Friday, July 3, 2015

สัจธรรมข้างเปล ตอนที่ 9 ด.เด็กแก่แดด กับ ด.เด็กดื้อรั้น

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเด็กเดี๋ยวนี้แก่แดดเร็วมาก หรือไม่ก็ดื้อรั้นเร็วมากขึ้น แค่อายุไม่กี่ขวบก็เริ่มแก่แดดแล้ว

เพราะสื่องั้นเหรอ? เพราะผู้ใหญ่เร่งให้โตไวๆงั้นเหรอ?

คนเรามักจะชอบโทษสิ่งนอกตัวว่าเป็นเหตุให้เด็กเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่เวลาแก้ปัญหาก็ไปลงที่เด็กทุกที บังคับเขาทุกที ไม่เคยมองตัวเองเลย

อย่างที่เคยพูดไปแล้วนั่นแหละครับว่า คุณสอนเด็กไม่ได้ถ้าคุณไม่เป็นแบบอย่างเสียเอง เพราะเด็กเขารู้ ว่าคุณทำอย่างสอนอย่าง แม้จะลับหลังเขาก็รู้ ดังนั้นเขาไม่เชื่อคุณหรอก อันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมันเป็นกันหมด ไม่ว่าจะคนในบ้านหรือคนนอกบ้านก็ตาม

เมื่อคนที่เด็กคิดว่าจะเป็นแบบอย่างได้ กลับกลายเป็นพวกมือถือสากปากถือศีล เช่นไปห้ามให้เขาเล่นมือถือเล่นเกม แต่ตัวเองกลับก้มหน้าเล่นมือถือตลอดเวลา ไปสอนให้มีระเบียบวินัย แต่ตัวเองก็ไม่เคยมีวินัยเสียเอง สอนให้เด็กไม่โกหก แต่ตัวเองก็มีอะไรปกปิดหลบเลี่ยงตลอดเวลา เมื่อผู้ใหญ่สอนอย่าง ทำอย่าง พูดอีกอย่าง เด็กก็เลยไม่รู้ว่าจะยึดอะไร มันมั่วไปหมด แรกๆก็เกิดอาการสับสนกับวิธีที่ผู้ใหญ่ทำ แต่พอนานๆไป เขาก็จะไม่หาเหตุผลแล้ว เขาจะหาวิธีรับมือกับสิ่งที่ผู้ใหญ่เป็น ด้วยการแก่แดด แก่จริตจก้าน และดื้อรั้นไม่เชื่อฟังไปแทน

คือเราต้องเข้าใจก่อนว่า ปกติโลกของเด็กๆนั้นตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรซับซ้อนย้อนแย้งในตัวเอง หรือดราม่าเหมือนผู้ใหญ่ หิวคือหิว อยากก็คืออยาก ตรงๆ จริตมารยาไม่มี แต่พอเราไปสอนเข้าว่าอันไหนดีอันไหนไม่ดี ทั้งๆที่สิ่งนั้นบางทีมันก็ไม่ใช่ข้อสรุปที่แท้จริงตายตัวกับทุกเรื่อง

บางทีผู้ใหญ่ก็ละเมิดคำสอนของตัวเองเสียเอง เมื่อเขาเจอความขัดแย้งในสิ่งที่เราสอนกับสิ่งที่เขาเจอในความเป็นจริง เขาจะเริ่มงง เริ่มสับสน เริ่มสงสัย โลกที่เคยตรงไปตรงมาของเขามันพังทลายลง เมื่อนั้นชีวิตของเขาก็คือการเอาตัวรอดจากความขัดแย้งย้อนแย้งในตัวเองนั้นโดยพยายามจะรักษาภาพลักษณ์ที่ดีนั้นไว้ ไม่ให้โดนดุด่าว่ากล่าว แม้ภายในใจมันจะเละเทะขนาดไหนก็ตาม เขาก็จะเก็บมันเอาไว้ เพราะกลัวโดนดุ โดนจับไปปรับทัศนคติ สุดท้ายเขาก็ออกมาเหมือนผุ้ใหญ่รอบๆตัวเขาในที่สุด

จำเอาไว้เลยนะครับว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณสอนเด็กในสิ่งที่คุณทำไม่ได้ เมื่อนั้นคุณได้ปลูกฝังความเป็นคนมือถือสากปากถือศีลให้เขาแล้วโดยไม่รู้ตัว แล้วคิดดูสิว่า โรงเรียนทั้งหลายสอนความซื่อสัตย์ให้นักเรียน แต่กลับหาวิธีซิกแซกเรียกใต้โต๊ะเรียกแป๊ะเจี๊ยจากผู้ปกครอง โรงเรียนสอนระเบียบวินัย แต่ดันเลือกปฏิบัติกับนักเรียนบางคนด้วยความลำเอียง โรงเรียนขายขนมทำลายสุขภาพเด็ก ทั้งๆที่พร่ำสอนวิชาสุขศึกษาเพื่อให้เด็กรู้จักการดูแลสุขภาพที่ดี สอนเนื้อหาวิชาแบบแทงกั๊ก เพื่อให้เด็กมาเรียนพิเศษเป็นรายได้เสริมของโรงเรียน แล้วอย่างนี้จะไปสอนเด็กให้เป็นอย่างที่สอนได้ยังไง มันก็ออกมาเป็นคนมือถือสากปากถือศีลกันหมดนั่นแหละ

ไม่ใช่แค่นี้นะที่ทำให้เด็กแก่แดด แต่ยังมีเรื่องของการที่เราผลักไสให้เขา "โต" เร็วเกินกว่าธรรมชาติของเขาเองอีก ประเภทที่พ่อแม่อยากให้เด็กโตเร็วๆ เลยผลักไสออกจากอ้อมกอดเร็วเกินไป ซึ่งจริงๆเด็กก็ทำได้นะครับ ดูเหมือนเป็นเด็กเก่งด้วย ทำได้ก่อนคนอื่น แต่สิ่งนี้จะทำให้เขากร้าวร้าว หยาบกร้าน แอบซ่อนอยู่ข้างใน และลึกๆแล้วจะคอยแต่โหยหามองหาความรักหรือการยอมรับที่เขาเคยต้องการแต่ไม่ได้อยู่ตลอดเวลา เรื่องนี้จริงๆไม่ต้องรีบหรอกครับ เมื่อไหร่ที่เขากอดเราอิ่มแล้วเขาจะเติบโตตามธรรมชาติของเขาเอง ไม่ใช่แบบที่เราคิดเอาหรือมาตรฐานที่ใครไม่รู้มาขีดให้

และผลที่ตามมาจากการที่เราสอนเขาแบบมือถือสากปากถือศีลก็คือ ความดื้อรั้นไม่เชื่อฟังของเด็ก เด็กดื้อไม่ใช่เพราะตัวเด็ก แต่มันเกิดจากผู้ใหญ่ทั้งนั้น ผู้ใหญ่ที่เป็นเชื้อกรรมให้เขานั่นแหละ ไม่เชื่อไปสังเกตดูเลยว่าจริงไหม ถ้าไม่โกหกตัวเองก็จะได้เห็นความเป็นจริงที่ว่า ซึ่งบางครั้งบางคราวเมื่อเราบังคับกดดันเด็กมากๆ เขาจะหยิบประเด็นความเป็นคนมือถือสากปากถือศีลของเราขึ้นมาโต้แย้งเราเอง ชนิดจุกจนเถียงไม่ออก ได้แต่แถไปแบบเสียงอ่อยๆ ก็นั่นแหละครับ ผลของการสอนแบบมือถือสากปากถือศีลของผู้ใหญ่เองล่ะ ความน่าเชื่อถืออะไรนี่ไม่เหลือ

ซึ่งเมื่อเรากลายเป็นคนมือถือสากปากถือศีลแล้ว เขาก็จะแอบไปหาที่ยึดเหนี่ยวข้างนอก พอออกไปนอกบ้านก็เจอพวกมายาสร้างภาพแบบดารานักร้องที่แสดงให้เห็นแต่เปลือกกระพี้แล้วได้รับความนิยมได้รับการยอมรับ เขาก็ยึดเลยเป็นไอดอลเลยโดยไม่เข้าใจว่ามันก็มายาทั้งนั้น

ผลอีกอย่างของการเป็นคนมือถือสากปากถือศีลของผู้ปกครองก็คือ เด็กๆจะรู้สึกว่าไม่มีใครยอมรับเขาในสิ่งที่เขาเป็น เพราะพูดอะไรไปก็จะถูกเรียกปรับทัศนคติอยู่เรื่อย ถูกกล่อมถูกตะล่อมให้เข้าทางผู้ใหญ่อยู่เรื่อย เด็กเขาจะรู้สึกว่าไม่มีใครยอมรับและรับฟังเขาจริงสักคนเดียว เพราะผู้ใหญ่ก็มัวแต่เรียกร้องและพร่ำพูดแต่เรื่องของตัวเอง แล้วชีวิตที่เหลือนั้นเขาก็จะวิ่งดิ้นรนแสวงหาความยอมรับจากคนอื่นอยู่ตลอดเวลาไม่จบสิ้น เหมือนเป็นปมด้อย แล้วเขาก็จะได้เจอแต่ความวังเวงในใจ เพราะมันก็ไขว่คว้าไม่ได้จริงทั้งหมด

การยอมรับในตัวเด็กนั้นก็อย่าให้มีเงื่อนไขครับ เขาเกิดมามีกรรมแบบนั้นเขาก็เป็นแบบนั้น จะไปดัดให้เขาเป็นอย่างอื่นมันก็ไม่ได้ เมื่อเรายอมรับเขาแบบหมดใจ เราจะไม่เรียกร้องอะไรจากเขาอีก นั่นแหละเดี๋ยวเขาจะน้อมมาเอง ฟังเราเองโดยที่เราไม่ต้องสอนเลยด้วยซ้ำ

เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างเท่าเทียมกันหมด ก็มีแต่สังคมสัตว์นี่แหละที่คิดระบบขึ้นมาเบียดเบียนกดขี่เอารัดเอาเปรียบกันเอง สร้างคุณค่าจอมปลอมขึ้นมาหลอกทุกคนว่า ถ้าไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ จะกลายเป็นคนไม่มีคุณค่า เรื่องพวกนี้มันคิดไปเองทั้งนั้น ถ้าไม่เชื่อก็เอาคุณค่าที่คุณคู่ควรยัดใส่ปากท่านทั้งหลายตอนตายลงด้วยสิ เผาไปด้วยกันเลย ลองดูว่าจะเอาไปได้ไหม เห็นหลายคนตายลง ก็ทำหนังสือประกาศเกียรติคุณแจก พอจบงานศพเขาก็ลืมหมดแล้ว จะยึดอะไรได้อีกล่ะ

พอถึงจุดนี้ก็คงจะบอกเหมือนเดิมล่ะครับว่า ถ้าเป็นแบบอย่างให้เด็กไม่ได้ก็อย่าไปสอน นอกจากเขาไม่ฟังแล้ว ยังจะทำให้เขากลายเป็นคนมือถือสากปากถือศีลไปด้วย เรื่องพวกนี้ไม่ใช่แค่ให้เขาเห็นพฤติกรรมภายนอกที่ดีแต่ปกปิดความจริงอันเละเทะไว้ข้างในแล้วจะได้นะ กรรมพวกนี้มันเกิดจากภายในใจเรา แม้เราจะแสร้งพฤติกรรมไปอีกอย่างหนึ่ง แต่พลังงานกรรมในจิตเหล่านี้มันแพร่กระจายออกมาจากตัวเองและถ่ายทอดให้คนอื่นได้ตลอดเวลา ยิ่งกับคนใกล้ชิดที่อยู่ด้วยกันในบ้านนี่ยิ่งรับง่ายเลย ลูกไม้ตกไม่ไกลต้นเลย เพราะเชื้อกรรมมันใกล้ๆกันหมด

เรื่องกรรมนี่มันดัดกันไม่ได้หรอก ยิ่งไปแข็งขืนดัดมัน กระแสการดัดจริตกรรมนั้นก็ไปถึงเด็กอีกอยู่ดี แต่ให้หมดจริตไปเลย ขอขมากรรมบ่อยๆ อโหสิบ่อยๆ โสบ่อยๆ ล้างวิบาก ล้างกรรมอนุสัยของตัวเองไป ขอขมาล้างกรรมที่เคยกระทำต่อกันและกันมาให้หมด กรรมที่มันเคยแข็งขืนเปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันก็จะน้อยลง พอกรรมน้อยลงแล้ว อ่อนตัวลงแล้ว เราจะเปลี่ยนแปลงสิ่งไหนอย่างไร มันก็จะมีกำลังในความเปลี่ยงแปลง มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ไปเอง โดยไม่ต้องดัด ไม่ต้องฝืนมันอีก

เมื่ออะไรๆทั้งหลายที่เคยเยอะเคยจัดจ้านมันลดลง กิเลสตัณหามันลดลงแล้ว เดี๋ยวก็จะเป็นแบบอย่างที่ดีไปเอง สอดคล้องกับความเป็นจริงไปเอง ไม่ต้องไปคอยทำท่าหน้าไหว้หลังหลอกให้เด็กมันงง ถ้าจะให้ดีก็พาเด็กๆขอขมากรรมไปด้วยกัน ล้างจริตล้างอนุสัยกรรมไปด้วยกันเสียเลย จะได้ไม่เสียเวลา แต่ถ้าเด็กมันเห็นว่าเราเป็นพวกมือถือสากปากถือศีลไปแล้ว มันอคติกับเราไปแล้ว เราก็ขอขมากรรมของเราก่อน อโหสิให้เด็กไปก่อน โสให้เด็กไปก่อน ให้บารมีทดแทนกรรมที่เคยกระทำต่อเขาไปแล้วทดแทนให้ เดี๋ยวเขาจะอ่อนเข้ามาหาเราเองครับ

แล้วก็ไม่ต้องกังวลว่า มองไปทางไหนมันก็มือถือสากปากถือศีลกันหมด จะให้ทำยังไง ก็ไม่ต้องทำยังไงครับ ก็เรานั้นแหละเปลี่ยนเสียเอง เป็นแบบอย่างเสียเอง เด็กเขารู้ว่าอะไรคือของจริง โกหกกันไม่ได้ เมื่อเขาเห็นแล้วว่าเราเป็นแบบอย่างที่แท้จริงให้เขาได้

ถ้าใครยังไม่เข้าใจว่า โส คืออะไร ก็คลิกเข้าไปอ่านตามลิงค์ข้างล่างนี้ครับ

คำว่า "โส" คีออะไร?

No comments:

Post a Comment