Tuesday, August 11, 2015

ไตรสิกขาบังนิพพาน ตอนที่ 3 (จบ)

ไตรสิกขาบังนิพพาน ตอนที่ 1
ไตรสิกขาบังนิพพาน ตอนที่ 2

ส่วนเรื่องปัญญานั้น เนื้อหาพระสัจธรรมเองก็คือบทสรุปรวบยอดแห่งปัญญาอยู่แล้ว ฟังแล้วจบตามดับตามได้เลย เป็นปัญญาที่จบและสลายตัวไป ไม่เหลืออะไรไว้ให้อุปาทาน ไม่ต้องแบกไม่ต้องจำ ไม่ต้องท่อง ไม่ต้องสืบค้น ไม่ต้องแตกฉาน เพราะที่คนอ่านคนฟังว่างคลายเสียเองนี่และคือพุทธธรรมของจริง

ปัญญาที่แท้นั้นจะตัดความวกวนในความเป็นสังสารวัฏให้หมด เป็นเนื้อหาที่จะยุติการวนในธาตุในขันธ์ให้เรา ชนิดที่ไม่ต้องหาหลักเหตุผลอะไรมาพิจารณา 1-2-3-4....อ้อมโลกอะไรก่อนเลย เพราะสุดท้ายมันจะสรุปจบตรงที่ปล่อยมัน ช่างมันทั้งนั้น มันฉลาดที่จะไม่ไปแบกอะไรให้เป็นภาระอีก มันจึงตัดให้ฉับพลัน นี่คือที่สุดของปัญญาแล้ว เรียกว่าปัญญาตรัสรู้

การไปเจริญปัญญาแบบตามดูตามรู้นั้นมันยังเป็นปัญญาแบบหยาบอยู่ ดูก็เห็นจริงตามโมหะ หลงตามการปรุงแต่ง เข้าใจก็เป็นส่วนๆ ไม่เข้าใจในธรรมทั้งหมดรวบยอดทีเดียว สุดท้ายอยากดูก็ได้ดูไง โมหะมันพาไปดู อยากได้ปัญญาแบบไหนมันจัดให้หมด แต่ที่ไม่จบเพราะเป็นปัญญาปรุงแต่งเอาเองที่ไม่ได้บทสรุป และกลายเป็นอัตตาซ้อนปัญญา มันก็เลยเอาไปคุยโวโอ้อวดกัน คุณถึงญาณไหนแล้ว ฌานไหนแล้ว ขั้นไหนแล้ว คุยไปก่อให้เกิดทิฏฐิมานะอีก มานะนี่มันคือสังโยชน์ตัวท้ายๆเลยนะ จะไปเลี้ยงมันทำไม

ปัญญาที่ยิ่งเจริญแล้วยิ่งเยอะงอกเงยแตกหน่อต่อเชื้อนี่ มันคือตัณหาแล้ว ตัณหาในปัญญาที่ก่อให้เกิดวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย มันก็เลยดิ้นรนไปสนองตัณหาในปัญญาไปเรื่อยๆ ได้ปัญญากะพร่องกะแพร่งที่ไม่เคยบริบูรณ์เพราะยังเป็นปัญญาที่อิงแอบกับมายาสมมติ แถมได้วิจิกิจฉามาเลี้ยงไว้ดูเล่นอีกตัวนึง แล้วก็ต้องคอยวิ่งสนองมัน ทิ้งก็ทิ้งไม่ได้เพราะกลัวไม่มีปัญญา พอได้ปัญญามาก็แบกกันอีก ตัณหาในปัญญานี่แหละที่ทำให้ทุกอย่างเป็นปลายเปิด เจริญเท่าไหร่ก็ไม่พอ ต่อให้เท่าไหร่ก็ไม่จบ แม้บางทีรู้สึกว่าพอแล้ว แต่เดี๋ยวมันก็หาเหตุผลไปแสวงหาอีกไม่จบไม่สิ้น หาเจอตรงไหนก็ได้อุปาทานกับตรงนั้น

สรุปแล้วปฏิบัติไปปฏิบัติมามีแต่ตัวตน มีแต่โมหะตัณหาอุปาทานซ้อนธรรม ซ้อนไตรสิกขา สร้างความวกวนสาละวนให้จิตให้สติดีๆนี่เอง แล้วก็ได้แต่คอยยึดคอยยุ่งกับสติอยู่ตลอดเวลา กลัวมันไม่รู้ นี่แหละที่เรียกว่ายิ่งปฏิบัติยิ่งทรง ยิ่งดำรง ยิ่งอัตตาจัด มันเป็นแบบนี้ หนักหนา หน่วงเหนี่ยว หนึบหนับในตัวของมันเองไปเรื่อย ปิดกั้นปิดบังกักขังในตัวมันเองไปเรื่อย ปฏิบัติมาอึดอัดจะตายอยู่แล้ว แต่หันไปหันมาดูเพื่อนๆที่ปฏิบัติด้วยกันมันเก๊กนิ่ง ดูเพื่อนเสร็จก็เกิดมานะอีก กูเอามั่งตามแบบอย่างที่ดี ใครมีมานะมันก็สะท้อนมานะในตัวมันเองนั่นแหละ

การปฏิบัติไตรสิกขามันจึงเป็นกรรมในลักษณะหนึ่ง ส่วนการเกิดกิเลสตัณหาอุปาทาน มันก็เป็นกรรมอีกลักษณะหนึ่ง คนละกรรมกัน ไม่ได้เป็นการชดเชยชดใช้หรือลบล้างกันได้แต่อย่างใด หากยังดำรงตัวตนในการปฏิบัติอยู่มันก็จะรบราฆ่าฟันกันไปเรื่อยๆ ระหว่างไตรสิกขากับกิเลส ทั้งๆที่จริงๆแล้ว กิเลสตัณหาก็เป็นฝ่ายบังคับให้ปฏิบัติไตรสิกขาอยู่

ก็ความอยากที่จะกำจัดกิเลสมันไม่ใช่กิเลสตัณหาตรงไหนหรือ มันก็กิเลสตัณหาเหมือนๆกันนั่นแหละ เพียงแต่มันแค่เปลี่ยนตัวซ้อนเท่านั้นเอง

ถามจริงๆ ไม่สงสัยกันบ้างเหรอ ว่าทำไมยิ่งปฏิบัติแล้วสังโยชน์ยิ่งเหนียวแน่นมากขึ้นไปเรื่อยๆ ก็นี่ไง เอากิเลสตัณหาไปปฏิบัติธรรมไง

นี่ถ้าองคุลิมาลมาเจอนักปฏิบัติหรือครูบาอาจารย์สมัยนี้ค งจะโดนตัดสินประหารชีวิตทางธรรม หมดโอกาสบรรลุธรรมอย่างที่เราเคยได้อ่านกันมาแน่ๆ เพราะต้องเจอเงื่อนไขให้ไปสร้างเหตุทำไตรสิกขาให้บริบูรณ์เสียก่อน จับเข้ารีตเข้าพวกซะงั้น แทนที่จะหลุดพ้นกลับต้องมาติดคุกทางใจซ้ำซ้อนอีก

ถ้าใครมัวแต่รอให้ไตรสิกขามันบริบูรณ์ ทั้งๆที่มีตัวตนคาอยู่ในการปฏิบัติ คาอยู่ในตัวรู้ของตัวเอง คาอยู่กับความลังเลของตนเอง  คาอยู่ตรงที่คำของคนอื่นที่คอยบอกเราว่าใช่หรือไม่ใช่ คาอยู่ในเงื่อนไขที่มันจะต้องแบบนั้นแบบนี้เสียก่อนแล้วจึงจะจบ มันก็คงไม่รอดไปไหนหรอก ไม่เชื่อไปถามครูบาอาจารย์ของท่านได้เลยว่า ไตรสิกขาของผมบริบูรณ์หรือยัง ตรงไหนถึงเรียกว่าบริบูรณ์ ผมดีพอหรือยัง ก็จะได้คำตอบว่า ปฏิบัติไปเถอะ อย่าถาม คือท่านก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเต็มเมื่อไหร่ และไม่รู้ว่ามันไม่มีอะไรเต็มจริงๆหรอก เพราะคำว่าสังสารวัฏก็บอกอยู่แล้วว่ามันวน ทางออกไม่มีนอกจากวนเป็นวงกลม เป็นวัฏฏะ แล้วก็กลับมาที่เดิม

ดังนั้นก็ไม่ต้องไปทำอะไร เพื่อไปแก้ หรือไปทำอะไรให้บริบูรณ์อีก ปล่อยให้มันคลายตัวมันเองไปทุกๆอย่างทุกๆเรื่อง เมื่อโมหะคลายตัวออกเรื่อยๆ ความเป็นจิตก็จะหมดลงไปเอง ทิฏฐิอคติมานะตัณหาอะไรทั้งหลายก็จะจางคลายลงไปเอง กิเลสทุกตระกูลก็จะหมดไปเอง ซึ่งการหมดกิเลสตัณหาอุปาทานนี่ประเสริฐกว่าการทำดีเสียอีก

เมื่อโมหะตัณหาซ้อนธาตุซ้อนธรรมหมดลง จางคลายลง จากการที่ไม่เข้าไปแทรกแซงขันธ์ แทรกแซงธรรมทั้งหลาย ที่มันโดยธรรมอยู่แล้ว ไตรสิกขาหรือธรรมทั้งหลายทั้งปวงก็จะค่อยๆบริบูรณ์ขึ้นเองทั้งหมด ตามเนื้อหาดั้งเดิมแท้ของทุกคนที่ประภัสสรอยู่แล้วนั่นเอง

No comments:

Post a Comment