจากกัน
มนุษย์ใช้ความดีความชั่วแบ่งแยกเราออกจากกัน
มนุษย์หลงจริงจังกับธรรมชั่วคราวทั้งหลาย
ราวกับว่ามันจะเป็นอย่างนั้นไปชั่วนิรันดร์ไม่เปลี่ยนแปลงอีกเลย

มนุษย์ทั้งหลายจึงใช้สมมติต่างๆไปในทางที่ทำให้ตนคับแคบลง
ในการแบ่งแยกตนออกจากธรรมชาติรอบข้าง จากผู้คนรอบข้าง
จากความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวของธรรมชาติและสังสารวัฏ
ปิดกั้นปิดบัง กักขังตนเองให้อยู่แต่ในทิฏฐิ คติและอคติแคบๆแห่งตน
ที่สุดก็ทำให้เกิดความอึดอัดขัดเคืองทั้งกับตนเองและผู้อื่น โลกที่มันกว้างอยู่แล้วก็กลับแคบลง แคบตามทิฏฐิความเชื่อแห่งตน
ต้องอยู่กันอย่างดิ้นรนขัดสน แก่งแย่งแข่งขันเอาเป็นเอาตาย
จนที่สุดสังคมมนุษย์ก็กลายเป็นสังคมอบายภูมิ
มีแต่การเอารัดเอาเปรียบ มีแต่ความโลภโมโทสัน
มีแต่ความคับแค้นเกรี้ยวกราด มีแต่ความหมกมุ่นมัวเมา
มีแต่การเข่นฆ่าทารุณกันไม่จบไม่สิ้น
โลกที่ควรจะเป็นสวรรค์ก็กลับรุ่มร้อนเต็มไปด้วยทุกขเวทนา
แล้วพลังเหล่านั้นก็สะท้อนกลับ กลายเป็นความแห้งแล้งของผืนดิน
ความแปรปรวนของโลก และการทำลายล้างจากธรรมชาติ
ให้สอดคล้องกับธรรมชาติภายในของใจมนุษย์

จะแก้ก็ต้องแก้ที่ตัวเอง ไม่ใช่คนอื่น ไม่ใช่ที่โลก
ก็เพียงแค่เลิกหลงความคับแคบในทิฏฐิมานะแห่งตน เลิกคาดหวังตั้งเอากับสิ่งต่างๆ แม้กระทั่งกับความดี เลิกแบ่งแยก เลิกคติ เลิกอคติในใจตนลงเสีย
มันก็จะกว้างขวางออกไปเอง เลิกขัดแย้งกันไปเอง
จะได้เลิกบ้าไปกับสิ่งที่คิดเอาเอง นึกเอาเองแคบๆเสียที
เธอทั้งหลายก็จะได้พบว่า ทุกอย่างมันโอเคของมันอยู่เองแล้ว
แต่เป็นเธอเองนั่นแหละที่มัวแต่หลงไล่งับหาง(ทิฏฐิความเชื่อ)ของตัวเองอยู่อย่างนั้น

No comments:

Post a Comment