Tuesday, September 22, 2015

จะทำยังไงเมื่อเราฝัน มีนิมิตร หรือเห็นคนที่ตายไปแล้ว หรือเห็นจิตญาณภพภูมิอื่น?

หลายปีที่ผ่านมา มีคนถามแบบนี้เยอะมาก ยิ่งช่วงหลังๆยิ่งมากขึ้นอีก วันนี้ก็ขอเขียนเป็นบทความก็แล้วกันจะได้อธิบายทีเดียวรวบยอดทั้งหมดเลย

ปกติแล้วมนุษย์บนโลกนี้ไม่ได้อยู่ร่วมกับแค่สัตว์เดรัจฉานเท่านั้น แต่ยังมีภพภูมิอื่นๆทับซ้อนอยู่มากมาย ส่วนใหญ่จะสัมผัสสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันมาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นปู่ย่าตายายหรือบรรพบุรุษที่ตายไปแล้ว คนรู้จัก คู่กรณีกรรมโดยตรง เจ้าที่เจ้าทาง สัตว์เดรัจฉานที่ตายลงในพื้นที่นั้นๆ คนตายจากอุบัติเหตุ เพลิงไหม้ ฆ่าตัวตาย ถูกฆ่าตาย ตายในพื้นที่สมรภูมิรบบ้าง เจ้ากรรมนายเวรที่แฝงฝังแอบบอยู่ตามอวัยวะหรือส่วนต่างๆในร่างกาย รอวันก่อให้เกิดโรคตามวิบากกรรมที่เคยกระทำมา จิตญาณที่ยึดติดอยู่กับวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง อย่างเช่นสุสาน โรงพยาบาล โรงฆ่าสัตว์ หรือแม้กระทั่งจิตญาณที่ถูกปิดผนึกขังเอาไว้ในที่แห่งหนึ่งแห่งใด ฯลฯ

ซี่งโดยปกติ ถ้าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน มันก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ปัญหาอยู่ที่ จิตญาณในภพภูมิอื่นที่นอกเหนือไปจากเทวดาแล้ว มักจะดำรงอยู่อย่างมีปัญหา ส่วนใหญ่ก็จะไม่มีบุญกุศลหรือไม่มีกำลังพอที่จะไปเกิดใหม่ตามภพภูมิปกติ ทำให้ต้องอยู่อย่างบีบคั้น ทนทุกข์ทรมานในรูปแบบของสัมภเวสีบ้าง เป็นจิตญาณหรืออสุรกายที่แอบแฝงอยู่ตามที่ต่างๆ บ้างก็ไปเข้าฝันคนรู้จักให้ช่วยเหลือ บ้างก็ไปปรากฎกายให้คนที่ผ่านไปผ่านมาแถวๆนั้นเห็นบ้าง บ้างก็ไปกวนคนที่เข้ามาอยู่ใหม่บ้าง บ้างก็มาในรูปของเสียงที่ไม่มีที่มาที่ไปบ้าง ฯลฯ

บางพื้นที่เคยมีสัตว์เดรัจฉานตายมากๆ เช่นโรงฆ่าสัตว์ ก็จะมีเวทนาตกค้างเยอะ พื้นที่ๆมีมดแมลงตายเยอะๆ พื้นที่เหล่านี้จะมีเวทนาและจิตญาณของสัตว์เหล่านี้วนเวียนอยู่ไม่ไปไหน ก่อให้เกิดกระแสพลังงานไม่ดีกระทบต่อมนุษย์ในภาคหยาบในรูปแบบของความเจ็บป่วยบ้าง อุบัติเหตุบ้าง การทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งกันบ้าง อย่างเช่น บ้านไหนมีมดแมลงเยอะๆ กำจัดเท่าไหร่ก็ไม่หมดเสียที นั่นก็เพราะพวกมันที่ตายลงแล้วจิตญาณยังอยู่ในพื้นที่ มันก็เลยดึงดูดพวกเดียวกันมาเพิ่ม ยิ่งกำจัดยิ่งมากันมากมาย

บางคนฝันเห็นวิญญาณคนตาย ญาติที่ตายไปแล้ว ฝันเห็นเจ้าที่เจ้าทาง ได้ยินเสียงจิตญาณ นิมิตรเห็นกุมาร นางไม้ เทวดา อสุรกาย บางคนนิมิตรเห็นครูบาอาจารย์เก่าๆที่มรณภาพไปแล้ว ฝันเห็นท่านกำลังทุกข์ทรมานบ้าง หลายคนเดินผ่านบางสถานที่ เห็นคนตาย บ้างก็ขนลุกขนชัน บางคนไปผ่าตัดในโรงพยาบาล เห็นคนตายมายืนปลายเตียง มาดึงขา นอนๆอยู่ในห้อง แต่มีจิตญาณมายืนร่วมในห้องเพียบ ไปพักโรงแรมคนเดียวแต่มีเพื่อนร่วมห้องที่ไม่ได้รับเชิญมาอยู่ในห้องด้วย หรือเวลาไปในบางสถานที่ก็ได้กลิ่นหอมโชยมาแบบไม่มีต้นทาง บ้างก็มีกลิ่นเหม็นสาปสางโชยหึ่งน่าสะอิดสะเอียน บ้างก็ปวดหัวฉับพลัน บางคนอยู่ดีๆก็เจ็บนั่น ปวดนี่ตามร่างกาย อันเป็นผลมาจากเจ้ากรรมนายเวร

ถ้าเจอแบบนี้ไม่ต้องตกใจครับ เขาแค่มาขอส่วนบุญเท่านั้นเอง ซึ่งปกติแล้วคนทั่วไปอาจจะใช้วิธีตักบาตรทำบุญไปให้ ซึ่งเขาก็ได้ผลบุญนั้นจริง แต่ยังไม่พอที่จะนำพาให้เขาเปลี่ยนภพภูมิได้ เหมือนเราให้เศษสตางค์กับขอทานนั่นแหละ เขาก็ไม่ได้พ้นไปจากความเป็นขอทานหรอก

เมื่อมีจิตญาณมาขอส่วนบุญ โดยปรากฎให้เรารับรู้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เราก็ควรจะอุทิศบารมีไปให้ ด้วยการหยาดน้ำบ้าง (ใครไม่รู้ว่าหยาดน้ำยังไงก็ คลิกอ่านที่นี่ครับ "การหยาดน้ำ(กรวดน้ำ)") โสให้บ้าง (ใครไม่รู้ว่าการโสอุทิศบารมีทำยังไงก็ ลองอ่านบทความนี้ครับ "คำว่า "โส" คืออะไร?") กล่าวอโหสิออกมา หรือไม่ก็นำพาขอขมากรรมกันเลย อาจจะใช้วิธีเปิดเสียงหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตนำขอขมากรรมก็ได้ หรือจะกล่าวนำเองก็ได้ ซึ่งการนำจิตญาณเหล่านี้ขอขมากรรม ก็ควรจะขึ้นด้วย นะโม 3 จบ ก่อนจะตามด้วยไตรสรณคมน์ ให้เป็นที่พึ่งของเหล่าจิตญาณหมดบุญเสียก่อน ไม่อย่างนั้นจะไม่มีกำลัง แล้วจากนั้นก็นำพาขอขมากรรม

ถ้าเป็นจิตญาณตกค้างในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งก็อาจจะลองใช้บทนี้ดู "การโปรดจิตญาณในพื้นที่อาถรรพ์" ถ้าเป็นเจ้ากรรมนายเวร ก็มีบทโปรดเจ้ากรรมนายเวรอยู่ คลิกตามนี้ "การโปรดเจ้ากรรมนายเวร 3"

ถ้าพื้นที่ใดอาถรรพ์มากๆ เฮี้ยนและแรง ก็ควรจะนำผ้าไตรมาพาสละบวชและทำมหาสังฆทานไปด้วยพร้อมๆกัน (ลองไปอ่าน "การถวายมหาสังฆทานด้วยตนเอง" บอกเอาไว้หมดแล้ว) หรือท่านใดจะขึ้นบ้านใหม่ก็ควรจะเคลียร์กระแสพลังงานที่ตกค้างในพื้นที่ด้วยก่อนจะเข้าไปอยู่ จะได้ไม่มีจิตญาณทั้งหลายมารบกวนคนในบ้าน

การอุทิศบุญบารมีหรือการนำพาขอขมากรรมเช่นนี้ควรจะทำเป็นประจำบ่อยๆ เพราะการไหลเวียนของจิตญาณทั้งหลายในสังสารวัฏหรือพื้นที่ต่างๆนั้นก็มีอยู่โดยตลอด สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ไม่มีจิตญาณหรือเวทนาของจิตญาณเหล่านั้นตกค้างอยู่ในพื้นที่บริเวณโดยรอบ และลดกระแสพลังงงานที่จะมากระทบกับมนุษย์ในภาคหยาบด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ถ้านิมิตรเห็นคนตาย เจ้าที่เจ้าทาง กุมาร นางไม้ เทวดา ฯลฯ พอตื่นขึ้นมา หรือเมื่อระลึกได้ก็ โสให้ อโหสิให้ไป หยาดน้ำให้ไป ถ้าสัมผัสจิตญาณได้ ก็โสเลยเดี๋ยวนั้น พูดออกมา โส โส โส อโหสิ อโหสิ อโหสิ ให้ไปเลยเดี๋ยวนั้น

ถ้าสะดวกก็ค่อยนำพาขอขมากรรมและหยาดน้ำให้ บางคนไปในบางพื้นที่ เกิดอาการปวดหัวจี๊ด หรือง่วงงุน มึนงงแบบไม่ทราบสาเหตุ ให้พูด โส ออกมาก่อน โส แล้วอโหสิๆๆให้ไป ถ้าสะดวกก็หยาดน้ำ

พื้นที่ไหนมีมดแมลงเยอะทั้งๆที่ไม่ค่อยมีแหล่งอาหารของมัน ก็ให้หยาดน้ำอุทิศบารมีให้ไป หรือเวลาเราเดินเข้าไปในโรงพยาบาลแล้วสัมผัสกระแสเวทนาจนมึนตึ๊บ หรือปวดหัวฉับพลัน ก็โสออกมาก่อนเลย ถ้าไม่สะดวกที่จะออกเสียงก็ดำริโสในใจให้กว้างๆออกไป

บางท่านกำลังจะผ่าตัด แล้วดันไปเห็นบุคคลลึกลับไม่ได้รับเชิญ มาชวนไปอยู่ด้วย ก็โสให้ไปเลยตรงนั้น ไม่ต้องออกเสียงก็ได้นะ ดำริในใจ โสให้ อโหสิให้ไปเลย เดี๋ยวเขาไปเอง หรือถ้าหมอที่กำลังจะทำการผ่าตัด อาจจะหยาดน้ำเคลียร์มวลพลังงานสะสมในห้องก่อนจะดีไม่น้อย

หรือบางคนมีคดีความฟ้องร้อง ก็โสนำไปให้คู่กรณีกรรมก่อน บ่อยๆ เดี๋ยวความขัดเคืองแค้นเคืองกันมันจะค่อยๆทุเลาเบาบางลงไปเอง จะเจรจาง่ายขึ้นเอง

พวกเกษตรกรที่ใช้สารพิษเยอะๆ สารเคมีเยอะๆ ก่อกรรมกับสัตว์มดแมลงในพื้นที่มากๆก็จะมีจิตญาณตกค้างเยอะ ทำให้เกิดกรรมกอดรัดธาตุทั้งหลายในดิน จนทำให้พื้นที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ แห้งแล้ง ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น แบบนี้ก็ต้องอุทิศบารมีบ่อยๆ โสให้ไปแบบกว้างๆ อโหสิไป เปิดเสียงขอขมากรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะดังๆ ให้ครอบคลุมพื้นที่ หยาดน้ำอุทิศบารมีให้ไปบ่อยๆ แล้วก็เลิกเบียดเบียนสรรพชีวิตอื่นๆเสียด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะต่อกรรมสะสมกรรมไปเรื่อยจนตัวเองนั่นแหละที่จะฉิบหายเสียเองในที่สุด

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อย่าไปขับไล่ไสส่งซ้ำเติมเขาด้วยการสวดมนต์ไล่ ด้วยการรดน้ำมนต์ไล่ ด้วยการใช้หมอผีหรือเครื่องรางของขลังไปไล่ หรือไปเบียดเบียนเขาอีก เพราะแค่เป็นจิตญาณหมดบุญอย่างนั้นก็สมควรแก่วิบากแล้ว ไปทำกรรมซ้ำซ้อนซ้ำติมแบบนั้น เดี๋ยวกรรมที่ไปกระทำเขาไว้ก็จะกลับมาให้แก้ไขอีกไม่จบสิ้นเสียที

ผู้ที่สามารถสัมผัสพลังงานหรือจิตญาณเหล่านี้ได้ ก็ถือว่าเขามาขอส่วนบุญบารมีแล้วครับ เรามีบุญบารมีอยู่ก็อุทิศให้ไป ไม่ต้องเสียดาย ที่เขามาขอก็เพราะเราเริ่มสว่างไสวในพระสัจธรรม เขาก็เห็นจากภาคทิพย์นั่นแหละ ก็อุทิศให้ไปเลย โปรดไป เกื้อกูลไปเลย ไม่ต้องกลัวบุญบารมีหมด ยิ่งให้บุญบารมีอันละเอียดไปออกไปมาก นำพาจิตญาณให้พ้นจากทุกข์ตรงนั้นได้มาก บุญบารมีเหล่านี้จะสะท้อนกลับมาละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก กลายเป็นบารมีในการพ้นทุกข์ ส่วนจิตญาณต่างๆก็จะได้ไม่ต้องตกค้างเป็นวิญญาณเร่ร่อนอีกต่อไป

และเตือนไว้เหมือนเดิมว่า จะโสให้ จะอโหสิให้ จะหยาดน้ำให้ หรือนำพาขอขมากรรมก็อย่าไปตั้งจิตเอาบุญบารมีอีก ให้ก็คือให้ ให้ก็คือสละ สละก็หมายความว่าให้แบบไม่เอาอะไร ให้ทิ้ง แล้วอานุภาพที่สละออกนั่นแหละจะสะท้อนกลับมาช่วยให้เราคลี่คลายสว่างไสวได้ง่ายขึ้นไปอีก แต่ถ้าให้ไปแบบขอไปที หรือให้เพื่อไล่ให้ไปไกลๆ เพราะกลัวหรือรังเกียจ แบบนี้อานุภาพจะไม่มี การเกื้อกูลก็จะไม่สำเร็จประโยชน์อย่างแท้จริง

อ่านเพิ่มเติม

การหยาดน้ำ(กรวดน้ำ)
คำว่า "โส" คืออะไร?


No comments:

Post a Comment