Friday, September 11, 2015

วัดร่มโพธิธรรมเอาแต่ผลของการปฏิบัติมาพูดจริงหรือ?

ชื่อบทความข้างต้นเป็น ประโยคที่คนนอกที่ไม่เข้าใจเนื้อหาพระสัจธรรมมักจะแวะเวียนมาแปะป้ายให้วัดร่มโพธิธรรม หรือหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต อยู่บ่อยๆ ไม่แปะป้ายเปล่าๆ แถมยังกระจายความเชื่อที่ผิดๆของตนไปสู่ลูกศิษย์ลูกหาหรือคนอื่นๆที่เกี่ยวข้องจนกลายเป็นกรรมบังอีก

วันนี้จะมาอธิบายให้ละเอียดในประเด็นนี้กันตรงๆ จะได้เลิกเข้าใจผิดกันเสียที แล้วก็อย่าอ่านแค่หัวข้อแล้วมโนเอาเองนะ เดี๋ยวจะเป็นกรรม อ่านก็อ่านให้จบเสียก่อน

วลีที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านเทศน์บ่อยๆ อย่างเช่น ไม่ติดไม่หลุด ไม่เกิดไม่ดับ ไม่อยู่แล้ว ไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้วนั้น ไม่ใช่ผลของการปฏิบัติ แต่เป็นเนื้อหาพระสัจธรรมหรือนิพพานที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ เพราะนิพพานนั้น นอกเหนือทุกสภาวะ แต่ก็เป็นพื้นฐานที่รองรับทุกสภาวะธรรมในสังสารวัฏอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้เกี่ยวโยงเชื่อมโยงกับสภาวะธรรมทั้งหลายเลย ไม่ว่าใครจะหลงติดหลงหลุด จะหลงเกิดหลงดับ หลงอะไรกับอะไรก็ตาม มันก็ว่างอยู่แล้ว นี่ไงที่เรียกว่าสุญญตาธรรม

นิพพานนั้น "นอกเหนือทุกสภาวะ" เมื่อนอกเหนือทุกสภาวะก็ไม่สามารถที่จะทำเหตุให้ถึงผลหรือนิพพานได้ เรียกว่านิพพานนั้นก็ "นอกเหนือเหตุ และ ผล"ที่เกิดขึ้นในสังสารวัฏไปด้วย เพราะการสร้างเหตุให้พร้อมไปถึงผลหรือนิพพานนั้นเป็นปฏิจสมุปบาทสายเกิด คือ สร้างเหตุก็ได้เสวยเหตุ สร้างเหตุก็ได้หลงวนอยู่กับเหตุ มันไม่ได้พ้นเหตุนอกเหนือผลเสียที วกวนเป็นสังสารวัฏตลอด

นี่คือเหตุที่นิพพานมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า "อสังขตธรรม" ซึ่งทุกคนแปลว่า เป็นธรรมที่ไม่สามารถปรุงแต่งได้อีก แต่จริงๆต้องแปลว่า นอกเหนือธรรมทั้งปวง มันถึงจะตรงเนื้อหาจริงๆ คือถ้าไปแปลว่าเป็นธรรมที่ไม่สามารถปรุงแต่งได้อีก ผู้คนทั้งหลายก็จะทุ่มเทเสาะแสวงหาเพื่อที่จะค้นหาธรรมที่ไม่สามารถปรุงแต่งได้นั้น ด้วยการปฏิบัติจิต ปฏิบัติสติ แล้วไอ้ความที่จิตกับสติก็เป็นมายาสมมติที่ใช้ชั่วคราวเหมือนกัน ไม่มีความเป็นตัวตนเราเขาเหมือนกัน เราเอาอะไรไปปฏิบัติล่ะ เราเอาอะไรไปค้นหาล่ะ ถ้าไม่ใช่โมหะตัณหาอุปาทานความอยากจะบรรลุธรรม แล้วที่เจอคืออะไร ก็โมหะตัณหาอุปาทานของตนเองอีก วนอยู่อย่างนั้นไม่รู้จบ

แล้วถ้าเอาโมหะตัณหาอุปาทานไปสร้างเหตุ ท่านทั้งหลายจะถึงผลชนิดไหนกัน...นิพพานเหรอ? มันก็ได้ผลเป็นกรรมอย่างเดียวนั่นแหละ สร้างเหตุแห่งทุกข์ก็เสวยผลแห่งทุกข์ สร้างเหตุแห่งการเกิดก็เสวยผลของการเสื่อมไปโดยตัวมันเอง ก็วนเวียนอยู่กับปฏิจสมุปบาทสายเกิดอย่างเดียวมันก็หลงเกิดหลงดับตลอด มัวแต่หลงวนอยู่กับการเกิดการดับของสรรพสิ่ง สรรพธรรมทั้งหลายที่ไม่ใช่เนื้อหาพระสัจธรรมมันจะตรงต่อเนื้อหาพระสัจธรรมที่มันนอกเหนือธรรมหรือเปล่าเล่า?

สิ่งที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตนำมาพูดนั้นเป็นพระสัจธรรมความเป็นจริง เป็นเนื้อหาปัญญาที่สรุปรวบยอดแล้ว เป็นที่สุดของปัญญาที่ฟังแล้วจบตามดับตามได้ทันที เมื่อเปิดใจฟังแล้ว จิตมันจะคลายออกจากโมหะตัณหาอุปาทานของมันเอง ไม่ต้องปฏิบัติเอา เพราะนิพพานมันเอาไม่ได้ ไอ้ที่ไม่ติดไม่หลุด ไม่เกิดไม่ดับเนี่ย หาเจอกันไหมในการปฏิบัติ ไม่เจอหรอก มีแต่โมหะตัวเองปั้นแต่งสภาวะธรรมขึ้นมาล้วนๆ แล้วมันเอาได้ไหมกับมรรคผลเช่นนั้น

ทุกท่านคงเคยได้อ่านได้ฟัง ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนองคุลิมาลจนบรรลุอรหันต์ว่า "เราหยุดแล้ว ท่านเล่าหยุดหรือยัง" กันมาบ้างแล้ว หรือคำสอนที่พระพุทธเจ้าสอนพระพาหิยะจนบรรลุอรหันต์ว่า "รู้ก็สักแต่ว่ารู้ เห็นก็สักแต่ว่าเห็น..." กันบ้างแล้ว เนื้อหาที่พระพุทธองค์ทรงให้กับสองท่านนี้ก็คือเนื้อหาแห่งการยุติความดิ้นรนไปตามตัณหาตน ไม่ต้องไปทำอะไรเพื่อพ้นจากอะไรอีก ก็แค่ยุติ ก็แค่ "สักแต่ว่า" ซึ่งไอ้วลีที่ว่าสักแต่ว่านี่ก็คือ ช่างมัน ปล่อยให้มันเป็นไปของมันเอง แล้วมันจะดับเองของมันเองอีกนั่นแหละ ไม่มีกิจอะไรที่จะไปทำให้มันจบอีกเลย

เมื่อท่านทั้งหลายได้เปิดใจฟังพระสัจธรรมที่ช่วยยุติโมหะตัณหาอุปาทานแล้ว จิตมันก็จะคลายออกจากโมหะ แล้วก็จะไปตรงกับปฏิจสมุปบาทสายดับ คือเมื่อหมดโมหะ ความเป็นภพเป็นชาติมันจะหมดเอง คลายเอง จบเอง ตามลำดับ โดยไม่มีใครเข้าไปจบหรือทำให้จบ โดยไม่ต้องใช้ปัญญาขบคิดพิจารณาด้วยซ้ำไปเพราะ ที่หลวงพ่อฯท่านกลั่นกรองคำมาใช้เทศน์นี้ก็คือที่สุดแห่งปัญญาแล้ว ฟังแล้วแม้กระทั่งปัญญาก็ดับตามไปเลย คือถ้าใครยังขืนติดคาอยู่ในปัญญา มันก็ไม่จบหรอก ก็จะเป็นปฏิจสมุปบาทสายเกิดกับธรรมที่เรียกว่าปัญญาอยู่อย่างนั้นไปตลอดจนกว่าจะยอมปล่อย

ก็ในเมื่อไม่มีใครติดใครหลุดจริงแล้ว จะเอาใครไปจบกิจที่ไม่มีจริงได้เล่า? ก็ได้แต่หลงไปจบกิจที่ตนอุปโลกน์ขึ้นเองทั้งนั้น

หลวงพ่อท่านไม่ได้สอนให้ไปปลงไปวางสภาวะธรรมอะไรเลย แต่ให้วางตัวมันเอง วางตัวรู้ตัวเห็นของตัวเอง คือรู้ก็ช่างไม่รู้ก็ช่าง เห็นก็ช่างไม่เห็นก็ช่าง เข้าใจก็ช่างไม่เข้าใจก็ช่าง คือไม่เอาแม้แต่สภาวะเดียว มันก็จะไม่เลือกเอาอะไรเพื่อให้หลุดพ้นจากอะไรอีก อย่าไปเจ้ากี้เจ้าการที่จะวางอะไร อย่าไปเจ้ากี้เจ้าการทำอะไรกับจิตกับสติ หรือแทรกแซงสภาวะธรรมต่างๆที่มันเกิดเองเป็นเองตามเหตุปัจจัยแค่นั้นเอง

คำสอนข้างต้นนี้คืออะไร? ก็นี่ไง "สักแต่ว่า" นั่นไง

แต่วลีที่ว่า "สักแต่ว่า" นั้นถ้าไปตีความเป็นการปฏิบัติ ก็จะมีตัวรู้ตั้งขึ้นมา(ก็โมหะนั่นแหละที่ตั้งให้)คอยไปทำการ "สักแต่ว่า" คือ ที่สุดแล้วก็ตีความแล้วหลงไปใช้โมหะปฏิบัติเอาอีก

แล้วการปฏิบัติทั้งหมดนี่คืออะไร?

มันก็คือโมหะที่ "หลงเห็น" ว่า "เรา"ยังไม่หลุดพ้น "เรา"ยังมีกิเลส "เรายังไม่มีสติ "เรา"ยังไม่ได้สร้างเหตุให้ถึงพร้อมซึ่งมรรคผล "เรา"ยังทุกข์อยู่ "เรา" ยังมีตัณหา "เรา"ยังไม่บรรลุธรรม "เรา"บรรลุธรรมแล้ว "เรา"เป็นพระอรหันต์ โดยไม่รู้ว่า ไอ้ "เรา"ทั้งหมดทั้งมวลนี่ก็คือ "สักกายทิฏฐิ" หรือความหลงเห็นว่าเป็นตัวตนเราเขา มันจึงมีเรามีเขาขึ้นมา เมื่อมีเรามีเขาขึ้นมาก็จะพยายามเอา "เรา"ไปพ้นทุกข์พ้นร้อน เอา"เรา"ไปปลงไปวาง เอา"เรา"ไปปฏิบัติจิต เอา"เรา"ไปมีสติ เอา"เรา"ไปมีสมาธิ เอา"เรา"ไปบรรลุธรรม ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่มีอะไรมีอะไรกับอะไร มันไม่มีใครมีสติ ไม่มีใครมีสมาธิจริงหรอก ทุกอย่างล้วนเป็นแค่ปรากฎการณ์ชั่วคราวที่ไร้ตัวตนที่จะหลงยึดเอา หลงเป็นเจ้าข้าวเจ้าของได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะแรงกรรม หมดไปเพราะใช้คืนวิบากกรรมหมด ไม่มีตรงไหนที่เป็นเราเลยสักนิด ถ้าเถียงข้อนี้ก็ต้องไปล้มล้างกฎไตรลักษณ์ข้ออนิจจังกันล่ะท่านทั้งหลาย

การปฏิบัติที่ไปสอนการปลงการวางสภาวะธรรมทั้งหลายนั้น ก็ยังเป็นสักกายทิฏฐิซ้อนอยู่ตลอดเวลาอย่างที่บอก คือมันมี"เรา"ไปวาง มันมี"เรา"ไปว่าง มี"เรา"ไปรู้ มี"เรา"ไปมีสติ ทั้งๆที่โดยความเป็นจริงแห่งพระนิพพานแล้ว มันว่างอยู่แล้ว ไม่ใช่ปล่อยวางเพื่อให้ว่าง ไม่ใช่ว่างในเชิงกายภาพหรือว่างในเชิงนามธรรม ไม่ใช่เก็บกวาดห้องหมดแล้วไม่มีอะไรเหลือเลย เหลือแต่เราในห้องว่างๆแบบไม่มีสภาวะอะไร แต่ว่างจากตัวตนซ้อนสภาวะธรรมทั้งหลาย คือสภาวะธรรมนั้นก็มีอยู่ตามเหตุปัจจัยของมัน ห้องก็ห้องเดิม ของก็มีอยู่ของมัน แต่ไม่ได้ไปหลงยึดจริงจังว่าเป็นของเราเป็นของเขา สิ่งต่างๆทั้งหลายก็จะกลายเป็นว่า มีก็เหมือนไม่มี เป็นสิ่งชั่วคราวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอะไร ยุ่งเหยิงขนาดไหน อีนุงตุงนังขนาดไหน บีบคั้นธาตุธรรมขนาดไหน หากไม่มี"เรา"ซ้อนเข้าไปในสภาวะธรรมนั้นๆแล้ว ไม่มี"เรา"เข้าไปหลงยึดมันเสียแล้ว มันก็ไม่ไปหลงเกิดหลงดับกับสภาวะธรรมทั้งหลายเหล่านั้นทันที มันก็จะไม่ไปหลงทุกข์หลงร้อนกับสภาวะธรรมนั้นๆทันที ไม่ใช่ว่างแบบไม่มีอะไรเลย แบบนั้นก็ยังเข้าใจผิดอยู่

การที่จะ "ตรง" ต่อความที่มันนอกเหนือทุกสภาวะธรรมหรือนิพพานได้นั้น มันไม่ใช่การไปฏิบัติธรรมเอาธรรมอีก แต่ให้ช่างให้ปล่อยเลย เพราะโมหะนั้นอาศัยการกำหนดรู้ เพ่งรู้ ตั้งรู้ ปรุงแต่งตัวเองขึ้นมาเป็นจิต เป็นวิญญาณขันธ์ นี่แหละที่พระพุทธองค์จึงทรงบอกให้ยุติเลย "สักแต่ว่า" ไปเลย  ประโยคที่ว่า "เราหยุดแล้ว ท่านเล่าหยุดหรือยัง"นี้ พระพุทธองค์ทรงหมายความว่า "เรา"ของพระพุทธองค์นี่ หยุดแล้ว "ท่าน"ของตัวท่าน(องคุลิมาล)ล่ะ หยุดหรือยัง คือพระพุทธองค์ท่านพูดล้างตรงไปที่โมหะขององคุลิมาลชนิดไม่อ้อมค้อม(แต่ก็ไม่เข้าใจกันไงล่ะ) เมื่อจี้ถูกจุด โมหะซ้อนธรรมในใจขององคุลิมาลก็หมดไป ประโยคนี้ทรงพลังมากนะ แต่พออ่านแบบติดเงื่อนไขการปฏิบัติของตนแล้ว มันก็เลยกลายเป็นไม่น่าเชื่อถือไป ซึ่งเมื่อโมหะหมดแล้ว มโนธาตุดั้งเดิมที่ไม่มีโมหะซ้อนก็จะหยุดไปหลงวนไปในวงจรปฏิจสมุปบาททันที ไม่เกิดไม่ดับ ไม่ติดไม่หลุดไปกับสภาวะธรรมที่เกิดเองเป็นเองดับเองของมันเองทันที นี่แหละเขาเรียกว่าพ้นจริง พ้นจากโมหะซ้อนรู้ของตนเองจริง

การปฏิบัตินั้นไม่ใช่แค่เป็นโมหะซ้อน ไม่ใช่แค่เป็นสักกายทิฏฐิ แต่ยังเป็นสัสสติทิฏฐิอีกด้วยนะ ครบเลย คนปฏิบัติเพราะคิดว่าทุกอย่างมันต่อเนื่อง มันก็เลยต้องหาสติมาตัด โดยไม่รู้ว่าเมื่อหมดโมหะแล้ว จิตก็จะดับของมันเอง คืนสู่ธรรมชาติเดิมที่ไม่เกิดไม่ดับ ไม่ติดไม่หลุด ไม่อยู่แล้ว ไม่อะไรกับอะไรของมันเองอยู่แล้วทันที ก็โมหะนี่แหละคือบาทฐานของสัสสติทิฏฐิที่ทำให้หลงไปปฏิบัติเอาทำเอาด้วยเช่นกัน มาบังพระสัจธรรมกันครบองค์ประชุมแบบนี้จะออกได้ยังไง ก็นี่แหละ ช่างเลย ปล่อยมันในท่ามกลางที่มันติดมันหลุดอยุ่แล้วเลย ไม่ต้องไปหลงติดหลงหลุดกับมันอีก มันก็จะจบของมันเอง โมหะตัณหาอุปาทานก็จะจางคลายของมันเอง

ของจริงนี่ แม้แต่ในท่ามกลางสภาวะธรรมทั้งหลายที่มันเยอะๆ มันก็ว่างจากโมหะซ้อนอยู่อย่างนั้น ไม่ยึดอะไรมาเป็นของเราเลย แล้วมันจะไปทุกข์ไปหลงขึ้นๆลงๆกับสภาวะธรรมที่มันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้วตรงไหนได้อีก?

นี่แหละที่บอกว่ามัน "ว่างอยู่แล้ว" ไม่ใช่ที่เราไปว่างหรือเราไปวาง เพราะแม้ท่านทั้งหลายไม่วาง มันก็ว่างอยู่แล้ว เพียงแต่โมหะที่สนตะพายท่านอยู่นี้มันทำให้หลงคิดหลงเชื่อเอาเองว่าไม่ว่าง แล้วตัว "ท่าน" ที่เอามาปฏิบัตินี่มาจากไหน จริงๆก็ไม่มีนะเป็นเพียงหลงอุปโลกน์ขึ้นชั่วคราวเท่านั้น อย่าไปหลงจริงจังกับมันสิ

คือถ้าท่านทั้งหลายมั่นใจเกินล้านเปอร์เซ็นว่าต้องปฏิบัติถึงจะพ้นทุกข์ เชื่อตามที่นิกายเถรวาทสอนอย่างหัวปักหัวปำ(ถ้าคิดว่าตนเป็นนิกายนี่ก็ถือเป็นการแบ่งแยกสงฆ์นะระวังไว้ด้วย) ก็อยากจะถามว่า แล้วองคุลิมาลจบได้ยังไงทั้งๆที่ไม่ได้ปฏิบัติอะไรเลย แล้วพระพาหิยะจบฉับพลันได้ยังไงทั้งๆที่ยังไม่ได้ปฏิบัติอะไรเลย แล้วที่บุคคลนอกพระศาสนาที่พูดสัจธรรมสากลในเนื้อหาเดียวกันนี่คืออะไร?

ถ้าเอาความคับแคบของตนเองมาเป็นประมาณแล้วมันก็สอนให้คับแคบกันไปหมดล่ะนะ

คำสอนที่ใช้สอนกันในแวดวงการปฏิบัตินั้นมันก็ไม่ใช่พระสัจธรรม แต่มันคือเงื่อนไขในตัวมันเองที่ปิดกั้นปิดบังพระสัจธรรมอยู่ ฟังแล้วก็ไม่จบ ฟังแล้วก็ค้างคา ที่พูดตอกย้ำกันไปทั่วว่า "ต้องรู้ต้องเห็นความเป็นจริงด้วยตนเองก่อนจิตมันจึงจะวางจะปลงด้วยตัวเอง" ก็เห็นวางกันได้หมดล่ะ แต่มันเป็นการวางสภาวะธรรมทีถูกรู้ แต่จิตตนเองนั่นแหละที่ยังมีโมหะเหนียวแน่นอยู่ในการรู้ วางโมหะซ้อนจิตไม่ลง ปลงโมหะซ้อนสติไม่ได้ ที่โมหะอาศัยจิตเกิดก็เพราะความอยากบรรลุธรรม เพราะตัณหาความเพียรที่จะไปถึงเป้าหมาย ซึ่งมันไม่มีจริงนั่นเอง

นิพพานนั้นไม่เกิดไม่ดับ ไม่ติดไม่หลุด ไม่มีความหมายในความเป็นอะไร มันจึงไม่มีจุดเริ่มและจุดจบ แล้วท่านทั้งหลายเอาอะไรมาจบล่ะ ก็โมหะอีกนั่นแหละ แล้วที่เคยคิดว่าเริ่มไปแล้วล่ะคืออะไร ก็โมหะอีกนั่นแหละ

สรุปแล้ว วนไปวนมาปฏิบัติไปปฏิบัติมาก็หลงวนอยู่กับโมหะตัวเดิม แค่ตั้งจิต ตั้งสติขึ้นมานิดหนึ่ง โมหะก็เอาไปกินแล้ว เพราะโมหะมันอาศัยรู้เกิด มันจะทำอะไรได้อีกนอกจากช่างมัน ปล่อยมันเล่า

สติอริยะหรือสติเดิมแท้นั้น คือธรรมชาติของมโนธาตุเดิมตามธรรมชาติดั้งเดิม ตั้งแต่ก่อนโดนโมหะหลอกเอา คือรู้ก็เหมือนไม่รู้ รู้แต่ไม่มีความหมายในการรู้ รู้แต่ไม่ได้หมายว่ารู้อะไร รู้ก็รู้เปล่าๆ ไม่มีภาระในการรู้การเห็น รู้ก็ผ่าน ไม่รู้ก็ผ่าน ไม่เดือดร้อนจะเอาหลุดเอาพ้นอีกจากการรู้ ไม่มีแม้กระทั่งตัวทรงรู้ เพราะแม้กระทั่งแต่ละขณะที่รู้ มันก็ผ่านพ้นไปของมันเองตลอด อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาตลอด และเนื้อหาทั้งหมดนี่ก็ทำเอาไม่ได้ เพราะเมื่อไหร่ที่กำหนดรู้ขึ้นมา ก็เสร็จโมหะเสียแล้ว

โมหะอวิชชานี้เป็นธรรมตัวเดียวที่ "เห็น" ไม่ได้ "รู้" ก็ไม่ได้ เพราะมันผสานไปกับการรู้การเห็น ถ้าไปหลงมัน ไปยึดที่มันให้รู้ให้เห็น ก็จะหลงไปติดไปหลุดกับสภาวะธรรมทั้งหลายที่มันอนัตตาอยู่แล้วตลอดกาล กลายเป็นเห็นว่าธรรมทั้งหลายเป็นตัวตนเป็นอัตตาขึ้นมาทันที ในอำนาจแห่งโมหะนั้น อันนี้เรียกว่าสักกายทิฏฐิ นั่นแหละ ไปเริ่มมันเมื่อไหร่มันก็จะวนอยู่แค่นี้เองไม่ไปไหนเลย เสร็จโมหะตลอด

แต่การที่ให้ยุติโมหะนั้นก็ไม่ได้ทำให้ใครนิ่งเป็นผักนะ ทุกอย่างยังสามารถดำเนินไปตามธรรม ตามปกติของมันเอง ปล่อยให้ธาตุขันธ์มันสะท้อนธรรรมไปตามปกติของมันเอง ไม่แทรกแซงด้วยโมหะตน ว่าจะต้องแบบนั้นแบบนี้ เท่านี้โมหะที่เคยโดนตอกย้ำอยู่ตลอดมันก็จะจางคลายลงไปเอง แล้วก็หมดไปเองโดยไม่ต้องไปพยายามจะตัดมัน เพราะไอ้ความพยายามจะตัดนั่นก็โมหะที่ไปหลงเห็นว่ามันติดนั่นแหละ จะทำอะไรก็เสร็จโมหะตลอด โดนมันเชิดตลอด

หรือถ้าจะบอกว่าต้องอาศัยรู้เสียก่อนแล้วค่อยทิ้งรู้ ก็เจริญรู้ เจริญการปฏิบัติการปลงการวางในสภาวะทั้งหลายจนเคยชินแล้วนี่ มันจะเอาอีท่าไหนไปวางรู้ มันก็จะมีอนุสัยเดิมที่เคยไปคอยปลงคอยวางไปหลงวางรู้อีก พอไปกระทำก็กรรมทั้งนั้น จะจบกรรมยังไงในเมื่อกระทำอยู่ตลอด ก็กลายเป็นโมหะในการวางรู้ซ้ำซ้อนอีก ไม่พ้นจากโมหะเสียที ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งติดในวังวนของโมหะ จะออกก็ออกไม่ได้เพราะความพยายามที่จะออกจะหลุดจะพ้นนั่นก็โมหะอีกเหมือนกัน เอาสิ

มันก็ไม่ต้องไปทำอะไรเพื่อที่จะหลุดพ้นอีก เพราะที่เห็นว่าไม่พ้นนั่นก็โมหะตนเองทั้งนั้น ที่เห็นว่าติดว่าหลุดก็โมหะทิฏฐิตนทั้งนั้น ทั้งๆที่ในความเป็นจริงนั้น มันไม่มีอะไรติดอะไรหลุดจริงอยู่แล้ว แค่นี้เอง แค่ฟังพระสัจธรรมที่ตรงต่อการวางในตัวของมันเอง โมหะซ้อนจิตอะไรต่างๆมันก็จะดับไปหมดไปของมันเอง

มีอะไรก็ส่งคำถามเข้ามาได้ตลอดครับ ที่นี่เราให้แต่เนื้อหาพระสัจธรรมจริงๆ ถามละเอียดก็ตอบละเอียด ตอบก็ตอบโดยเนื้อหาที่แท้จริง ไม่ใช่จำเอามาพูด แต่ถ้าถามตั้งแง่เอาชนะคะคานมา ก็คงไม่ตอบให้นะครับ เสียเวลาเพราะท่านก็ไม่ได้หวังเอาความเป็นจริงอยู่แล้วล่ะ

No comments:

Post a Comment