Friday, September 4, 2015

คุกทางใจ

วันนี้มาว่ากันด้วยเรื่องคุกกันสักหน่อย เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่ชำนาญเหลือเกินที่จะขังตัวเองอยู่ในพื้นที่แคบๆ ซึ่งตนได้สร้างขึ้นในใจของตนเอง

คุกโดยเชิงกายภาพแล้ว มันคือที่คุมขังกายไม่ให้ได้รับอิสรภาพ ต้องจำกัดอยู่ในเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง หรือติดคาอยู่ในหลายๆเงื่อนไข

แล้วคุกทางใจอยู่ตรงไหน?

คุกทางใจ นั้นคือสิ่งจองจำไม่ให้ใจได้รับอิสรภาพที่แท้จริง ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ผู้คนทั้งหลายสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น

คุกทางใจนั้นก็ได้แก่ ตัณหาความอยากแห่งตน คตินิยม อคติ ทัศนะ แง่มุม ความรัก ความจงเกลียดจงชัง ความรักความห่วงหวง ความปรารถนาดี การตั้งเอา การยึดติด ความคาดหวัง ความโกรธ ความโลภ ความหลง เงื่อนไขต่อสิ่งต่างๆ เงื่อนไขต่อสภาพต่างๆ ต่อสถานการณ์ต่างๆ ชื่อเสียง เกียรติยศ คำสาปแช่ง คำสาบาน ความพยาบาทอาฆาตจองเวรจองกรรม ฯลฯ

คุกทางใจนั้นไม่ได้มีจริงๆ มันเป็นภาพลวงแห่งสมมติที่มีแต่ในใจของผู้คนทั้งหลาย และไม่มีใครจะปลดปล่อยใจของตนเองได้นอกจากตนเอง มีแต่ตนเองเท่านั้นที่จะจะยอมออกจากคุกเสียเอง แม้กระทั่งพระพุทธเจ้าเอง ก็ยังช่วยไม่ได้ ถ้าเรายังไม่ยอมออกจากคุกเสียเอง

แล้วสภาวะเหล่านี้มันขังเราได้ยังไง?

ทุกครั้งที่เราตัดสินอะไรบางอย่างไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ดีหรือไม่ดี โลกก็จะแคบลงอีกนิด เพราะเราต้องหาทางหลบเลี่ยงในสิ่งที่ไม่ดีไม่ชอบ
ทุกครั้งที่เราเกลียดใครสักคน โลกก็จะแคบลงอีกนิด เพราะเราต้องหลบเลี่ยงคนๆนั้น
ทุกครั้งที่เรามีเงื่อนไขกับบางสิ่ง โลกก็จะแคบลงอีก เพราะเราต้องหลีกหนีสิ่งๆนั้น
ทุกครั้งที่เราตั้งเอากับอะไรสักอย่าง โลภกับอะไรสักอย่าง เราก็จะมีแต่สิ่งนั้นในใจ โลกจึงคับแคบเพราะความหมกมุ่นของเราเอง
ทุกครั้งที่เราห่วงหวงสิ่งใด เราก็จะยึดแต่สิ่งนั้น โลกจึงคับแคบเพราะความห่วงหวงพะว้าพะวงของเราเองต่อสิ่งนั้นๆ
ทุกครั้งที่เราโกรธแค้นใครหรืออะไรสักอย่าง โลกก็จะมีแต่เรา ที่มีชีวิตอยู่ เพื่อโกรธเคืองคนๆนั้นหรือสิ่งๆนั้น
ทุกครั้งที่เรามีทัศนะ แง่มุม หรือ คตินิยมใดๆ โลกก็จะมีแต่เรา ที่มีชีวิตอยู่ เพื่อหมกมุ่นกับสิ่งๆนั้นเสมอ

ผู้คนทั้งหลายที่พยายามจะยึดสิ่งต่างๆเหล่านี้อย่างเอาจริงเอาจัง เพราะเห็นว่ามันสมควรจะเป็นแบบนั้น สุดท้ายก็จะติดคุกในใจตนทันที คุกที่ตนสร้างเองและติดอยู่เอง คับแคบไม่กว้างขวาง เพราะมันคือลักษณะของคุก ทั้งๆที่โลกมันก็กว้างใหญ่ไพศาล แต่กลับต้องมาจดจ่อหมกมุ่นอยู่กับความคับแคบแห่งตน สาละวนประดิดประดอยคุกของตนให้ต้องยิ่งคับแคบเข้าไปอีก ด้วยทิฏฐิมานะ คติ อคติ อุดมการณ์ ฯลฯ

หลายๆคนติดคุกเองยังไม่พอ แต่ดันไปสร้างเงื่อนไข สร้างความอึดอัดขัดเคือง สร้างความบีบคั้น สร้างความหวาดกลัว หวาดระแวง สร้างความจงเกลียดจงชัง การทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งให้คนอื่น กลายเป็นคุกที่กักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นซ้ำอีก

โลกนี้ก็เลยมีแต่คนที่พยายามจะขังตัวเองและขังผู้อื่น ในนามของความรักความปรารถนาดีบ้าง ผ่านความคาดหวัง ผ่านเงื่อนไข ผ่านความมุ่งหวังตั้งเอา ผ่านการพร่ำบ่นก่นด่า ผ่านการตำหนิติเตียน จับผิดจับถูก ผ่านความโกรธ ความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยา ความอาฆาตแค้น ฯลฯ

โลกนี้จึงคับแคบ อึดอัดกดดันไปหมด เพราะไม่ว่าจะไปไหนก็มีแต่คนพยายามที่จะกดดันบีบคั้นคนอื่น ในขณะที่กำลังหมกมุ่นกับการกักขังตัวเองอยู่กับอะไรสักอย่างไปพร้อมๆกัน

สันติสุขในใจจึงไม่เกิด สันติภาพในโลกจึงไม่เกิด

และสุดท้ายแล้วมันก็ขังกันไม่ได้จริง แก้แค้นกันไม่ได้จริง เอาคืนกันไม่ได้จริง มีแต่ผลัดกันกระทำไปเรื่อยๆไม่จบสิ้น

การจะออกจากคุกทางใจนี้ได้ ไม่ใช่การที่เราจะดิ้นรนที่จะออกจากคุกแบบไหนอีก เพราะคุกที่ว่านี้ไม่มีจริง การดิ้นรนที่จะออกจากคุก ก็เป็นคุกอีกชนิดหนึ่ง คุกที่ยิ่งดิ้นยิ่งติด จะออกจากคุกได้ก็ให้เข้าใจความเป็นจริงที่ถูกมายาแห่งสมมติทั้งหลายนั้นปิดกั้นปิดบังอยู่ ยอมรับความเป็นจริงที่ว่า สิ่งต่างๆทั้งหลายในโลกล้วนแล้วแต่คาดหวังคาดเดาไม่ได้ ไม่ได้เป็นของเราจริง แม้กระทั่งกายและใจของเราเอง แม้แต่เงื่อนไขอันสวยหรูของเราเอง ก็ไปคาดหวังตั้งเอาไม่ได้ ทุกสิ่งล้วนเสื่อมไป เปลี่ยนแปลงไปโดยตัวมันเองอยู่ตลอดเวลา

คุกทางใจของผู้คนทั้งหลายนั้นก็มาจากการที่พยายามเข้าไปยึด ไปคาดหวังตั้งเอา คอยหวงห่วง คอยแบก คอยเป็นภาระในสิ่งที่มันไม่จีรัง มันเสื่อมไปโดยธรรมชาติของมัน ไปยึดเอาว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของตน ก็เลยต้องติดคาเฝ้าอยู่กับสิ่งต่างๆ

การยึดเหนี่ยวในแต่ละเรื่อง ก็เปรียบเสมือนโซ่ตรวน เหมือนลูกกรงที่ร้อยรัดกักขังเราเอาไว้ในคุกแห่งใจเราเอง ใจที่หลงคิดว่า"ภาพ" ความคิดที่อยู่ในใจของตนนั้นเป็นความจริง ซึ่งมันก็ไม่เคยตรงกับความจริงแท้ของสรรพสิ่งทั้งหลายเลยแม้แต่นิดเดียว

เมื่อเข้าใจความเป็นจริงได้ดังนี้แล้ว เราก็ไม่ต้องไปพยายามจะยึด พยายามจะปล่อย พยายามจะหลุด พยายามจะปลง พยายามจะวาง หรือพยายามจะดิ้นรนในใจแบบไหนอีก

เพราะสิ่งที่เราหลงยึดนั้นล้วนเป็นมายาสมมติที่ใจเราสร้างขึ้นมาปกปิดความจริงเท่านั้น เพียงแค่ให้ปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติเดิมของมันเอง จะเปลี่ยนแปลงไปก็เป็นธรรมชาติของมันเอง จะเสื่อมไปก็เป็นธรรมชาติของมันเอง จะยึดไม่ได้ก็เป็นธรรมชาติของมันเอง จะหลุดจะพ้นไม่ได้ก็เป็นธรรมชาติของมันเอง

เมื่อหมดความดิ้นรนที่จะหลุดจะพ้นทางใจทุกชนิดแล้ว ภาพมายาสมมติในใจที่เคลือบแฝงปิดบังความจริงทั้งหลายก็จะค่อยๆสลายหายไปเองตามความดิ้นรนที่หมดสิ้นลง จะไม่มีสิ่งใดมาแบ่งแยกตัวเรากับสรรพสิ่งทั้งหลายอีก

แล้วเราก็จะพบความจริงว่า ไม่มีใครที่จะต้องดิ้นรนเพื่อหลุดพ้นอะไรอีก ไม่มีภารกิจที่จะต้องทำให้ใครหลุดพ้นจากอะไรอีก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นจังหวะแห่งธรรมที่ผสมผสานไปโดยธรรมโดยกรรมของมันเอง เป็นจังหวะที่บรรเลงตามกฎแห่งธรรมชาติ โดยไม่มีคุณค่าหรือความหมายอะไรให้ต้องห่วงหวงต้องกังวลต้องกดดันอีกต่อไป

นี่เอง คืออิสรภาพแห่งใจ ที่เราไม่ต้องตกเป็นทาสทางใจของตนเองอีกเลย

No comments:

Post a Comment