Tuesday, August 4, 2015

ไตรสิกขาบังนิพพาน ตอนที่ 2

ต่อจาก ไตรสิกขาบังนิพพาน ตอนที่ 1

ส่วนเรื่องศีลนั้น ถ้ามีตัวตนเข้าไปถือศีล มีเจตนาเข้าไปถือศีล ตั้งเอาในศีล อย่างนี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาส คืองมงายในการถือศีลพรต ไม่ได้แปลว่างมงายในการถือศีลนอกศาสนาเท่านั้น แม้แต่การหลงงมงายในการถือศีลในพระพุทธศาสนาด้วยโมหะอุปาทาน ยังมีตัวตนไปดำรงรักษาศีลอยู่ ก็ยังเรียกว่างมงายในการถือศีลอยู่ ยังเป็นสีลัพพตปรามาสอยู่เช่นกัน

พระพุทธเจ้าทรงบอกอยู่ว่าทุกอย่างมันอนัตตาอยู่แล้ว จะเอาตัวตนที่ไหนไปถือศีล รักษาศีลได้อีก ถ้าไม่ใช่โมหะอวิชชาความหลงของตนที่ไปหลงอาราธนา หลงต่อ หลงถือ หลงรักษา หลงกังวล ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือความงมงายในการถือศีลทั้งนั้น

หลายๆครั้งวิบากกรรมที่กลับมาให้เราชดใช้มันเป็นก็อกุศลวิบาก ยังไงมันก็ต้องมีคนผิดศีลแน่ๆ เพราะอกุศลกรรมมันทำให้เกิดการเบียดเบียน แต่มันก็ต้องรับวิบาก ไม่ใช่ว่าคนที่นำวิบากมาให้เราเขาอยากจะผิดศีลหรอก แต่มันเป็นเหตุปัจจัยของกรรมทำให้เป็นแบบนั้น ทั้งที่เจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ซึ่งกรรมและวิบากกรรมนี่ก็ไม่ได้ขึ้นกับศีลเลย คนถือศีล 5 เคร่งครัดก็ยังโดนฆ่า โดนข่มขืนก็เยอะแยะ เพราะวิบากมันมาแบบนั้น อย่างพระอุบลวรรณเถรีที่บรรลุโสดาบันยังโดนข่มขืนเลยนับประสาอะไรกับคนถือศีล 5 ศีล 8 มันจึงโทษคนผิดศีลอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเป็นวิบากที่ต้องชดใช้ก็รับไปตามนั้น เคยฆ่าใครไว้ก็ต้องโดนฆ่า เคยเบียดเบียนใครไว้ก็ต้องโดนเบียดเบียนกลับ ต่อให้คนดีเลิศประเสริฐศรี แต่ในอดีตชาติเคยไปฆ่าคนอย่างทารุณเอาไว้ สุดท้ายกรรมนั้นก็จะกลับมาให้ชดใช้อยู่ดี โดยที่กรรมมันไม่เลือกหรอกว่าดีหรือเลว สมควรหรือไม่สมควร สิ่งที่เราทำได้อย่างเดียวที่จะไม่ต่อกรรมเพิ่มก็คือการอโหสิให้ซึ่งกันและกัน

ศีลในความเป็นจริงนั้น คือการละเหตุที่จะก่อให้เกิดความไม่ปกติ เนื้อหาของศีลคือ แค่ "ละ" เท่านั้น ละนี้คือทั้งหมดของการละเว้นกรรม ไม่ใช่การรักษา หรือการถือ จนกลายเป็นภาระกรรมซ้ำซ้อนอีก กลายเป็นความกังวล คอยลังเลสงสัยคอยหวาดกลัวหวาดผวาว่าตนจะผิดศีลไหม ศีลครบไหมอีก

ก็ไอ้ที่เกิดอาการวิตกจริตหวาดกลัวการผิดศีลแบบนี้น่ะ มันทำให้เป็นปกติไหมเล่า ซึ่งการมีตัวตนเข้าไปถือศีลนี้เอง ที่เป็นการเบียดเบียนตัวเอง คนที่ถือศีล รักษาศีลก็ยังผิดศีลข้อนี้อยู่ ทั้งๆที่ตัวเองจริงๆก็ไม่มี(อนัตตาอยู่แล้ว) แต่ก็ยังหลงดำริตัวตนขึ้นมาเอาศีลอีก เป็นตัณหาการตั้งเอาในศีล การตั้งเอาในศีลนี่ก็เป็นไปเพื่อความโลภในธรรมตัณหาในบุญ ไม่ได้เป็นไปเพื่อการสละละวางปล่อยปลงแต่อย่างใด แค่ตัณหาซ้อนศีลนี่ก็จบแล้ว หาความปกติไม่ได้เลย ร้อนรนตลอด แถมกลายเป็น อรูปราคะหนึ่งในสังโยชน์ไปอีก

ศีลนั้นถ้าไปดูจริงๆมันมีอยู่แค่สองข้อเท่านั้นเองคือ ไม่เบียดเบียนตนเอง กับไม่เบียดเบียนผู้อื่น อย่างหลังนี่เรารู้กันอยู่แล้ว แต่ไม่เบียดเบียนตัวเองนี่ก็คือ ไม่ดำริจิตขึ้นมาเพื่อเอาหรือเพื่อยึดในธรรมทั้งหลายทั้งปวง(แม้กระทั่งสติ) เพราะเมื่อยึดเข้าไปแล้วมันก็เกิดทุกข์ เมื่อเกิดทุกข์แล้วมันก็มีโอกาสไปเบียดเบียนคนอื่นได้อีก

แต่เมื่อไม่ดำริจิตขึ้นมาเสียแล้ว ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมเสียแล้ว ต้นเหตุที่จะทำให้เกิดการเบียดเบียนทั้งตนเองหรือผู้อื่นก็จะไม่มีปรากฎขึ้น ศีลจะบริบูรณ์โดยตัวมันเอง ศีลนี้เรียกว่า ศีลอริยะ เป็นศีลที่งดเว้นในการก่อเจตนากรรม เมื่อไม่มีเจตนากรรม ก็จะไม่มีการเบียดเบียนทั้งตัวเองและผู้อื่น เมื่อไม่ต่อกรรม ทุกอย่างจะกลับคืนมาเป็นปกติธรรมดาของมันเอง

เคยมีคนใช้ทิฏฐิแบบสุดโต่งมาวิพากษ์ วิจัย วิจารณ์ตัดสินผู้ที่กำลังกลั่นกรองสัจธรรม(หรือสำรอกกรรม)ว่า ไม่ทำอะไรเลยนี่ก็ตามใจกิเลสล่ะสิ เมื่อไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้ว ก็จะไปทำอะไรริยำตำบอนก็ได้งั้นเหรอ เมื่อทุกอย่างนิพพานอยู่แล้ว คิดว่าจะทำอะไรก็ได้ทุกอย่างล่ะสิ ผมจะบอกว่าท่านเข้าใจผิดหมดเลยครับ

ผู้ที่แจ้งในเนื้อหาพระสัจธรรมแล้ว ก็จะรู้เองเลยว่าอะไรที่มันไปเบียดเบียนก่อให้เกิดทุกข์โทษ ก็จะละเว้นเสีย เว้นแต่อยู่ในช่วงกลั่นกรองสำรอกกรรมที่อาจจะมีวิบากที่ต้องใช้บ้างตามสภาพกรรม มันก็อาจจะมีไม่งามบ้าง เละเทะบ้าง แต่เดี๋ยวมันก็ผ่าน ไม่ใช่ไปจับผิดจับถูกจนกลายเป็นตราบาปห้ามนิพพานเสียที่ไหน

สภาพความเป็นจิตของอริยบุคคลทั้งหลายนั้นเบาบางมาก แค่มีกระแสวิบากกระแสเวทนานิดเดียวผ่านเข้ามา ก็รับรู้ได้อย่างรวดเร็ว ก็จะเข้าใจเองว่าอะไรที่สร้างความอึดอัดขัดเคืองคับแค้นให้ต่อตนและผู้อื่น ท่านก็จะไม่ทำ เพราะกรรมตรงนั้นก็สะท้อนกลับมาถึงท่านด้วย ทำให้อริยบุคคลทั้งหลายละการเบียดเบียนไปเองโดยอัตโนมัติ อะไรที่ทำให้เกิดทุกข์กับผู้อื่นหรือตนเองก็จะเลิกทำไปเอง แต่สิ่งนี้มันจะค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับของมัน จะเผลอบ้างพลั้งบ้างก็จะลดน้อยเบาบางลงไปเอง จนศีลบริบูรณ์ไปเอง

คนที่มาอยู่วัดร่มโพธิธรรมใหม่ๆบางทีมันก็ "เยอะ" โดยสภาพเดิมๆที่มีกิเลสตัณหาอุปาทานเพียบ แต่พออยู่ๆไปนานๆ ไอ้ที่เยอะๆมันก็จะคลายสลายตัวออกเอง บางท่านไม่ได้เจอกันแค่ปีเดียว เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากที่เยอะๆก็น้อยลง จากที่จิตแข็งปั๊กไม่ยืดหยุ่นเพราะอำนาจการทรงจิต ก็อ่อนโยนลง สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆได้ดีขึ้น ศีลต่างๆก็จะค่อยบริบูรณ์เอง ไตรสิกขาจะบริบูรณ์ของมันเอง นี่คือเหตุที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านให้โอกาสกับทุกคนในการคลี่คลายตัวเองเสมอ ด้วยการอโหสิกรรม ผิดพันครั้งก็อโหสิพันครั้ง ที่เราไม่ควรไปตัดสินใครตอนกิเลสตัณหาบดบังเยอะๆ เพราะการอโหสิครั้งที่ 1001 เขาคนนั้นก็อาจจะบรรลุธรรมก็ได้

โปรดติดตามตอนต่อไป

No comments:

Post a Comment