Tuesday, July 21, 2015

โหราศาสตร์ และการทำนายโชคชะตา

วันนี้ขอแตะเรื่องนี้สักทีเถอะ เพราะหลายคนยังสับสนลังเลกับเรื่องลึกลับแบบนี้กันอยู่เลย

โดยปกติแล้ว สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนลงมาเกิดบนโลกเพราะผลกรรมที่กระทำเอาไว้ และกฎแห่งกรรมก็ชัดเจนว่าทำกรรมอะไรยังไงก็ต้องชดใช้ในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งพระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้า ก็ต้องชดใช้วิบากที่เคยกระทำเอาไว้เช่นกัน ถ้าเลี่ยงกันได้หมดก็ยุ่งล่ะนะ

ขณะที่เราลงมาเกิดและดำรงชีวิตบนโลกนั้น มันก็มีอิทธิพลของพลังงานต่างๆส่งผลต่อเราอย่างสลับซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลของดวงดาว ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เราจะเกิด ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลของกรรมทั้งนั้นที่กำหนดมา ซึ่งคนธรรมดาก็อาจจะเข้าใจมันได้อย่างผิวเผิน จากวิชาโหราศาสตร์ต่างๆ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องอจิณไตย แม้กระทั่งโหราจารย์ หรือคนทรงเองก็ไม่อาจเข้าใจกลไกของมันทั้งหมด ได้แต่อ่านเอาจากดวงดาว เลขผานาที วันเดือนปีเกิดอย่างคร่าวๆเท่านั้น แต่เหตุการณ์จริงจะเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้อย่างแท้จริงเลยแม้แต่นิดเดียว

ในทุกๆช่วงเวลาที่เราอยู่บนโลก มันก็จะมีพลังงานจากดวงดาวต่างๆส่งผลกระทบลงมาไม่มากก็น้อย พลังงานนี้ก็จะเปลี่ยนแปลง ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่คงที่ ซึ่งพลังงานเหล่านี้ก็จะมีส่วนในการจัดสรรวิบากกรรมให้เราในแต่ละช่วงเวลาอยู่บ้าง แต่จริงๆมันก็มีปัจจัยอื่นเข้ามาประกอบด้วยไม่มากก็น้อย การไปดูดวงชะตา บางทีมันจึงตรงบ้างไม่ตรงบ้าง เอาแน่ร้อยเปอร์เซ็นต์มันเป็นไปไม่ได้

ประเด็นคือ แล้วเราจะดูไปทำไม ในเมื่อวิบากกรรมต่างๆที่มันจัดสรรลงมาในวาระต่างๆ ยังไงมันก็ต้องรับวิบากตรงนั้นอยู่แล้วไม่ช้าก็เร็วเป็นที่แน่นอน ทำอะไรก็ต้องรับผลอย่างนั้น แล้วเราจะหนีทำไมอีก แล้วเราจะไปรู้มันทำไมอีก รู้ก็ต้องใช้กรรม ไม่รู้ก็ต้องใช้กรรม ไปหลงรู้ซ้ำซ้อนให้เป็นกังวลวกวนกันอีกทำไม

จะดูแม่นดูตรง มันก็ได้แต่อู้หู แม่นอ่ะ แต่แล้วยังไงล่ะ ดูอดีตตรง มันก็ได้แต่อู้หู ตรงอ่ะ แต่แล้วยังไงล่ะ อุปาทานทั้งนั้นไอ้อู้หูเนี่ย แต่ไม่มีอะไรดีขึ้นมาจริงๆเลย

การดูดวงชะตานั้นจึงไม่ได้ช่วยอะไรจริง ไม่ว่าจะดูอดีตที่ผ่านมาหรือดูอนาคต ล้วนแล้วแต่สร้างอุปาทานทั้งนั้น ได้แต่เรื่องราวของอุปาทาน ดูว่าดวงดีก็กังวลว่ามันจะดีจริงไหม ต้องไปเสริมดวงอีก แล้วก็กลับมากังวลอีกรอลุ้นให้มันดีอย่างที่คาดหวัง จนทำให้เครียดอีก พอดูว่าไม่ดี นี่ก็ยิ่งกังวลหนักขึ้นไปอีก ก็ต้องวิ่งไปสะเดาะเคราะห์ แล้วก็ต้องกลับมานั่งหวาดหวั่นว่าแก้แล้วมันจะดีขึ้นจริงไหม ดูไปดูมาไปหาหมอดูคนอื่น คนทรงอื่นเพื่อเช็คความถูกต้องของคนแรกอีก

เรียกว่ายิ่งดูยิ่งมีแต่ความกังวล สับสนวกวนเป็นกรรมซ้ำซ้อนไปเรื่อยๆ แล้วไอ้ที่ไปพยายามสะเดาะเคราะห์ ไปเสริมดวง มันก็คือสร้างกรรมใหม่เพื่อเลื่อนวิบากเก่าออกไป กลายเป็นวิชายืดอายุสังสารวัฏ ซึ่งสุดท้าย ยังไงวิบากนั้นก็ต้องชดใช้อยู่แล้วไม่ช้าก็เร็ว สังสารวัฎนี้จึงมีแต่การทำกรรมและใช้กรรม ไม่มีอะไรอื่นเลยนอกจากนี้ ปิดบัญชีที่ศูนย์ทุกคน ธรรมทั้งหลายที่หยิบยืมมาล้วนแล้วต้องชดใช้คืนทั้งหมด แล้วเราจะดิ้นรนไปทำไมกันอีก มีวิบากอะไรตกค้างก็รับไปเสียเลย มันจะไม่สั้นกว่าหรือ? หรือจะเอาแบบยาวๆ?

บางคนก็แก้ต่างว่า ยังไม่พร้อมขอซื้อเวลาไปก่อน โดยไม่รู้ตัวจริงๆว่า ตัวเองน่ะซื้อเวลามาหลายพุทธันดรแล้ว ก็ยังไม่พร้อมเสียที ได้แต่ผลัดวิบากกรรมออกไปเรื่อยๆ หลงได้เสียกันบนโมหะ แต่สูญเปล่าในความเป็นจริงแห่งพระสัจธรรม ไขว่คว้าเอาอะไรไปไม่ได้เลยในท้ายที่สุด เป็นแบบนี้มาทุกภพทุกชาติก็ยังไม่ยอมปลงยอมวางกันอีก

อย่าไปให้อนาคตกับกรรมและวิบากกรรมอีกแล้ว เพราะเบื้องหน้าก็ไม่มีอะไรนอกจากกรรม วิบากกรรมและเส้นทางแห่งการแบกธาตุขันธ์ เส้นทางแห่งการไล่คว้าสิ่งที่มันอนิจจัง ไล่ยึดในสิ่งที่มันทุกขัง ไล่ล่าสิ่งที่มันอนัตตาไม่เป็นตัวตนจริงอยู่แล้ว ทั้งหมดนี่มันยิ่งกว่าการไล่จับผีเสียอีก มันจึงมีแต่ความเหนื่อยล้า วังเวงเคว้งคว้างในจิตในใจอยู่ตลอด

วิบากกรรมจะจัดสรรอะไรมาก็ช่างมันเลย ปล่อยมันให้มันเป็นไป จะได้เลิกกังวลกับสิ่งที่ต้องชดใช้อยู่แล้วอย่างแน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้ วิตกกังวลไปก็สูญเปล่า กลายเป็นทุกข์ซ้อนทุกข์อีก หรือแม้แต่ดิ้นรนที่จะไม่รับวิบากนั้นก็สูญเปล่าอีกเช่นกัน แล้วจะดิ้นรนกันไปทำไม

เมื่อเข้าใจความเป็นจริงจนเลิกกังวลกับวิบากตนแล้ว มันก็จะเลิกกล้าๆกลัวๆไปเอง หมดตัวตนที่จะตั้งเอาอะไร มันจะเลิกไปพึ่งฤกษ์ผานาที เลิกวิ่งหาหมอดู แล้วความอาจหาญในพระสัจธรรมมันก็จะเกิดมีขึ้นเอง นอกเหนือกรรม นอกเหนือดวงไปเอง แม้จะมีวิบากกรรม แต่ก็ไม่อะไรกับมัน ไร้ในท่ามกลางกรรมวิบากนั่นเอง

No comments:

Post a Comment