Tuesday, July 14, 2015

ทำไมขอขมากรรมหรืออุทิศบารมีแล้วไม่คลาย?

คำถามนี้เป็นคำถามหรือปัญหายอดนิยมที่เจอมาตลอด วันนี้ขอตอบเป็นเรื่องเป็นราวก็แล้วกัน

ทำไมขอขมากรรมก็แล้ว อโหสิก็แล้ว โสก็แล้ว หยาดน้ำก็แล้ว ทำไมมันยังไม่คลายเสียที เมื่อไหร่เจ้ากรรมนายเวรจะลดราวาศอกสักที

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาครับ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ที่ขอขมากรรมนี่ ขอเอาหรือเปล่า ยอมอโหสิเพื่อให้วิบากมันพ้นๆไปเร็วๆหรือเปล่า โสให้เพื่อไล่เจ้ากรรมนายเวรหรือเปล่า หยาดน้ำเพราะความอยากคลายหรือเปล่า

ปัญหาที่ว่าทั้งหมด เกิดจากการตั้งเอา ตั้งเอาในผลของการขอขมากรรม ตั้งเอาในผลของการหยาดน้ำ การอโหสิ การโสอุทิศบารมี เรียกว่าขนาดขอขมากรรม หยาดน้ำ อโหสิ หรือ โส อุทิศบารมี ก็ยังมีตัณหาตัวปฏิบัติซ้อนอยู่ตลอด เมื่อมันยังมีตัวตั้งเอาเข้าไปติดไปหลุด ไปฉุดไปรั้งอยู่แบบนี้มันไม่คลายหรอก

เคยเน้นย้ำอยู่ทุกครั้งที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับการขอขมากรรมว่า การขอขมากรรม การหยาดน้ำ การอโหสิ หรือการโส ควรจะเป็นไปโดยการยอม การสละ หรือการให้อย่างแท้จริง ไม่ตั้งเอาแม้กระทั่งผลของสิ่งเหล่านี้เลย เรียกว่าทำไปแบบให้เปล่า สละทิ้งจริงๆ แล้วมันจะคลายออกของมันเอง แต่ก็อย่าไปคาดหวังว่ามันจะคลายหรือไม่คลาย การคาดหวังในลักษณะเช่นนี้ให้ทิ้งไปเลย ไม่ต้องสนใจในผลของมันแม้แต่นิดเดียว

หลายคนมักจะบอกว่า ก็ยอมแล้วนะ คิดว่ายอมแล้วนะ แต่จริงๆแล้วทุกคนก็มักจะมีพื้นที่ส่วนตัวที่หวงแหนเอาไว้ คือ ฉันถอยได้แค่นี้แหละนี่คือยอมของฉันแล้ว อย่ามากกว่านี้นะ ขอเหลือความสุขเล็กๆน้อยๆเป็นมุมส่วนตัวเอาไว้บ้าง อันนี้แหละคือการที่ยังไม่ยอมหมดใจ ถ้ายอมหมดใจจริงๆมันจะไม่ห่วงหวงอะไรไว้เลย จะแบบไหน จะยังไงก็ยอม เรียกว่าหมดเงื่อนไขในการสละละวาง ตรงต่อที่มันอนัตตาอยู่แล้วจริงๆ

ซึ่งโดยปกติ อาการที่ยังไม่ยอม ยังมีความดิ้นรนอยู่ในใจนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้ที่ยังมีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหนาแน่นอยู่ กำลังปิดกั้นปิดบังอยู่อย่างแข็งขัน ทำให้วางไม่ลง ปลงไม่ได้ อยากจะยอมแต่ใจมันก็เกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งสิ่งๆนั้นหรือปรากฎการนั้นๆเอาไว้ ทั้งๆที่อยากจะวางเต็มแก่ ก็อาการที่อยากจะวางนั่นแหละคือการเข้าไปติดอีก เป็นการไม่ยอมวางใจในส่วนที่มันติดของมันเอง เป็นตัณหาอยากหลุดซ้อนลงไปซ้ำโดยไม่รู้ตัว

จะติดก็เรื่องของมัน ปล่อยให้มันติดไป เพราะทุกอย่างมันติดไปตามเหตุปัจจัยที่มีที่ให้ผล หมดเหตุปัจจัยเมื่อไหร่มันจะหลุดเอง แบบนี้จึงจะเรียกว่ายอมจริงๆในทุกสภาวะปรากฏการณ์ คือถ้ามันจะติดก็ยอมให้มันติดไปไม่แทรกแซง และถ้ามันจะหลุด ก็ช่างมันอีกเพราะมันเป็นตามเหตุปัจจัยของมันอย่างนั้น นี่ถึงเรียกว่ายอมจริง ยอมในทุกสภาวธรรมที่เกิดขึ้นและดับไป

เมื่อเมื่อยอมจริงๆแล้ว จิตมันจะผ่อนคลาย หมดตัวดิ้นรนที่จะตั้งเอาไขว่คว้าเอาอะไรๆอีก อานุภาพจากการคลายนี้จะไปคลี่คลายเจ้ากรรมนายเวรหรือสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เชื่อมโยงเข้ามาหาเราจากทุกๆที่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาคทิพย์หรือภาคหยาบ เมื่อทำการขอขมากรรม หยาดน้ำ อโหสิ หรือ โสเพื่ออุทิศบารมีออกไป เจ้ากรรมนายเวรก็จะยอมอโหสิง่ายขึ้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่วิบากจะคลี่คลายหมดในครั้งเดียวที่ขอขมากรรมหรือไม่นั้น มันก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่เคยกระทำมาว่ามากน้อยแค่ไหน ซึ่งจริงๆมันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย ถ้าเราไม่ได้ตั้งเอากับการขอขมากรรมตรงนั้น จะหมดหรือไม่หมดก็ปล่อยเลย ช่างเลย วิบากมันจะหมดเดี๋ยวมันก็หมดเอง จะไม่หมดก็ของมันเอง เราทำได้อย่างเดียวคือการให้ การสละ อย่างหมดจิตหมดใจ ต่อทุกชีวิตจิตวิญญาณ

แล้วไม่ต้องห่วงหวง หรือหวงแหนอะไรเอาไว้ ไม่มีเจ้ากรรมนายเวรรายไหนที่เอาคืนมากไปกว่าที่เราเคยไปกระทำเขาเลย เรียกว่าทำเขาไว้ 100 เขาก็เอาคืนแค่ 100 ไม่ขาดไม่เกิน ก็ในเมื่อยังไงมันต้องชดใช้อยู่แล้วไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหน เมื่อถึงเวลาวิบากกรรมให้ผลก็ไม่ควรจะลังเลที่จะสละชดใช้หนี้เวรหนี้กรรมทั้งหลายแม้แต่น้อย เพราะขืนยิ่งแทงกั๊กไว้ ช่วงระยะเวลาที่วิบากให้ผลก็จะยิ่งยืดเยื้อยาวนานออกไปอีก แทนที่จะมาเร็วจบเร็ว

บางคนกลัวว่าสละออกไปแล้วจะหมด อุทิศบุญบารมีออกไปแล้ว สิ่งเหล่านี้จะหมดไป ใจมันก็เลยกั๊กเอาไว้ โดยไม่รู้ว่ายิ่งกักเอาไว้กับตัวเองจะยิ่งลำบาก เพราะธรรมทั้งหลายควรจะไหลเวียนไปตามเหตุปัจจัยของมันโดยไม่มีการแทรกแซง ไม่ใช่เอาตัณหาตนไปกดไปซ้อนไปกักขังเอาไว้ ซึ่งถ้ายิ่งทำแบบนั้นก็จะยิ่งคับแคบ ยิ่งอึดอัดกดดัน ยิ่งถ่วงลงต่ำ เจ้ากรรมนายเวรที่มารอคิวใช้กรรมกับเราจะยิ่งทวงเอาๆ จากเรียงคิวก็อาจจะเปลี่ยนเป็นรุมกินโต๊ะเอาได้ง่ายๆ

ถ้ายิ่งให้แล้วยิ่งหมดไปอย่างที่เข้าใจกันผิดๆแบบนั้นจริงๆ คงจะไม่มีพระพุทธเจ้าพระองค์ใดทรงให้สัจธรรมแก่สรรพสัตว์แล้วล่ะ ตัวใครตัวมันไม่ดีกว่าหรือ

ที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ทรงมีอธิวาสนาบารมีมากมาย พาสรรพสัตว์จบภพจบชาติ โปรดสัตว์ได้มากมายก็เพราะมาจากการให้การสละทั้งนั้น พระองค์ท่านไม่ได้กอบโกยบุญบารมีเอาไว้มากๆเพื่อโปรดสัตว์เลย บุญบารมีนั้นไม่ใช่เงินตรา

โดยธรรมชาติของบุญบารมีแล้ว จะไม่เหมือนเงินตราที่ใช้กันบนโลก เงินตราของมนุษย์นั้น ต้องกอบโกยเอา ทำเอา แต่บุญบารมีกลับตรงข้าม ยิ่งให้มากเท่าไหร่ สละมากเท่าไหร่ บุญบารมีจะสะท้อนกลับมามากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าสละอย่างหมดจิตหมดใจ อานุภาพของบุญบารมีนั้นจะไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ บุญบารมีที่อุทิศให้ออกไปก็จะมีอานุภาพในการคลี่คลายให้กับทั้งตัวเองและสัตว์โลกทั้งปวงด้วยพร้อมๆกัน

ดังนั้น คราวต่อไปเวลาที่จะขอขมากรรม หยาดน้ำ อโหสิ หรือจะโสเพื่ออุทิศบารมี ก็ให้เป็นไปด้วยการยอมการสละที่แท้จริง ยอมหมดใจชนิดที่ว่าให้หมดความเป็นตัวผู้ให้และผู้รับไปเลย ทำทิ้ง สละทิ้ง อโหสิชนิดสำนึกแล้ว ยอมหมดใจ โสทิ้ง โสโปร่ง โสโล่ง สิ่งต่างๆที่เคยกักขังหมักหมมเอาไว้ในใจก็จะคลี่คลายออกไปพร้อมกับการสละนั้นๆทันที

ซึ่งความโปร่งโล่งเบาทั้งหลายในจิตในใจ มันก็มาจากการที่ไม่กักขังหน่วงเหนี่ยววิบากกรรมหรือบุญบารมีทั้งหลายที่ยังไงก็ต้องชดใช้ ใช้คืนอยู่แล้วนั่นเอง

No comments:

Post a Comment