Friday, August 14, 2015

ธรรมจัดสรร

ธรรมจัดสรร วลีนี้เราเคยได้ยินกันมานานแล้วในหมู่ของนักปฏิบัติ เป็นวลีที่ใช้อธิบายเรื่องบังเอิญดีๆที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ราวกับสิ่งนั้นมาสนองตามใจนึก เหมือนบังเอิญ แต่จริงๆมันคืออะไร และธรรมจัดสรรจริงๆคืออะไรกันแน่

วลี "ธรรมจัดสรร" นั้น สามารถพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า การสอดคล้องต่อธรรม ที่มันโดยธรรมเองอยู่แล้ว ภาษาอังกฤษเรียกว่า Synchronize หรือการประสานสอดคล้องกันพอดี

แต่สอดคล้องต่อธรรมนี้คืออะไร?

โดยพื้นฐานของสรรพสิ่งนั้นมีนิพพานรองรับอยู่แล้ว อธิบายในเชิงฟิสิกส์ควอนตัมได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ล้วนเป็นคลี่นความถี่ความสั่นสะเทือน แต่ละสิ่งนั้นล้วนเป็นคลื่นที่มีความถี่แตกต่างกัน การตอบสนองของแต่ละคลื่นที่มีต่อกันก็ไม่เหมือนกัน แต่สรรพสิ่งสรรพธาตุสรรพธรรมทั้งหมดมีคลื่นความถี่มูลฐานเดียวกันรองรับอยู่นั่นก็คือความถี่แห่งธรรมชาติ หรือนิพพานนั่นเอง

สิ่งใดก็ตามที่เกิดจากเจตนากรรม ไม่ว่าจะเป็นการดู การรู้ การเห็น การคิดวิเคราะห์ปรุงแต่ง การรู้สึก การสัมผัส ล้วนแล้วแต่เป็นความถี่เฉพาะที่ไม่ตรงต่อความถี่มูลฐานหรือ นิพพาน หรือ อสังขตธรรม(ธรรมที่พ้นไปจากการปรุงแต่ง) หรือมหาสุญญตา คือว่างจากตัวตนซ้อนธรรม

สรรพสิ่งทั้งหลายนั้นมีและเป็นไปของมันเอง แต่ไม่มีความหมายอะไรที่สามารถยึดเอาว่าเป็นจริงเป็นจังได้เลย มีก็มีโดยสมมติ นิพพานจึงนอกเหนือคำว่ามีหรือไม่มี มีหรือไม่มีก็ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่การเล่นคำ แต่ธรรมที่พ้นการปรุงแต่งจะใช้อะไรอธิบายได้เล่า ในเมือการอธิบายเองก็ยังเป็นการปรุงแต่งเหมือนกัน จะชี้ให้เห็นให้รู้ก็ไม่ได้เพราะมันก็ปรุงแต่งในการรู้การเห็นอีก

เหตุนี้เองที่ทำให้นิพพานไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติเอา แต่ต้องปล่อยทิ้งเจตนากรรมให้หมด ยุติเจตนากรรมในการจงใจใช้ธาตุขันธ์เสีย เมื่อไม่มีเจตนากรรมแล้ว ธาตุธรรมทั้งหลายที่เคยมีกรรมซ้อนอยู่ ก็จะคลายคืนกลับไปสั่นสะเทือนสอดคล้องกับความถี่มูลฐานแห่งพระนิพพานเอง นี่เองที่เรียกว่าการสอดคล้องต่อพระสัจธรรม คือกลายเป็นคลี่นความถี่เดียวกับความถี่มูลฐานของจักรวาล หรือเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งทั้งหลาย (oneness) ซึ่งไม่ใช่การเป็นหนึ่งเดียวกับอะไรจริงๆ แต่เรียกว่าว่างสอดคล้องไปกับนิพพาน และเมื่อสอดคล้องต่อนิพพานแล้วก็จะกว้างขวางไปไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ ดังเช่นที่นิพพานรองรับทุกสรรพสิ่งอยู่แล้ว

เมื่อสอดคล้องต่อพระสัจธรรมหรือนิพพานแล้ว สิ่งต่างๆจะถูกจัดสรรเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องดำริกรรมเพื่อทำให้ได้อะไร ไม่ต้องดิ้นรนในการเป็นการอยู่ ทุกอย่างจะจัดสรรอย่างพอดีของมันเอง เพียงแต่มันจะไม่ได้เป็นไปตามตัณหาส่วนตัวของเรา แต่เป็นไปเพื่อการดำรงธาตุขันธ์อย่างพอเหมาะพอควรเท่านั้น

หากผู้ที่สอดคล้องต่อธรรมนั้นมีกิจในการโปรดสัตว์ ทรัพยากรทั้งหลายที่จำเป็นในการโปรดสัตว์จะถูกจัดสรรให้สอดคล้องต่อวาระต่างๆอย่างพอดิบพอดีไปเอง บารมีที่ต้องใช้ในแต่ละช่วงเวลาของการโปรดสัตว์ก็จะถูกจัดสรรและเชื่อมโยงลงมาจากเบื้องบนอย่างพอเหมาะพอควร ไม่มากเกินไปจนทำให้หลงไปใช้อำนาจวาสนาบารมีในทางที่ผิด ซี่งถ้าดำริโปรดด้วยตัณหา ก็จะไม่สอดคล้องต่อธรรม สิ่งนั้นก็จะไม่เป็นไปตามดำริ และจะก่อให้เกิดความติดขัดข้องคาตามมาอีก

การสอดคล้องต่อพระสัจธรรมนี้ ถ้าสอดคล้องตลอดไม่ติดไม่ขัดไม่ข้องไม่คาใดๆ สิ่งที่ถูกจัดสรรให้มาเกื้อหนุนเกื้อกูลก็จะไม่ติดไม่ขัดไม่ข้องไม่คาไปด้วย หรือแม้จะมีวิบากกรรมมาปิดกั้นปิดบังก็ตาม หากนอกเหนือมันได้ ไม่อะไรกับมันได้ สุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็จะคลี่คลายลงไปเอง ธรรมทั้งหลายก็จะจัดสรรทางออกที่เหมาะสมมาให้เอง จะไปดิ้นแก้ดิ้นหนี ยิ่งทำให้เนิ่นช้าเข้าไปอีก เพราะตัววิบากกรรมเองมันก็มีคุณของมัน คือมาเพื่อให้เราชดใช้หนี้กรรมให้หมด มันก็เป็นสิ่งที่เราทำไว้สร้างเอาไว้ทั้งนั้น อย่าไปกลัวมัน รับแล้วเดี๋ยวมันก็ผ่านไป หากใจไม่ติดขัดข้องคาอะไร ธรรมทั้งหลายจะจัดสรรทางออกมาให้เอง

ดังนั้นผู้ที่เข้าใจพระสัจธรรมแล้ว หากยังลังเลเก้ๆกังๆ จะวางไม่วางดี ยอมไม่ยอมดี สละหรือไม่สละดี ยังคาตัวมันเองอยู่ ไม่กล้าปล่อยตัวมันเอง ยังเผื่อเลือกอยู่ ธรรมทั้งหลายที่ควรจะจัดสรรตัวมันเองอย่างสอดคล้องตามธรรมชาติก็จะติดขัดไปด้วย เพราะมีกรรมมาขัดขวาง มันสะท้อนกันอยู่ เหมือนมีคลื่นแทรก ไม่สามารถสอดคล้องได้ตลอดสาย จนกระทั่งบางครั้งก็ต้องกลับไปพึ่งการดำริทำกรรมเพื่อดำรงธาตุขันธ์ในระบบ manual (ทำเอง)อีก สังสารวัฏจึงยืดยาวออกไปอีกไม่จบสั้น นัยว่ากลัวความที่ไร้ตัวตน ไม่กล้าปล่อยพวงมาลัย หารู้ไม่ว่าธาตุขันธ์นั้นสามารถดำเนินไปด้วยระบบ auto pilot อยู่แล้ว นี่แหละคืออิสรภาพของแท้เลย

ทั้งหมดนี้ก็เป็นคำอธิบายต่อคำถามคาใจของหลายๆคนที่ถามว่าถ้าตรงต่อธรรมแล้ว จะใช้ชีวิตยังไง ซึ่งมันก็จะเป็นไปตามธรรมเอง จัดสรรของมันเอง สอดคล้องต่อจังหวะชีวิตไปเอง แต่อย่าไปนึกไปคิดให้มันเป็นแบบนั้นแบบนี้อย่างที่อยากให้เป็นก็แล้วกัน แล้วก็อย่าไปคาดหวังว่าจะต้องมีแต่สิ่งดีๆไปหมด หรือทุกอย่างเป็นพรจากเบื้องบนซะหมด ทุกอย่างก็แค่เป็นไปตามธรรม ธรรมชาติ ธรรมดานั่นแหละ ซึ่งหากเราสามารถสอดคล้องต่อธรรมทั้งหลายได้ นอกเหนือได้ ไม่อะไรกับอะไรได้ ไม่ว่าจะกุศลหรืออกุศล มันก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอยู่แล้ว

จะให้ดีก็ควรจะประกาศสละ ประกาศถอนตัณหา เงื่อนไข ความยึดติด ความหวงแหนในอธิวาสนาบุญบารมี กุศล หรือผลทานทั้งหลายให้หมด ก็จะช่วยปลดล็อคให้บุญบารมีทั้งหลายทั้งหลายที่เคยมีเงื่อนไขกำกับอยู่ ให้สามารถถูกจัดสรรตามธรรมชาติโดยไม่ติดไม่ขัดไม่ข้องไม่คาอีกต่อไป

2 comments:

  1. จริง ๆ แล้วเราว่าหลวงพ่อท่านไม่ได้พูดว่า "ไม่อะไรกับอะไร" แต่ท่านน่าจะพูดว่า "ไม่อาลัยกับอะไร" มากกว่าละกระมัง? เราคิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้นมากกว่า ผิดถูกอย่างไรขออภัยเอาไว้ด้วย

    ReplyDelete
    Replies
    1. สิ่งที่หลวงพ่อให้ไว้นั้นถูกแล้วครับ พอไม่อะไรกับอะไร คือ มันไม่มีความหมายอะไรในอะไร มันก็เลิกอาลัยไปเองครับ แต่ถ้ายังมีความหมายอยู่ แล้วไปห้ามมันไม่ให้อาลัย เดี๋ยวมันจะย้อนกลับมาติดอีก แต่ถ้าไม่ให้ค่าให้ความหมายแต่ทีแรก ตัณหาจืดจางลงเองครับ สาธุๆ

      Delete