Tuesday, September 1, 2015

สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิที่แอบฝังลึกในพุทธศาสนา

สัสสตทิฏฐิ และ อุจเฉททิฏฐิ นั้นคืออะไร

สัสสตทิฏฐิ คือความเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีอยู่จริง มีความต่อเนื่องไป ไม่มีดับ มีแก่นสารตัวตนที่เป็นอมตะนิรันดร ไม่มีเสื่อมสลายไป

ส่วนอุจเฉททิฏฐิ คือ ความเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ดับสูญ ขาดสูญ ถ้าตายแล้วก็ตายเลย จะไม่มาเกิดอีก ไม่มีบุญกรรมที่จะต่อภพต่อชาติได้อีก

อันนี้ว่ากันด้วยนิยามที่แปลและถ่ายทอดสืบต่อกันมา แต่จริงๆความหมายมันไม่ใช่แค่นั้น ไม่ใช่แค่นิยามที่เอาไว้อธิบายลัทธิอื่นนอกพระศาสนา แต่มันได้แอบแฝงกลายมาเป็นทิฏฐิของชาวพุทธส่วนหนึ่งในทุกวันนี้ และส่งผลให้เกิดเนื้อหาพระสัจธรรมที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริงโดยไม่รู้ตัว

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ทิฏฐินั้น คือ ความเห็นความหมาย เป็นแง่มุมทัศนะที่บุคคลมีต่อสิ่งหนึ่งๆ เช่น สัมมาทิฏฐิ คือความเห็นที่ตรงต่อพระสัจธรรมความเป็นจริงว่า ทุกสิ่งล้วนยึดไม่ได้ หรือไม่ยึดกันจริงอยู่แล้ว แต่สัมมาทิฏฐิก็ยังเป็นแค่ความเห็น ซึ่งจะตรงต่อพระสัจธรรมจริงๆ สัมมาทิฏฐิก็เป็นเพียงสิ่งชั่วคราวที่ต้องทิ้ง จึงจะว่างจากทิฏฐิ ว่างจากตัวตนได้ เพราะทิฏฐินั้นก็คือ มีตัวเองเห็น มีตัวเองรู้นั่นแหละ

อีกตัวอย่างคือ มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นที่ไม่ตรงต่อพระสัจธรรมความเป็นจริง ซึ่งมิจฉาทิฏฐินี้ครอบคลุมไปถึง สักกายทิฏฐิ คือ หลงเห็นหลงเข้าใจว่าเป็นตัวตน เมื่อเห็นว่ามีตัวตนจึงพยายามเอาตัวเองไปพ้นทุกข์ ก็มีการปฏิบัติกายปฏิบัติจิตตามมา มีการกระทำเพื่อให้เกิดความหลุดพ้น ทั้งๆที่ทุกอย่างมันอนัตตาอยู่แล้ว จะมีอะไรไปหลุดพ้นจากอะไรได้อีก ธรรมทั้งหลายมันหลุดพ้นในตัวมันเองตลอดอยู่แล้ว ไม่ต้องพยายามหลุดจากที่ไม่ได้ติดจริงอีก

ทิฏฐิเหล่านี้ รวมไปถึง สัสสตทิฏฐิ กับ อุจเฉททิฏฐิ ด้วย เพราะยังเป็นความหลงเห็นที่ไม่ตรงต่อพระสัจธรรมอยู่ จริงๆแล้ว ถ้ายังคาอยู่กับสัมมาทิฏฐิก็ไม่ตรงต่อเนื้อหาพระสัจธรรมแล้ว เพราะสัมมาทิฏฐิจริงๆนั้นจะทำให้เกิดการปลงการวางของมันเอง วางแม้กระทั่งสัมมาทิฏฐิ ยึดไม่ได้แม้จะเป็นทิฏฐิใดก็ตาม

สัสสตทิฏฐิ ที่ปรากฎในพุทธศาสนาและส่งผลต่อชาวพุทธโดยไม่รู้ตัวนั้น ก็ได้แก่การปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น เพื่อสติ เพื่อสมาธิ เพราะยึดเอาว่าตัวเองทุกข์จริง(แต่จริงๆมันเป็นแค่ยึดว่าทุกข์นั้นเป็นของตน ทั้งๆที่ทุกข์จริงๆมันคือสภาพความเสื่อมไปของธรรมทั้งหลายที่มันอนัตตาอยู่แล้ว อันเรียกว่าทุกขสัจจะเท่านั้น) การถือศีลเพื่อบุญบารมี บุญกุศล เพื่อความดี ทำบุญเอาบุญ สะสมเสบียงไปเบื้องหน้า เกิดการบำเพ็ญ เกิดมานะความเพียร อันก่อให้เกิดเป็น อัตตกิโลมถานุโยค คือ ทำตัวให้ลำบาก หรือ จิตตกิโลมถานุโยค ทำให้จิตเกิดความลำบาก โดยการปฏิบัติบำเพ็ญ เพื่อความมุ่งหวังในอะไรบางอย่างที่มันก็เป็นแค่มายาสมมติเหมือนกัน

เรียกว่าทัศนะอะไรที่พาไปทำเอาตั้งเอานี่ ล้วนเป็นสัสสตทิฏฐิทั้งหมด หลงคิดว่าเอาได้ เผื่อไว้ก่อน เลยก่อเกิดเป็นอัตตกิโลมถานุโยค จิตตกิโลมถานุโยค เพื่อประคองสภาวะอนิจจังทั้งหมดให้มันเที่ยง ให้มันนิ่ง

ซึ่งในความเป็นจริงแห่งพระสัจธรรมนั้น ทุกอย่างเอาไม่ได้จริง สะสมไม่ได้จริง ที่ดูเหมือนสะสม จริงๆมันคือความคั่งค้าง ค้างคาแห่งกรรมวิบาก แห่งโมหะตัณหาอุปาทาน ที่มันไม่หมดจด ไม่วิโมกข์เสียที ทั้งๆที่ทุกอย่างเป็นเพียงสภาวะชั่วคราวที่จะเสื่อมลงไปในที่สุด จะยึดจะฉวยเอาไว้กับตัวก็ไม่ได้ เพราะตัวตนของทุกคนจริงๆก็ไม่มี อัตตาทั้งหลายเป็นไปเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่ผู้ที่ทำเอาปฏิบัติเอาตั้งเอาสะสมเอานี้ ลึกๆแล้วกลัวว่าตัวเองจะไม่ดี ปฏิบัติเยอะๆก็ไม่กล้าทิ้งเพราะยังยึดสัสสตทิฏฐิที่เชื่อว่ามันเที่ยงอยู่ และเชื่อว่าตัวเองจะหลุดพ้นเข้าสักวัน นักปฏิบัติจะติดเงื่อนไขว่าหลังจากบรรลุแล้วก็ค่อยปล่อย เพื่อเป็นการการันตีว่า อย่างน้อยก็มีอะไรให้ยึด ทั้งๆที่มันยึดไม่ได้ทั้งนั้น แม้กระทั่งจิตหรือสติก็ยึดไม่ได้เช่นกัน

ผลลัพธ์ของการติดในสัสสตทิฏฐินั้น ไม่ใช่เพียงแค่ส่งผลให้สรรพสัตว์ทั้งหลายต้องทำเอาตั้งเอา ทั้งๆที่หลายคนก็รู้ทั้งรู้ว่ายึดไม่ได้จริง แต่ก็ยังทำให้มองและตัดสินทุกคนลงในสองหมวดหมู่นี้เท่านั้น คือ สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ  โดยที่ตนเองก็ยังไม่รู้ว่า เนื้อหาสัมมาทิฏฐิที่แท้จริงนั้นคืออะไร ได้แต่วนอยู่กับทิฏฐิทัศนะอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่นอกเหนือมันเสียที

หลายๆคนที่มาฟังสัจธรรมแห่งหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต บางทีฟังยังไม่เข้าใจแก่นหรือเนื้อหาพระสัจธรรม ได้ยินแค่ "ไม่...อยู่แล้ว" ไม่ต้องอยู่แล้ว ก็หลงตัดสินเอาว่าเป็นคำสอนของสำนักอุจเฉททิฏฐิ คือหลงเข้าใจว่าปฏิเสธทุกอย่าง มองทุกอย่างว่าขาดสูญหมด นี่ก็เป็นผลของการมีสัสสตทิฏฐิแอบแฝงอยู่ในการมองนั่นเอง ซึ่งถ้ามองและตัดสินทุกอย่างอยู่แค่นี้ ก็เรียกได้ว่าไม่เข้าใจเนื้อหาพระสัจธรรมที่แท้จริง

อุจเฉททิฏฐินั้น คือความหลงเห็นว่าทุกสิ่งดับสูญ ไม่มีกฎแห่งกรรม ไม่ว่าจะชั่วจะดี พอตายลงก็ศูนย์หมด ไม่มีใครต้องรับผลกรรมที่ทำมา อันนี้เป็นพวกที่ไม่มีเนื้อหาพระศาสนา ทำให้เกิด กามสุขกิโลมถานุโยค ไปเลย คือ ปล่อยตัวปล่อยใจ หลงหมกมุ่น หลงเพลิดเพลินพึงพอใจในกามคุณ ในความสุขแบบโลกๆทั้งหลาย อหังการมมังการทั้งหลาย นึกเอาว่าไม่เป็นกรรม หารู้ไม่ว่ากรรมทั้งนั้น  เพลิดเพลินก็เป็นกรรมอย่างหนึ่ง แม้กระทั่งนั่งแช่จมเฉยในจิตในพฤติกรรมทางกายอยู่ ก็เป็นกรรมที่พาไปเกิดเป็นสัตวเดรัจฉานได้เลยทีเดียว จริงๆแล้วแม้แต่ความพึงพอใจในธรรม หรือแม้แต่ในพระสัจธรรมทั้งหลายก็เรียกว่า กามสุขกิโลมถานุโยคเหมือนกัน แต่เป็นฝั่งของนามธรรมเท่านั้นเอง

ส่วนอุจเฉททิฏฐิที่แอบแฝงอยู่ในชาวพุทธนั้นก็ได้แก่ ความเชื่อที่ว่านิพพานแล้วดับ "สูญ" คือหายไปเลย ผู้ที่มีทิฏฐิเหล่านี้จะกลัวนิพพาน ก็เลยพยายามห่างๆศาสนาเอาไว้ หลงนึกว่าที่ตนมีตนเป็นอยู่นี้ดีแล้ว ประเสริฐแล้ว ทำให้ห่างพระศาสนาไปอีก

ไม่ว่าจะทิฏฐิชนิดไหนก็ตาม ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดอุปาทานความยึดติด ความหลงวน ความพยายามจะเข้าใจ(ปรุงแต่ง) พยามจะจะจัดหมวดหมู่สิ่งที่มันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว ให้เป็นสิ่งที่ยึดได้จับต้องได้ขึ้นมา ซึ่งถ้าเข้าใจพระสัจธรรมแล้วไม่เกิดการปลงการวางในตัวมันเอง ก็เรียกว่ายังยึดมิจฉาทิฏฐิอยู่ ยังหลงยึดอยู่ เข้าใจไม่ตรงต่อความเป็นจริงแห่งโลกธาตุและสังสารวัฏนี้ ที่มันไม่ยึดกันจริงอยู่แล้ว แม้กระทั่งการมีเราเข้าไปยึด มันก็ไม่ยึดติดได้จริงเลย เป็นเพียงแค่การตอกย้ำเท่านั้น

ความเป็นจริงแห่งพระสัจธรรมนั้น นอกเหนือทุกทิฏฐิ สิ่งต่างๆที่มีที่เป็นที่เห็นอยู่เหล่านี้ ล้วนเป็นมายาสมมติ มีอยู่ชั่วคราวในฐานะมายา เป็นเพียงธรรมแค่อาศัย ยึดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ดังนั้นจึงจะไปฟันธงสรุปลงไปตรงๆว่า ทุกสิ่งอย่างมีหรือไม่มี ไม่ได้ คือ มันไม่ใช่ที่มีหรือไม่มี ไม่ใช่ที่เป็นหรือไม่เป็น ไม่มีอะไรที่เป็นแก่นสารสาระ หรือไร้สาระจริง

เมื่อแจ้งในความจริงเป็นเช่นที่ว่านี้ ภพที่จะให้อุปาทานก่อเกิดเป็น ชาติ ชรา มรณะก็ไม่มี คือมันยึดไม่ได้ เมื่อได้ฟังความจริงที่นอกเหนือทิฏฐิทุกชนิดแล้ว จิตมันจะไม่ปรุงแต่งยึดเกาะสิ่งใดๆเพื่อก่อเกิดภพชาติอีก สิ่งที่มีก็จะเหมือนไม่มี คือ มีแต่ไร้ความหมายในความเป็นอะไร มีอยู่ดำรงอยู่เพียงแต่ในฐานะของมายา ในฐานะปรากฎการณ์ชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วก็จะผ่านไปในที่สุด ซึ่งจะไปบอกว่ามีหรือไม่มีก็ไม่ได้ เพราะบอกว่ามีมันก็ยึด ก็มีตัวเองซ้อน มีภพชาติในการยึดนั้น ถ้าบอกว่าไม่มี มันก็ยึดอีก ก็มีตัวเองซ้อน มีภพชาติในการยึดติดกับสิ่งที่คิดว่า"ไม่มี"นั้น

และแม้ว่าพระพุทธองค์ทรงเอาพระสัจธรรมความเป็นจริงมาประกาศ แต่ที่สุดแล้วผู้ที่เข้าถึงธรรมก็จะรู้เองว่าพระสัจธรรมที่พระพุทธองค์กล่าวออกมา ก็ว่างเปล่าจากตัวตนเช่นกัน ไร้ความหมาย ไร้ความมีความเป็น ไร้ความไม่มีหรือไม่เป็นใดๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง มายาหรือสัจธรรมก็ไม่มีความแตกต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งย่อหน้านี้ หากอ่านแล้วตีความเอาเองอีก ก็จะเข้าสู่ทางสองแพร่งแห่ง สัสสตทิฏฐิละ อุจเฉททิฏฐิเหมือนเดิม ถ้าคิดเอาได้ ป่านนี้มันก็บรรลุกันหมดแล้วสิ

จะเข้าถึงความเป็นจริงที่ปราศจากความเห็นความหมายได้ ก็ "ช่าง" เลย ปล่อยให้มันเป็นไปของมันเองทุกอย่าง แม้กระทั่งจิต หรือสติก็ตาม ก็ปล่อย เพราะโดยเนื้อหาของนิพพานนั้น มันไม่มีความหมายอะไรอยู่แล้ว มันไม่ติดไม่หลุดอะไรอยู่แล้ว ไม่เกิดไม่ดับอะไรอยู่แล้ว สรุปรวมความแล้วก็คือ ไม่ต้องอยู่แล้ว ไม่ตั้งอยู่แล้ว ไม่อยู่แล้ว ไม่ต้องไปแทรกแซงธรรมใดๆเพื่อให้ได้ธรรม เพื่อให้ถึงธรรม เพื่อให้บรรลุธรรมอีก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นของมันอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีความหมายอะไรที่แท้จริงอยู่แล้ว ติดก็ของมันเองตามเหตุปัจจัย หลุดก็ของมันเองตามเหตุปัจจัย ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเราตัวเขาเลยแม้แต่นิดเดียว

วลีที่ว่า "ไม่..อยู่แล้ว" ที่หลวงพ่อท่านกล่าวไว้ นั้นจึงไม่ใช่การปฏิเสธสภาวะแต่อย่างใด และไม่ใช่อุจเฉททิฏฐิอย่างที่หลายๆคนเข้าใจผิดด้วยซ้ำ แต่ให้นอกเหนือทุกทิฏฐิ เมื่อนอกเหนือทุกทิฏฐิทุกแง่มุมแล้ว จิตก็จะไม่หยั่งลงจนเกิดภพชาติกับอะไร ไม่ถลำไปปรุงแต่ง และดับอยู่อย่างนั้นของมันเอง ดับของมันเองเพราะไม่มีโมหะเหนี่ยวนำให้เกิดจิตปรุงแต่งเกิดภพเกิดชาติเกิดทิฏฐิแต่อย่างใด

ชาวพุทธจึงไม่ควรมาเสียเวลามัวแต่แบ่งแยก มัวแต่แปะป้ายคนอื่นว่าเป็นสัสสตทิฏฐิ หรืออุจเฉททิฏฐิ แต่อย่างใด เอาแค่ยังวนอยู่กับทิฏฐินี่ก็ยังไม่จบ ไม่ว่าจะสัมมาทิฏฐิหรือ มิจฉาทิฏฐิ หากยึดเข้าไปแล้ว ล้วนพาวกวนไม่รู้จบเหมือนๆกัน

ก็ให้นอกเหนือทุกทิฏฐิ ทิฏฐิแบบไหนก็ยึดไม่ได้ ชั่วคราวทั้งนั้น แล้วนั่นแหละมันก็จะตรงต่อนิพพานไปเองโดยไม่ต้องพยายามนึกคิดปรุงแต่งให้เกิดสัมมาทิฏฐิก่อนเสียด้วยซ้ำไป

No comments:

Post a Comment