Friday, July 17, 2015

พลังงานกรรมกับสภาพภูมิอากาศและภูมิศาสตร์ของโลก

เคยสงสัยไหมว่าทำไมสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงบนเปลือกโลกมันถึงได้แปรปรวนวิปริตบ่อยขึ้น มากยิ่งขึ้นในช่วงหลังๆมานี้ มันมากเสียจนทำให้อดคิดไปไม่ได้ว่า ภัยพิบัติใหญ่ๆจะตามมาในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน

ถ้าใครแก่พอ อายุราวๆสัก 40 ปีขึ้นไป น่าจะจำกันได้ว่า ในอดีต เราก็ยังไม่เคยเจอสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงรุนแรงและพิสดารอย่างเช่นในปัจจุบัน อย่างน้อยๆมันก็นิ่งและเป็นไปตามฤดูกาลมากกว่าช่วงระยะเวลานี้

ความเปลี่ยนแปลง ความแปรปรวนทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับโลกล้วนแล้วแต่เป็นภาพที่สะท้อนพลังงานกรรมและวิบากที่ตกค้างไหลเวียนอยู่ในโลกนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพายุ ความแห้งแล้ง อุทกภัย ไฟป่า สึนามิ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด โรคระบาดในพืช ในสัตว์ และในคน คลื่นความร้อน เอลญีโน ลานินญา polar vortex หรือแม้แต่แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกถล่มลงทะเล ฯลฯ

มันเป็นไปได้ยังไง? ดูเหมือนมันจะไม่เกี่ยวกันเลย

ก่อนอื่นต้องเข้าใจพื้นฐานความเป็นจริงก่อนว่า สัตว์โลกทุกภพภูมิ ไม่ว่าจะเป็นพรหม เทวดา มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรกในชั้นต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีดวงจิต ซึ่งดวงจิตเหล่านี้จะแผ่คลี่นความถี่ออกมาตลอดเวลา คลื่นความถี่เหล่านี้คือมโนกรรม และในมโนกรรมนั้นก็จะมีกระแสรบกวนหรือ Noise ที่แทรกอยู่ตลอด เรียกว่าเวทนา ซึ่งโดยปกติแล้วสิ่งที่สรรพสัตว์ทั้งหลายคิดปรุงแต่งหรือส่งกระแสจิตนี้ออกมามากกว่าที่จะเปลี่ยนมันเป็นวจีกรรมหรือมโนกรรมเชิงกายภาพ

ในบรรยากาศโลกจึงมีกระแสจิต กระแสกรรมและวิบากเหล่านี้ไหลเวียนไปทั่ว ถ้าเป็นกระแสที่ดีมันก็ดี แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกระแสจิตในเชิงอกุศลมากกว่า ซึ่งพลังงานเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีพลวัตร มีความเคลื่อนไหว มารวมตัวกันบ้าง มากระทบกันบ้าง พุ่งไปกระทบกับสิ่งอื่นบ้าง แทรกซึมลงไปในดิน ในน้ำ ฯลฯ

ไม่เท่านั้น เวลาที่เรากระทำกรรมต่อชีวิตอื่น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตในภูมิเดียวกันหรือภพภูมิอื่น ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น พลังงานกรรมทั้งหลายที่กระทำร่วมกันหรือกระทำต่อกันและกันเหล่านั้น ก็จะสะสมสถิตย์อยู่ในบริเวณนั้นด้วย เช่น คนจำนวนมากที่ตายลงจากอุบัติเหตุ สงครามการฆ่าฟันกัน หรือตายจากปรากฎการณ์ธรรมชาติ

ดวงจิตที่ตกค้างในพื้นที่เหล่านี้ก็จะส่งกระแสจิตกระแสเวทนาออกมารบกวนสิ่งแวดล้อมรอบๆข้างตลอดเวลา ส่งผลให้สภาพแวดล้อมค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป หรือบางพื้นที่มีการใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืชเยอะๆ แล้วไปทำลายพวกแมลง พวกจุลินทรีย์เล็กๆหรือสิ่งมีชีวิตในดิน กรรมที่เกิดขึ้นตรงนั้นก็จะตกค้างสะสมในพื้นที่ กลายเป็นปัจจัยที่เรามองไม่เห็น ทำให้สภาพที่ดินตรงนั้นเปลี่ยนไป บางพื้นที่บนโลกกลายเป็นส่วนที่ทับซ้อนกับมิติของนรกภูมิ สภาพแวดล้อมในบริเวณนั้นก็จะเปลี่ยนไป ทำให้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นมีแต่ทุกข์โทษราวกับตกนรก ฯลฯ

เคยสังเกตไหมว่าบางที่บางแห่งนั้นฮวงจุ้ยไม่ดี เพราะมีพลังงานไม่ดีสะสมหรือมีพลังงานพุ่งเข้าไปปะทะเยอะ ทำอะไรก็ไม่เจริญ ทำอะไรก็มีแต่จะเจ๊งฉิบหายวอดวายไปหมด จึงมีการแก้ฮวงจุ้ยกัน แต่การแก้ไขเช่นนั้น มันก็คือการสะท้อนพลังงานกรรมไปสู่ทิศทางอื่น อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับพลังงานเหล่านั้นไปแทน ซึ่งมันไม่จบครับ กลายเป็นกรรมอีกลักษณะหนึ่งที่เราต้องกลับมาชดใช้ในที่สุด

กรรมเหล่านี้ก็เหมือนพลังงานอื่นๆที่เวลามันเข้าไปแทรกแซงหรือแทรกซึมในสิ่งอื่นๆ ในปรากฎการณ์อื่นๆตามธรรมชาติ มันย่อมไปเปลี่ยนแปลง เบี่ยงเบน ขัดขวาง ปิดกั้นปิดบัง การไหลเวียนหรือวัฏจักรพลังงานของปรากฎการณ์ตามธรรมชาติ ไม่ต่างจากกรรมที่เรากระทำต่อสิ่งอื่นๆ ซึ่งถ้ามีพลังงานกรรมไม่ดีสะสมอยู่มาก มันจะไปขัดขวางปิดกั้นการไหลเวียนพลังงานตามธรรมชาติ ธรรมชาติมันก็จะปรับตัวเพื่อคืนกลับสู่สภาวะสมดุล โดยการสะท้อนพลังงานกรรมเหล่านั้นกลับไปสู่เจ้าของกรรม ในรูปแบบของภัยธรรมชาติหลากหลายชนิด ขึ้นกับว่าพลังงานกรรมโดยรวม ณ จุดนั้นมีลักษณะเป็นเช่นไร และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งเราก็ไม่ต้องไปพยายามหาคำตอบอะไรเลย เพราะมันซับซ้อนเกินกว่าที่วิสัยปุถุชนจะเข้าใจได้ เป็นเหตุปัจจัยที่มีและส่งผลกระทบในหลายมิติหลายภพภูมิ

ณ เวลาปัจจุบัน เราจะสังเกตเห็นว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติเริ่มรุนแรงขึ้น เริ่มถี่ขึ้นและเริ่มลามไปทุกพื้นที่บนโลกใบนี้ นั่นก็เพราะกรรมและเวทนาของมนุษย์ที่แผ่ออกมาจากจิตแต่ละดวงเริ่มมากขึ้น รุนแรงขึ้น ยิ่งในโลกนี้มีการเบียดเบียนและเอารัดเอาเปรียบกันมากเท่าไหร่ ภัยพิบัติก็จะยิ่งรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น ยิ่งมนุษย์หมกมุ่นกับตัวเองมากขึ้น ภัยธรรมชาติก็จะยิ่งรุนแรงและถี่มากขึ้นเป็นทวีคูณ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะโลกธาตุโดยรวมต้องปรับตัวเพื่อลดระดับพลังงานของกรรมและเวทนาที่มีมากและรุนแรงขึ้นให้ลดลงนั่นเอง

ไม่เชื่อก็ลองไปสังเกตได้ว่า บางพื้นที่ นั้นแห้งแล้งมากปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น เพราะกรรมทั้งหลายของทั้งผู้คนและเวทนาของสัตว์ที่ตายในพื้นที่มันกดทับ กอดรัดอณูธาตุต่างๆในดินอยู่ ทำให้ดิน "ตาย" ไม่สามารถปลดปล่อยธาตุอาหารได้ เทพเทวาที่ดูแลรักษาที่ตรงนั้นก็ไม่มีบุญในการที่จะทำหน้าที่ให้ทุกอย่างเป็นตามปกติ แถมถูกเวทนาของวิญญาณสัตว์ มดแมลงรบกวนจนปั่นป่วนไปหมด ยิ่งพวกที่เผาหญ้า เผาซังข้าวโพด ทำลายชีวิตเล็กๆในดิน กรรมที่ไปฆ่าสัตว์เหล่านี้ก็จะแฝงฝังอยู่ในดิน ในต้นไม้ ทำให้ดินหมดสภาพ ต้นไม้แคระแกร็นและเป็นโรคในที่สุด

บางพื้นที่มีแมลงบางอย่างสะสมรวมตัวกันอยู่มาก มาเป็นประจำ และโดนฆ่าตายมากๆ ดวงจิตของแมลงที่ตายลงในพื้นที่จะไปดึงดูดพวกเดียวกันมาซ้ำๆตลอดเวลา ถ้าเคลียร์กระแสกรรมตรงนั้นได้ พวกเหล่าแมลงก็จะน้อยลงไปเอง

บางครั้งกรรมมวลรวมของมนุษย์ก็สะท้อนออกมาในรูปแบบของโรคระบาดรุนแรงทั้งในคน ในพืชอาหาร ในสัตว์เลี้ยง ขึ้นกับว่าพลังงานกรรมและเวทนาแต่ละชนิด จะไปกระตุ้นให้เกิดลักษณะของโรคระบาดอย่างไร ยิ่งกระแสพลังงานกรรมในสังสารวัฏปั่นป่วนรุนแรงมากแค่ไหน ก็จะส่งผลต่อสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ และภูมิศาสตร์ของโลกมากเท่านั้น ซึ่งถ้ามันมากถึงจุดหนึ่ง ก็เป็นไปได้ว่ามันจะไปทำให้เกิดภัยพิบัติใหญ่ๆอย่างที่กลัวกันตามคำทำนายจริงๆ

พูดกันง่ายๆคือสภาพแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ หรือภูมิศาสตร์ทั้งหลายมันก็คือภาพสะท้อนของจิตของเวทนาในผู้คนและสรรพสัตว์ทั้งหลายในพื้นที่นั้นๆด้วย

แล้วเราจะทำอย่างไรกับกระแสพลังงานกรรมเหล่านี้ เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างไหม?

บางคนพยายามสร้างกรรมดีเพื่อชดเชยกรรมชั่ว พยายามกระตุ้นหรือสร้างกระแสให้คนทำความดีมากยิ่งขึ้น เพื่อพยุงสถานการณ์ แต่ยิ่งทำไปก็ยิ่งหนักหน่วงมากขึ้น เพราะทำไปก็โดนตัณหาซ้อนไป กลายเป็นความอยากดี เป็นอกุศลซ้อนลงในความดีอีก ยิ่งไปเพิ่มกรรมให้กับโลกธาตุอีก ยิ่งปั่นป่วนหนักขึ้น บางคนทำดีแต่โดนกระแสวิบากกระแสอกุศลรุมจนล้มก็มี

ซึ่งเราจะเข้าไปจัดการกระแสพลังงานกรรมโดยตรงไม่ได้ เพราะมันจะเป็นการเพิ่มกรรมให้มากและซับซ้อนวุ่นวายมากยิ่งขึ้น ขนาดคนที่ทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองที่ว่าบารมีเยอะๆยังแทบจะเอาตัวไม่รอด ที่เป็นแบบนี้เพราะระบบของกรรมนั้นมันเป็นระบบที่ต้องมีอุปาทานบนเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เหมือนจรวดที่มีระบบนำวิถี คือต้องมีภพ(ที่เกาะที่อยู่)ที่แน่ชัดในการยึดเกาะของพลังงานกรรมนั้นๆ พอมีคนเข้าไปแทรกแซงพลังงานกรรมอะไรสักอย่างที่กำลังจะให้ผล พลังงานกรรมนั้นมักจะอุปาทานเข้าตัวของคนๆนั้นทันที ผลกระทบก็ออกมาในรูปแบบความวุ่นวาย การวิพากษ์ วิจัย วิจารณ์ การทะเลาะเบาะแว้ง การเข่นฆ่าแย่งชิง ฯลฯ ถ้าบารมีเยอะหน่อยก็พอรับมือได้ แต่ถ้าพลังงานนั้นเยอะเกินบารมี คนๆนั้นก็จะซวยเอาได้ และสุดท้ายมันก็จะเปลี่ยอะไรไม่ได้เพราะกรรมและวิบากกรรมของผู้คนทั้งหลายมันแข็งขืนอยู่อย่างนั้น

ในระบบของโปรดสัตว์นั้น เราจะไม่ใช่วิธีการสร้างกรรมดีไปเจือจางกรรมไม่ดี เพราะมันไปเพิ่มกรรมเพิ่มอุปาทานให้ระบบแทนที่จะช่วยลดมันลงมา แต่เราจะใช้การคลี่คลายพลังงานกรรมในลักษณะต่างๆให้มันคืนเป็นกลาง ด้วยการปลอดล็อคกรรม ประกาศชดใช้หนี้กรรม ผ่านทางการขอขมากรรม อโหสิกรรม หยาดน้ำอุทิศบารมี โสอุทิศบารมีให้ ซึ่งการโดยใช้อานุภาพสัจธรรมในการโปรดโดยตรงเช่นนี้ มันก็จะเป็นการโปรดที่ไร้ร่องรอยไปเอง ไม่สร้างอุปาทานและกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้นในระบบอีก

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทุกคนสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในสวน ในไร่ ในนา ในป่าเสื่อมโทรม ในพื้นที่แห้งแล้งกันดาร พื้นที่ร้าง พื้นที่ๆเคยมีคนตายเยอะๆ พื้นที่ๆมีการใช้ยาฆ่าแมลงเข้มข้น ห้วยหนองคลองบึง ริมถนน โค้งอันตราย หุบเขา หุบเหว สุสาน โรงพยาบาล โรงพัก โรงเจ เมรุเผาศพ บ้านพักอาศัย วัดวาอาราม ห้องพักในโรงแรมที่มีคนตาย สมรภูมิรบในอดีต ลานประหารนักโทษ ห้องขัง คุก โบราณสถาน ฯลฯ ทุกที่ทุกแห่ง เพราะมีดวงจิตหรือเวทนาตกค้างรอคอยการโปรด การปลดปล่อยอยู่ในทุกๆที่ เป็นจำนวนมาก

ถ้าเราปลดปล่อยดวงจิตเหล่านี้ให้ไปเกิดตามภพภูมิปกติได้ กระแสกรรม กระแสเวทนาที่คอยปั่นป่วนสภาพแวดล้อม สภาพภูมิอากาศต่างๆ หรือตกค้างกดทับอณูธาตุทั้งหลายก็จะหมดไป วัฏจักรการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่เคยติดขัดเพราะกรรมของผู้คนและดวงจิตทั้งหลายที่แผ่ออกมาสกัดกั้นเอาไว้ ก็จะหมดไป ค่อยๆคืนกลับมาเป็นปกติเอง ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่และธรรมชาติก็จะค่อยๆฟื้นตัวขึ้นมาเอง

เมื่อใดก็ตามที่เราไปในสถานที่ต่างๆ ถ้ามีโอกาสนำพาจิตญาณทั้งหลายขอขมากรรมและหยาดน้ำอุทิศบารมีก็ควรทำ ถ้าไม่สะดวกทำเพราะคนพลุกพล่านวุ่นวาย อาจจะก่อให้เกิดความปฏิฆะขัดเคืองได้ ก็โปรดแบบไร้ร่องรอยด้วยการ ดำริจิต อโหสิออกมาในใจ ให้มันกว้างๆออกไป ดำริคำว่าโสขึ้นในใจให้มันกว้างขวางออกไปในทุกสรรพสิ่ง สรรพชีวิต ก็จะช่วยคลี่คลายพลังงานกรรมที่ตกค้างได้ไม่มากก็น้อย

และนี่ไม่ใช่การเคลียร์พลังงานกรรมภายนอกอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันจะเป็นการเคลียร์พลังงานกรรมที่สะสมหมักหมมอยู่ในใจทุกคนไปด้วยพร้อมๆกัน เพราะถ้าไม่เคลียร์จิตตัวเอง มันก็จะส่งกระแสจิตกระแสเวทนาแห่งความติดขัดข้องคาออกมาปิดกั้นปิดบังวัฏจักรของธรรมชาติให้เกิดความวิปริตแปรปรวนอีกไม่จบไม่สิ้น

No comments:

Post a Comment