Friday, July 24, 2015

ทำไมบางคนเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าแต่กลับได้ศัตรูเยอะแยะไปหมด?

จริงๆอยากจะให้หัวข้อยาวกว่าที่เห็นนี้ครับ แต่มันจะยาวเกินไป เลยยกมาในบทความก็แล้วกัน ความเป็นจริงแล้วผมอยากให้หัวข้อยาวขนาดนี้เลย

ทำไมบางคนเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าแท้ๆแต่กลับได้ศัตรูเยอะแยะไปหมด แถมไม่มีคนคลี่คลายสว่างไสวตามพระสัจธรรมเลยแม้สักคนเดียว
?

คำถามนี้เป็นข้อสังเกตจากหลายๆคน ซึ่งเราสามารถเห็นจากพฤติกรรมของผู้ที่อ้างตัวว่าเผยแพร่คำสอนแท้ของพระพุทธเจ้า แต่ดันกลับกลายเป็นการสร้างศัตรู สร้างความขัดแย้งไปทุกๆที่ แถมไม่มีใครจบตามดับตามพระสัจธรรม มีแต่เคลิบเคลิ้มตามหรือไม่ก็ปฏิฆะตาม ทั้งๆที่พระพุทธองค์เอง เวลาเสด็จไปที่ไหนก็มีแต่สลายความขัดแย้ง ยุติการทะเลาะเบาะแว้งให้กับหมู่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ขนาดมหาโจรอย่าองคุลิมาลยังยอมจบตามยุติตาม


พระองค์ท่านนำความสงบสันติในใจมาสู่ผู้คนทั้งหลายด้วยอานุภาพแห่งพระนิพพาน ไม่ใช่เอาพระสัจธรรมให้ใครมาเป็นตัวบทกฎหมายในการค้าความ

อ่านถึงตรงนี้ก็อย่าหน้ามืดตู่ว่า เนื้อหานี้ไม่ใช่คำตถาคตนะ เบิ่งตาดูความจริงสักหน่อยก่อนดีกว่าไหม

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าคำตถาคตนั้นคืออะไร คำของตถาคตนั้นคือพระสัจธรรม พระสัจธรรมคือความเป็นจริง ความเป็นจริงนี้ไม่มีคำว่าของใคร หรือใครจะเป็นเจ้าของได้ และเป็นความจริงที่ไม่เนื่องด้วยกาลเวลา ไม่เนื่องด้วยเหตุและปัจจัยใดๆ ไม่เนื่องด้วยรูปแบบแห่งสมมติ และความจริงนี้มีมาก่อนพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ด้วยซ้ำ

ผู้ที่กล่าวพระสัจธรรมก็มีทั้งที่เป็นพระสงฆ์ ฆราวาสทั้งในและนอกพระศาสนาที่บรรลุธรรม ทั้งที่เป็นภาคส่วนขององค์มหาบารมีก็มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่พูดถึงเนื้อหาพระสัจธรรมเดียวกัน เพียงแต่ต่างรูปแบบ ต่างสำนวน ต่างยุคสมัย มีทั้งที่พูดถึงนิพพานและไม่พูดถึงเลยก็มี แม้กระทั่งไม่ได้เอ่ยถึงคำว่าพุทธศาสนาเลยก็มี

ซึ่งเนื้อหาพระสัจธรรมที่ไม่เนื่องด้วย หรือนอกเหนือเหตุและปัจจัยทั้งหลายทั้งปวงในสังสารวัฏนี้ คือ นิพพาน

เมื่อนอกเหนือเหตุปัจจัยทั้งปวงแล้ว มันจะมีอะไรให้ยึดได้อีก มันจะมีอะไรให้โต้เถียงได้อีก มันจะมีอะไรให้ขัดแย้งได้อีก แม้แต่จะอธิบายก็ยังไม่ได้ เพราะมันนอกเหนือสังสารวัฏทั้งมวล แค่ปรุงแต่งคำขึ้นมาอธิบายนิพพานก็ไม่ตรงต่อนิพพานแล้ว อันนี้คือพระสัจธรรมแท้ๆที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึง พระสัจธรรมที่มาบอกกล่าวว่า ทั้งหมดทั้งมวลล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของมายาธรรมทั้งนั้น

ลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพ พระสัจธรรมเปรียบไปก็เหมือนไฟฟ้า ไม่มีมนุษย์คนไหนเห็นไฟฟ้า และไม่รู้ว่ามันมีมากน้อยแค่ไหน  มีหรือไม่มีอยู่จริง จนกระทั่งได้สัมผัสกับตัวเอง แต่การจะส่งกระแสไฟฟ้าไปยังจุดหมาย ก็ต้องอาศัยสายไฟฟ้า ลวดทองแดง หรือสื่อนำไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งสำหรับพระสัจธรรมก็ต้องอาศัย สมมติธรรม อันเป็นสมมติบัญญัติในการสื่อนำอานุภาพแห่งพระสัจธรรมไปสู่คนอ่านคนฟัง

คือให้มีสื่อที่สัมผัสจับต้องได้โดยนัยของเหล่าสรรพสัตว์ที่อาศัยผัสสะอายตนะและอุปาทานเป็นเครื่องอยู่เครื่องยึด

เมื่อผู้อ่านผู้ฟังได้สัมผัสพระสัจธรรมแท้ๆด้วยตัวเองแล้ว ก็จะเบากายเบาใจผ่อนคลายจากอุปาทานกรรมที่หลงตอกย้ำซ้อนธาตุขันธ์อยู่ตลอดเวลา แต่อาการที่เบาคลายนั้นก็ยังไม่ใช่นิพพาน เป็นแต่ลักษณะของการคลายตัวของโมหะและกรรมเท่านั้น นิพพานจริงๆไม่ใช่อะไร ไม่มีอะไรให้ยึดให้จับ ให้ทรง ให้ดำรงได้เลยแม้แต่นิดเดียว

สิ่งที่เอามาโต้เถียงขัดแย้ง เอาแพ้เอาชนะกันได้ในทางธรรมนั้น คือทิฏฐิมานะ ซึ่งก็เป็นความเห็นความหมายส่วนบุคคลในข้อธรรมนั้นๆ ที่ปิดบังสัจธรรมอยู่ ยิ่งเถียงก็ยิ่งบังยิ่งปฏิฆะ ยิ่งขัดแย้งขัดเคือง

ดังนั้นเราก็ไม่ควรจะไปเถียงกับผู้ที่ยังมีกรรมปิดบังอยู่ให้เสียเวลา สภาวะของเขาเหล่านั้นเรียกว่าเป็นโมฆะต่อพระสัจธรรม ให้ปล่อยผ่านไปก่อนได้เลย เพราะจิตยังไม่น้อมสู่พระสัจธรรม ด้วยเหตุนี้เองพุทธศาสนาจึงไม่มีการถือเอาพระไตรปิฏกไปเคาะตามประตูบ้านเพื่อแจกทุกคน หรือพยายามเผยแพร่ในวงกว้างผ่านสื่ออย่างเอิกเกริกแล้วโฆษณาว่า นี่คือเนื้อหาแท้ เพราะเนื้อหาแท้ไม่ต้องโฆษณาครับ

มีตอนหนึ่งในวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร ที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ประมาณว่า เราแสดงธรรม แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้แสดงธรรม ไม่มีธรรมที่เราแสดง และไม่มีใครได้รับธรรม เรียกว่าเป็นการแสดงธรรมโดยไร้ลักษณะใดๆในการแสดงธรรมนั้น หรือเรียกว่า "ว่าง" ตลอดสาย ฟังตามก็จบตามดับตามทันที เพื่อคนฟังแล้วแจ้งตาม ดับตาม จบตาม อันนี้เรียกว่าการแสดงธรรมที่แท้จริง โดยพาให้ผู้ฟังนอกเหนือเหตุปัจจัยแห่งสังสารวัฎโดยตรง ซึ่งไม่เนื่องด้วยรูปแบบสมมติที่ยึดกันมาว่าแบบนี้แบบนั้น ใช้คำแบบนั้นแบบนี้คือธรรมของพระพุทธเจ้าอะไรเลย

แต่ชาวพุทธบางกลุ่มหรือพระสงฆ์บางรูปที่หลงไปยึดสมมติธรรมในลักษณะและรูปแบบ อันถือกันว่าเป็นคำของพระพุทธเจ้ามากจนเข้าไม่ถึงแก่นของธรรมที่แท้จริง กลับถ่ายทอดความขัดแย้งอันเกิดจากทิฏฐิมานะของตนออกไปซ้อนคำของพระศาสดา แถมด้วยการเที่ยวตราหน้าคนอื่นว่านอกศาสนาบ้าง เป็นเดียรถีบ้าง อลัชชีบ้าง เป็นพวกมิจฉาทิฏฐิบ้าง ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธองค์บ้าง ฯลฯ

คือถ้าท่านทั้งหลายแน่ใจว่าสิ่งที่ตนยึดเป็นของแท้ ก็จงเป็นแบบอย่างให้ดู ไม่ใช่ไปพร่ำบ่นก่นด่าคนอื่น ตราหน้าคนอื่น

ไอ้ที่หลงสร้างความขัดแย้งด้วยการไปประกาศว่าตนเป็นของจริงและคนอื่นไม่ใช่ โดยไม่ได้พาคนจบตามดับตามให้เป็นแบบอย่างนี่มันคือการโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ใช่พระสัจธรรม ถ้าเป็นของจริงก็แสดงพระสัจธรรมแท้ให้ผู้คนได้บรรลุตามจบตามจะดีกว่าไหม

เพราะเมื่อท่านทั้งหลาย ถ่ายทอดสัจธรรมโดยเอาทิฏฐิอคติตนซ้อนลงไปบนธรรมของพระพุทธองค์ ถ่ายทอดธรรมด้วยความอยากจะเอาชนะ อยากจะสอน อยากจะให้ธรรมที่แท้จริง ไอ้ความอยากทั้งหลายนี่แหละที่มันไปบังเนื้อหาพระสัจธรรมแท้ๆไป

แม้จะพูดคำพระพุทธเจ้าจริง แต่เจตนาจิตมันแอบแฝงไปด้วยทิฏฐิมานะ อคติต่อคนอื่น ที่มันพุ่งไปกระทบคนฟัง จากการถ่ายทอดพระสัจธรรมก็เลยกลายเป็นการถ่ายทอดกรรมของตัวเองซ้อนลง สุดท้ายมันก็ได้แต่ความขัดแย้งความปฏิฆะขัดเคืองสะท้อนกลับมา พระสัจธรรมนั้นจะถ่ายถอดโดยเจตนาแอบแฝงไม่ได้ ต้อง"ว่าง" จากตัวตนอย่างเดียว ว่างจากเจตนาจะถ่ายทอดธรรมจึงจะถ่ายทอดธรรมได้จริง ไม่ใช่แค่เข้าใจหรือมั่นใจ เพราะไอ้ความมั่นใจนั้นมันก็คือโมหะตัณหาอุปาทานของคนถ่ายทอด ไม่ใช่เนื้อหาว่าง(สุญญตา)ของพระพุทธเจ้า

ทีนี้รู้หรือยังว่าทำไมคนบางกลุ่มที่หลงคิดเอาว่าตัวเองเผยแพร่พระสัทธรรมของพระพุทธเจ้าจึงได้มีแต่คนด่าคนเกลียด ไปที่ไหนก็สร้างความขัดแย้งที่นั่น

และยิ่งทำอย่างนี้มากขึ้น ก็ยิ่งสร้างความขัดแย้งไปทั่ว แล้วมันจะเรียกว่าเผยแพร่พระสัทธรรมได้ยังไง

แล้วคำของพระพุทธองค์ที่แปลๆกันมานั้น แน่ใจหรือว่าแปลไม่ผิด แค่คำว่าโลกุตระนี่ถ้าใช้โลกียวิสัยเข้าไปแปล มันก็กลายเป็นโลกียธรรมไปหมดแล้ว นี่แปลกันมาไม่รู้กี่ทอด มีปุถุชนไปแปลไปตีความไม่รู้กี่ครั้ง ผิดกันไปไม่รู้เท่าไหร่ แน่ใจแล้วเหรอที่เอาทิฏฐิตนมารับรองว่าอันไหนใช่หรือไม่ใช่คำตถาคต เพราะแม้แต่พระพุทธองค์เอง ก็ใช้วิธีถามเหล่าอัครสาวกให้กล่าวพระสัจธรรมแทน แล้วพระองค์ท่านก็รับรองให้ ซึ่งนั่นก็คือคำของพระพุทธองค์เช่นกัน แต่ดันกลับใช้ทิฏฐิตนไปตัดเนื้อหาเหล่านี้ทิ้งโดยเห็นว่าไม่ได้ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ท่านโดยตรง

คือถ้าใช้วิธีแบบนักประวัติศาสตร์หรือนักโบราณคดีไปสืบค้นเนื้อหาพระสัจธรรมได้จริง นักวิชาการเหล่านั้นก็บรรลุธรรมกันหมดแล้วครับ คงไม่ต้องถึงมือพวกท่านหรอกจริงไหม

เวลาที่พระพุทธเจ้าถ่ายทอดธรรมให้เวไนยสัตว์ทั้งหลายนั้น พระองค์ท่านรู้โดยญาณว่า คนนี้ติดขัดอะไร คาอยู่ตรงประเด็นไหน ก็จะตรัสล้างโมหะทิฏฐิตรงนั้น เปรียบเสมือนการจ่ายยาให้ถูกโรค กินให้พอดีกับโรค ให้โรคหายพอดี อันนี้เรียกว่าศาสตร์แห่งการโปรดสัตว์ ไม่ใช่ศาสตร์แห่งการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์

แล้วพระองค์ท่านไม่ได้ตั้งเงื่อนไขอะไรกับคนฟังเลยว่า เธอทั้งหลายจะต้องอาราธนาศีลเสียก่อนนะ จะต้องปฏิบัติเสียก่อนนะ จะต้องเจริญสมาธิ เจริญสติเสียก่อนนะ จึงจะเข้าถึงพระสัจธรรมได้ มีตรงไหนไหมครับ พระองค์ท่านก็แค่จ่ายยาให้ถูกโรค ลัดสั้นตรงนั้นด้วยประโยคอันเป็นรหัสนัยแห่งพระสัจธรรมตรงนั้นเลย ก็เห็นมีแต่ยุคหลังๆนี่แหละที่ตั้งเงื่อนไขกันยุ่บยั่บจนกลายเป็นสิ่งปิดบังเนื้อหาพระสัจธรรมไปหมด

หรือมีไหมครับที่พระพุทธองค์ทรงไปไล่ด่าเวไนยสัตว์ว่า เธอทั้งหลายเป็นเดียรถีร์ งมงาย ไม่เปิดใจ ฟังธรรมของเราไม่รู้เรื่องหรอก มีไหม ไม่มีหรอกครับ ถ้าใครเป็นเดียรถีร์หรือโมฆะต่อพระสัจธรรมท่านก็แค่ปล่อยให้ใช้กรรมไปก่อน แต่จะไม่กล่าวตำหนิโดยตรงต่อหน้าให้ปฏิฆะขัดเคืองต่อพระองค์ท่านเป็นการเพิ่มกรรมที่หนักอยู่แล้วให้หนักมากยิ่งขึ้นไปอีก

หรือมีไหมที่ท่านทรงตรัสโฆษณาพระองค์เองว่า นี่สิ เรานี่ของแท้ ไม่มีนะครับ ท่านแสดงธรรมเลยโดยไม่ต้องบอกใครว่าท่านคือของแท้ แล้วเวไนยสัตว์ทั้งหลายที่มีวาระได้ฟังได้สอดคล้องกับพระสัจธรรมก็จะรู้เองว่าอันไหนของแท้หรือของเทียม แต่ไอ้ที่พูดโฆษณาชวนเชื่อปาวๆอยู่นี่มันคืออะไร ถ้าไม่ใช่สร้างอุปาทานขึ้นในหมู่ผู้คน

สาเหตุที่ทำให้การถ่ายทอดคำของพระพุทธเจ้ากลายเป็นเรื่องเป็นราวทะเลาะเบาะแว้งใหญ่โตก็เพราะผู้ถ่ายทอดไม่ได้จ่ายยาเพื่อรักษาโรค แต่เป็นการจ่ายยาไปด้วยความเชื่อความศรัทธา(ก็เนื้อหาอุปาทานนั่นแหละ)ของตนทื่อๆอย่างเดียวต่อสมมติธรรมนั้นๆ หรือไม่ก็ต้องการจะจับผิดจับถูกคนอื่นอย่างเดียว ต้องการจะแสดงตนว่าถูกต้องอย่างเดียว หรือไม่ก็เผยแพร่ออกไปเพราะมั่นใจ หรือด้วยความ"อยาก(ตัณหา หรือปรารถนา)"ที่จะให้คำของพระพุทธเจ้าเข้าถึงคนให้มากที่สุด โดยไม่รู้เลยว่าดวงจิตแต่ละดวงมีวาระในการจบภพจบชาติไม่เท่ากัน ยาก็มีตั้ง 84000 ขนาน แต่ดันจะให้ทุกคนกินยาให้หมดตู้ มีหมอที่ไหนหรือเปล่าครับ ที่จ่ายยาให้คนป่วยกินยาทุกชนิดที่มีในตู้

การพยายามเผยแพร่พระสัจธรรมในวงกว้างแบบหว่านแห จึงเปรียบเหมือน เร่เอายาทั้งตู้ไปให้ทุกคนกิน จ่ายยามั่วๆให้กับคนที่ยังไม่พร้อมที่จะตื่นมาพบความเป็นจริง แถมจ่ายยาไม่ตรงโรค ธรรมที่ให้ไปจึงไม่สอดคล้องกับสภาวะของแต่ละคน ผู้ฟังจึงคลี่คลายไม่ได้ เพราะมันไม่มีอานุภาพของพระสัจธรรม ผลคือการสร้างความปฏิฆะขัดเคืองไปทั่ว โดนด่า โดนไล่ มั่วเองแล้วไปด่าทอไปกล่าวโทษคนอื่นว่าไม่ดีไม่ฟังคำพระพุทธเจ้าซะงั้น หารู้ไม่ว่ากินยาไม่ถูกโรค มันจะทำให้เกิดโรคใหม่ได้อีก

ส่วนคนที่ยอมกินเข้าไป แทนที่จะตื่นจะหายจากโมหะอวิชชา ตื่นออกจากสมมติ ก็ดันเมายาจนเคลิบเคลิ้มไม่ได้สติไปเสียได้ เรียกว่าคนจ่ายยาก็เมายาของตัวเอง ครื้นเครงไปด้วยกันเลย

ถามว่าคนเมาสมมติจะไปโปรดให้คนตื่นออกจากสมมติได้ยังไงกัน ก็ได้แต่เอาสมมติทะเลาะกับสมมติเท่านั้นเอง

เลิกเสียเถอะครับ เผยแพร่พระสัจธรรมแบบค้าความแบบนี้ มันก็ได้แต่โจทย์ จำเลยและลูกความเท่านั้นเอง ค้าความก็ได้แต่ความ ไม่เห็นจะมีใครจบเป็นดับเป็นตรงต่อพระสัจธรรมกันสักคน

ถูกใจหรือไม่ถูกใจก็ อโหสิ อโหสิ อโหสิ

No comments:

Post a Comment