Friday, August 28, 2015

ธรรมสะท้อนธรรม กรรมสะท้อนกรรม

วันนี้มาว่ากันด้วยกลไกการสะท้อนของธรรมทั้งหลายกันหน่อย จะได้เข้าใจปรากฎการณ์ต่างๆ พลวัตรของกิเลสตัณหาในสังคม ในโลกในสังสารวัฏอย่างที่มันเป็นจริงๆ

ธรรมทั้งหลายนั้น โดยเนื้อหาดั้งเดิมมันก็ไม่ใช่อะไร ไม่มีความหมายอะไร ไม่มีความเป็นอะไรโดยแท้จริง เรียกว่า ว่างจากตัวตนในธรรมทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายนั้นก็คือทุกๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็น กาย ใจ ผัสสะ อายตนะทั้งหลาย ธรรมมารมณ์ทั้งหลาย อารมณ์กรรมทั้งหลาย ปรากฎการณ์ สถานการณ์ทั้งหลาย ธรรมชาติทั้งหลาย หรือแม้แต่กรรมทั้งหลายก็เป็นเพียงธรรมแค่อาศัยเช่นกัน

ต่อเมื่อดวงจิตแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลายต้องมาเกิดในภูมิต่างๆ จึงได้ถูกความหลง โมหะอวิชชาเคลือบฉาบ ปกคลุม เมื่อมีการรู้การเห็นการสัมผัสผ่านอายตนะทั้ง 6 เกิดขึ้น สรรพสัตว์ทั้งหลายก็จะได้หลงรู้ ได้หลงเห็นธรรมอันว่างเปล่าต่างๆเหล่านั้นจนเป็นจริงตามสมมติที่รู้เอง หลงเอง หลงยึดเอง หลงอุปาทาน หลงว่ามันมีมันเป็นหรือ หลงว่ามันไม่มีไม่เป็นอยู่เอง อยู่อย่างนั้น ไม่จบไม่สิ้น ไม่นอกเหนือสภาวะที่เป็นมายาเหล่านั้นเสียที

เมื่อเกิดการยึดติดในธรรมทั้งหลายขึ้นแล้ว  ก็เกิดเป็นกรรม พอทำกรรมได้ ทีนี้โมหะตัณหาก็ไปซ้อนกรรม ออกลูกเป็นกรรมอีกมากมายหลากหลาย ซึ่งเวลากรรมทั้งหลายมากระทบมาสัมผัสสัมพันธ์กัน มันก็จะเกิดการสะท้อนซึ่งกันและกัน

พลังงานที่สะท้อนนั้น ก็เป็นไปตามกฎการอนุรักษ์ของพลังงานคือ สะท้อนกรรมแบบไหนออกไป ก็จะได้กรรมแบบนั้นสะท้อนกลับคืนมา เปรียบเทียบคล้ายๆกับการโยนหินลงไปในบึงน้ำที่นิ่งอยู่ คลื่นจากการที่หินกระทบน้ำแล้วแผ่คลื่นออกไปทุกทิศทาง เมื่อไปกระทบตรงแง่มุมไหนของขอบบึงก็จะสะท้อนกลับมาตามรูปแบบ(หรือแง่มุมนั้น)นสัณฐานของบริเวณนั้นๆ เพียงแต่กรรมทั้งหลายนั้น สะท้อนกลับไปกลับมาแบบไม่เสียพลังงาน และบางทีก็มีพลังงานกรรมอื่นๆเพิ่มเข้ามา แทรกเข้ามาผสมโรงให้อีนุงตุงนังมากขึ้นไปอีก กรรมที่อยู่ในสังสารวัฏบางอย่างจึงซับซ้อนมากตามกรรมที่ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นส่วนผสม และแก้ไขยากมาก

ยกตัวอย่าง เวลาเราโกรธอะไรสักอย่างขึ้นมา เราก็มักจะไปหาคนที่ทำให้เราโกรธไม่ถูกใจ แล้วเราก็ไปด่าๆๆๆๆ ค่อนขอด กระแนะกระแน เสียดสี ให้สะใจ พอเราระบายอารมณ์กรรมออกไปแล้ว พลังงานเหล่านั้นก็จะไปกระทบตัวยึดหรืออุปาทานของคู่กรณีกรรม ก็จะเหนี่ยวนำให้เกิดความอึดอัดขัดเคืองภายใน แล้วระเบิดสะท้อนกลับไปด้วยความโกรธเคืองอย่างรุนแรงเช่นกัน กรรมที่สะท้อนกลับไปนั้นอาจจะมากขึ้น จากการเพิ่มกรรมใหม่ของคู่กรณีกรรมลงไปด้วย ยิ่งสะท้อนกรรมกันไปมามากเท่าไหร่ พลังงานที่สะท้อนก็จะมากขึ้นซับซ้อนขึ้นรุนแรงขึ้น จนกระทั่งถึงจุดที่เกิดการแปรเปลี่ยนไปเป็นกรรมทางกาย เกิดการทำร้ายทำลายกันขึ้น และกรรมที่กระทำต่อกันและกันนี้ ก็จะสะท้อนกลับไปกลับมา ข้ามภพข้ามชาติ ข้ามพุทธันดรไม่จบไม่สิ้น ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเพราะแค่หลงยึดในธรรมทั้งหลายที่ล้วนแล้วแต่เป็นมายาเท่านั้นเอง

และไม่ใช่แค่ความโกรธนะที่มันสะท้อนกันและกันแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์กรรมอื่นๆ หรือกรรมชนิดอื่นๆก็เช่นกัน ตราบใดที่สรรพสัตว์ทั้งหลายยังมีโมหะตัณหาอุปทานในการยึดมั่นสิ่งต่างๆ ธรรมทั้งหลายก็จะสะท้อนกันไม่ต่างกับกระจกสะท้อนภาพจริง มันจะสะท้อนกันไปสะท้อนกันมาแบบนี้ไม่จบไม่สิ้นตามแรงโมหะตัณหาอุปาทานของสรรพสัตว์

แม้กระทั่งเราจะนั่งเงียบเก็บงำความไม่พอใจอยู่ แต่มโนกรรมแห่งความปฏิฆะขัดเคืองที่แผ่รังสีออกมาก็ไปกระทบกับคู่กรณีกรรมหรือคนอื่นๆแล้วไปสร้างความปฏิฆะขัดเคือง และการต่อกรรมได้อีก จวบจนกระทั่งได้เจอกับองค์มหาบารมีหรือผู้โปรดสัตว์ทั้งหลายที่จะนำพาให้ยุติกรรมได้ ดังเช่นที่องคุลิมาลได้เจอกับพระพุทธองค์นั่นเอง ไม่อย่างนั้น สรรพสัตว์ทั้งหลายก็จะได้เล่นปิงปองข้ามพุทธันดรกันล่ะ

ลองนึกดูว่ากรรมที่ตกค้างในสังสารวัฏมันมากแค่ไหน กระทบ สะท้อนกันวันๆหนึ่งเท่าไหร่ นี่แหละถึงได้เรียกว่าสังสารวัฏ เพราะมันวนสะท้อนวนสร้างวนเสวยกรรมไม่จบไม่สิ้น

บางคนก็ฝึกข่มใจ กดข่มเอาไว้ ไม่ตอบโต้ไม่สร้างกรรมต่อ แต่กลับกลายเป็นกรรมที่สะท้อนอยู่ภายใน ถูกขังเอาไว้ในตัวเอง เป็นพลังอัดแน่นคุกรุ่น ถึงจังหวะถึงวาระ ก้อนพลังงานกรรมที่อัดแน่นเหล่านี้ได้มีพลังงานจากภายนอกมากระทบก็จะระเบิดออกอย่างรุนแรง อย่างที่เราเห็นว่า บางคนเงียบๆ แต่พอถึงเวลาก็ฆ่าคนได้ง่ายๆเลยก็มี

บางคนกำลังสมาธิสูงมาก เพียงแค่คิดถึงใครสักคน ตัวตนของคนๆนั้นก็แทบจะไปอยู่กับคนที่ถูกคิดถึงทันที ซึ่งบางคนก็สัมผัสได้เลยถึงแรงมโนกรรมตรงนั้น พวกนี้เวลาปฏิฆะใคร โกรธใครแล้วเอาสมาธิหรือพลังจิตนั้นพุ่งไปยังคู่กรณีกรรมก็อาจจะก่อให้เกิดความเจ็บป่วย เจ็บปวดอยู่ภายในได้เลยทีเดียว

บางคนฝึกการใช้สติ ใช้ปัญญา บังคับกดข่มธรรมทั้งหลาย หรือพิจารณาหาเหตุหาผลเพื่อที่จะวางมัน มันก็เป็นกรรมต่อไปในภายในอีก ไม่จบไม่สิ้น การข่มใจ การฝึกใจเหล่านี้ล้วนเป็นกรรมที่ตอกย้ำและสะท้อนอยู่ภายใน เป็นโมหะตัณหาในตัวมันเองที่ไม่รู้ไม่เข้าใจว่า ธรรมทั้งหลายมันไม่ใช่อะไร ไม่มีสาระอะไรที่จะจับยึดได้เลย พระพุทธองค์ถึงสั่งเป็นครั้งสุดท้ายว่าธรรมทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

เมื่อเราเข้าไปพยายามกดข่มใจ ก็เหมือนยอมรับว่าสิ่งที่กระทบนั้นมีจริง ก็เป็นการยึดในลักษณะหนึ่ง หรือเมื่อเข้าไปพิจารณาธรรม ก็เกิดการปรุงแต่งภายในกับสิ่งสมมติที่ไร้ความมีเป็นอย่างแท้จริงนั้น ก็เป็นการยอมรับว่าสิ่งกระทบนั้นมีจริง มันก็เป็นการยึดในลักษณะหนึ่ง ก็เกิดการวางในสมมติที่ไม่ได้ติดจริงอยู่แล้วขึ้น เป็นโมหะซ้อนการวาง เป็นการวางสมมติ เอาสมมติไปวางสมมติ เพราะหลงคิดว่าสมมติมีจริง หลงคิดว่าสมมติที่เข้าไปวางนั้นเป็นจริง แต่จริงๆสิ่งนี้คือการเข้าไปติดในอุปาทานอีกลักษณะหนึ่ง ไม่ใช่วางตัวที่หลงรู้เสียเอง เมื่อพยายามจะเอาสมมติไปวางสมมติ ทีนี้มันก็ไปเรื่อยๆเลยเพราะสภาวะทั้งหลายมันไม่จบไม่สิ้น วนอยู่เป็นวงกลมที่ไม่มีจุดเริ่มจุดจบ กิจที่ทำในการวางมันก็เลยไม่จบเสียที

ก็ไม่ใช่เอาอะไรไปวางอะไร ก็ปล่อยรู้เลย รู้ไม่รู้ก็ไม่ต้องไปใส่ใจ เข้าใจไม่เข้าใจก็ไม่ต้องไปใส่ใจ แล้วตัวโมหะอวิชชาที่อาศัยการรู้การเห็นในการเกิด จนยึด จนหลงจริงจังกับสมมติทั้งหลาย ก็จะจืดจางลงเอง ไม่ใช่การเอาสติ เอาสมาธิ เอาปัญญาไปตัดไปวาง แบบนั้นกรรมมันจะสะท้อนอยู่ภายใน เป็นสภาพที่ขังตัวมันเอง เรียกว่าเขตแดนพิเศษแห่งการใช้กรรม

เขตแดนพิเศษแห่งการใช้กรรมนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้น แต่จะเกิดขึ้นเมื่อสรรพสัตว์ทั้งหลายยึดอะไรมากๆ จนกระทั่งพลังงานกรรมที่ตอกย้ำอยู่ภายในมันหนาแน่นมากขึ้นๆ จนคล้ายๆการสร้างกำแพงพลังงานขึ้น จนพลังงานภายนอกไม่สามารถที่จะทะลุทะลวงเข้าไปได้ พลังงานภายในก็ไม่สามารถสะท้อนออกมาได้ หรือถ้าสะท้อนกันก็จะบิดเบี้ยวไม่ตรงตามความเป็นจริง เหล่านี้ก็เรียกว่าเป็นเขตแดนพิเศษแห่งการใช้กรรม ยกตัวอย่างให้เป็นรูปธรรมก็เช่น คนที่มีทิฏฐิจัด ยึดในความเชื่อของตนเองมากจนไม่ฟังใครเลย หรือฟังก็ฟังเข้าข้างตัวเอง พูดก็พูดเข้าข้างตัวเอง เข้าใจก็เข้าใจเข้าข้างตัวเองตลอด ถ้าใครติดอยู่ในเขตแดนพิเศษแห่งการใช้กรรม ก็มีวิธีเดียวที่จะโปรดก็คือ การโสอุทิศบารมีให้เพื่อไปทำลายกำแพงกรรมที่เจ้าตัวก่อขึ้นเอง

และในเมื่อกรรมทั้งหลายสะท้อนกันในลักษณะเช่นที่ว่านี้ เราจึงไม่มีกิจอะไรที่จะต้องไปดัดแปลง เปลี่ยนแปลง หรือปรับเปลี่ยนกรรมที่มันเป็นอยู่เพื่อให้เป็นกรรมใหม่ๆเพิ่มเติมขึ้นมาอีก แต่ให้สะท้อนว่าง สะท้อนล้าง สะท้อนดับไป ก็ให้ตรงต่อเนื้อหาการปลงการวางในตัวมันเองเอาไว้ นอกเหนือทุกสภาวะในท่ามกลางสภาวะทั้งหลายเอาไว้ ว่างเอาไว้ ไม่อะไรกับอะไรเอาไว้ เดี๋ยวสัจธรรมหรือสุญญตาธรรมก็จะสะท้อนไปล้างกรรมของสรรพสัตว์ทั้ง้หลายเอง

ซึ่งการใช้สัจธรรมสะท้อนล้างนี้เป็นวิธีเดียวที่จะยุติกรรมให้สัตว์โลกได้ คือสะท้อนล้างไปที่โมหะตัณหาอุปาทานต้นขั้วแห่งการก่อกรรมของทุกรูปทุกนาม เมื่อคลายจากโมหะตัณหาอุปาทานแล้ว อุปาทานทั้งหลายที่เข้มข้นไปด้วยกรรมซึ่งเป็นตัวสะท้อนพลังงาน หรือตัวกระทบกระทั่งทั้งหลายมันจะหมดไปเอง เมื่อตัวที่จะสะท้อนกรรมหมดลงมันก็ไม่ต้องสะท้านสะเทือนอะไรอีก

อย่างเช่นเวลาเราไปปฏิสัมพันธ์กับใครก็ตามที่เป็นไปด้วยธาตุที่ไม่บริสุทธิ์ มีกิเลสตัณหาซ้อนอยู่ เราก็สะท้อนด้วยความดับว่างอยู่ข้างใน สิ่งที่คู่กรณีกรรมสะท้อนออกมาให้จะทะลุทะลวงออกไปหมด เพราะไม่มีตัวกระทบ ผู้ที่ส่งพลังงานตรงนั้นออกมากระทบเราก็จะคลายตามไปด้วย ค่อยๆผ่อน ค่อยๆดับตาม เพราะไม่มีกรรมใดๆสะท้อนกลับไปหาต้นทางอีก เนื่องจากมันว่างไปหมดแล้ว หรือเราอาจจะ โส อุทิศบารมีไปให้แทนก็มีผลคล้ายกันคือ คนๆนั้นจะค่อยๆคลายตาม วางตาม ปลงตาม สิ่งใดๆที่เคยจัดจ้านก็จะคลายตาม

ดังนั้นเวลาที่ต้องไปอยู่ในท่ามกระแสกรรมที่สะท้อนกันไปสะท้อนกันมา ก็อย่าไปใส่กรรมใหม่เพิ่มเข้าไปอีกไม่ว่าจะเป็นกรรมชนิดไหนก็ตาม เพราะกรรมทุกชนิด มันก็มีแต่โมหะตัณหาอุปาทานเป็นเชื้อเหมือนกันหมด มันก็จะยิ่งลุกลามบานปลายเข้าไปใหญ่ ไม่ต่างอะไรกับโยนฟืนเข้าไปในกองไฟ เราจะเอากรรมไปแก้ปัญหาของกรรมไม่ได้ แต่ให้ดับไว้เป็นประธาน ว่างเอาไว้เป็นประธาน อโหสิเอาไว้เป็นประธาน เอาเนื้อหาพระสัจธรรมเข้าไปแทนที่กรรมเสีย เดี๋ยวกรรมที่สะท้อนกันไปสะท้อนกันมาจนอึดอัดกดดันด้วยกันทุกฝ่าย ก็จะเลิกแล้วกันไปเองโดยไม่มีใครรู้ตัว โปร่งโล่งเบาออกคลายออกอย่างไร้ร่องรอย

หรือไม่ก็ โสให้คู่กรณีกรรมไป จะแอบโสก็ได้ไม่ว่าอะไร ดำริโสให้ออกไปเลย นี่ก็คือการสะท้อนอานุภาพแห่งพระสัจธรรมไปดับไปคลายกรรมให้กับสังสารวัฏเช่นกัน แล้ววงจรกรรมทั้งหลายก็จะลดความร้อนแรงลงไปเอง

วิถีแห่งการใช้กรรมแก้กรรมนั้น ในสังสารวัฏนี้มันมีเยอะแล้ว เยอะเกินไปเสียด้วย แล้วสุดท้ายก็จะแก้อะไรไม่ได้ เพราะกลายเป็นกรรมเพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย ดังนั้น ก็ไม่ต้องใช้กรรมสะท้อนกรรมอีก แต่ให้อานุภาพแห่งพระสัจธรรมสะท้อนล้างกรรมไปแทน กรรมต่างๆในระบบถึงจะลดระดับลงได้ เมื่อกรรมลดลง โมหะตัณหาอุปาทานลดลง ปัญหาต่างๆที่อาศัยเชื้อเหล่านั้น มันก็จะลดเลงไปเอง หมดไปเองในที่สุด

ใครยังไม่เข้าใจว่า "โส" คืออะไร ก็คลิกเข้าไปอ่าน ที่นี่ ได้เลยครับ

No comments:

Post a Comment