Thursday, July 30, 2015

ไตรสิกขาบังนิพพาน ตอนที่ 1

จั่วหัวแบบนี้อาจจะทำให้ผู้ปฏิบัติหลายคนหน้ามืด อ้าปากเตรียมด่า แต่ขอให้เปิดใจอ่านบทความนี้ให้จบก่อน โดยไม่เอาทิฏฐิความเข้าใจเดิมๆของตนมาตัดสิน แล้วจะเข้าใจถึงความเป็นจริงที่ถูกปิดบังอยู่

ในระบบของการปฏิบัตินั้น ผู้ปฏิบัติจะถูกสอนให้ต้องทำเหตุแห่งไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญาให้ถึงพร้อมเสียก่อน เพื่อให้ถึงซึ่งผล คือ นิพพานนั้น จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด

ความเข้าใจผิดข้อแรก คือ นิพพานนั้นนอกเหนือเหตุและผล และปัจจัยใดๆทั้งปวงในสังสารวัฏนี้ นิพพานจึงได้ชื่อว่าอสังขตธรรม หรือที่แปลกันว่า เป็นธรรมที่ไม่สามารถปรุงแต่งได้ เมื่อปรุงแต่งไม่ได้ มันจึงไม่มีเหตุให้เกิด ไม่มีปัจจัยให้ดับ หรือเปลี่ยนแปลงใดๆ จริงๆเรียกว่านอกเหนือเหตุปัจจัย และนอกเหนือผลจะตรงกว่า

ดังนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติได้พากเพียรสร้างเหตุให้ถึงพร้อมอย่างเอาเป็นเอาตายมาร่วมสิบๆปี เหตุที่ได้สร้างขึ้นมานั้นก็กลับกลายเป็นวิบากกรรมที่มาปิดบังพระสัจธรรมอีกทอดหนึ่ง ต้องหลงอยู่กับเหตุและผลของมัน ต้องคอยห่วงหวงต้องคอยรักษา สร้างกรรมทางจิตและเสวยวิบากวกวนอยู่อย่างนั้นไม่จบสิ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้เกี่ยวกับพระนิพพานเลย

ถ้าใครเฉลียวใจสักหน่อยก็จะรู้แล้วว่าการปฏิบัติมันวนไปวนมาอยู่อย่างนั้น กลับไม่ได้ไปไม่ถึง ไม่เชื่อไปสังเกตได้ เห็นแต่ละคนปฏิบัติกันมาหลายสิบปี แต่ก็ยังไม่จบ ดูจนรู้หมดว่าอะไรก็ไม่ใช่เรา จิตก็ไม่ใช่เรา แต่ก็ยังไม่จบเสียที ก็เล่นไปปฏิบัติบนโมหะอวิชชาตนซ้อนบนธรรมทั้งหลายที่ว่างเปล่าไร้ความหมายอยู่แล้ว มันจะจบได้ยังไง ก็ได้แต่หลงวนในเขาวงกตแห่งสักกายทิฏฐิตนเท่านั้นเอง เพราะไอ้การเข้าไปดูไปรู้เองนั่นแหละคือ การมีตัวตนในการรู้การเห็น

ความเข้าใจผิดข้อที่สอง คือ ไตรสิกขา ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้ถึงนิพพาน แม้ผู้ปฏิบัติจะอธิษฐานเพื่อให้ถึงนิพพานทุกวันๆก็ไม่ได้ ซึ่งผู้ที่จะมีวาระได้บรรลุธรรมนั้น จะต้องเป็นผู้ที่ไม่มีเหตุปัจจัยมาปิดกั้นปิดบังพระสัจธรรม แค่นั้นเอง ไม่ใช่ทำอะไรให้บริบูรณ์ แต่ไม่มีเหตุปัจจัยมาปิดกั้นปิดบังพระสัจธรรม

คือถ้าชาวพุทธยึดเอาไตรสิกขาเป็นหลักอย่างแม่นมั่น ก็ลองอธิบายกรณีขององคุลิมาลที่บรรลุธรรมฉับพลันดูสิว่า ไตรสิกขาครบไหม หรือพระพาหิยะที่บรรลุอรหันต์ตอนอยู่ในรูปแบบของชีเปลือยน่ะ ท่านมีไตรสิกขาครบไหม ได้อาราธนาศีลก่อนบรรลุธรรมไหม

หรือผู้ปฏิบัติสมัยนี้ ที่มีไตรสิกขาเพียบพร้อมบริบูรณ์มากมาย ทำกันมาเยอะ แต่ทำไมไม่บรรลุธรรมกันเสียที รออะไรกันอยู่ ทำไมไม่จบง่ายๆแบบองคุลิมาลหรือพระพาหิยะเล่า จะคาอะไรกันอีก ก็หลงอยู่นั่นว่าตัวเองยังดีไม่พอสำหรับนิพพาน กลายเป็นปมด้อยให้ออกแสวงหาเติมเต็มกันอีก

ความเข้าใจผิดข้อที่สาม คือ ไตรสิกขาไม่เคยบริบูรณ์ก่อนบรรลุธรรมแม้แต่คนเดียว แต่เมื่อบรรลุธรรมแล้ว ไตรสิกขา หรือ โพธิปักขิยธรรมทั้งหลายจะบริบูรณ์เอง

เพราะอะไร?

การที่ผู้ปฏิบัติ ไปปฏิบัติไตรสิกขาด้วยโมหะตัณหาของตน ผลที่ได้คือเป็นตัณหาซ้อนธรรม ตัณหาซ้อนศีล ซ้อนสมาธิ ซ้อนปัญญา

เมื่อมีเจตนาในการทำสมาธิ มีเจตนาไปกำหนดสมาธิ มันจะมีโมหะตัณหาอุปาทานซ้อนลงไปตอกย้ำกำหนดลงในสภาวะอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด จิตหนึ่งจิตใดเพียงอย่างเดียวซ้ำๆ เป็นการฝืนสภาพที่มัน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้วของสรรพธรรมทั้งหลาย

สมาธิที่มีโมหะอัตตาซ้อนเช่นนี้เรียกว่า มิจฉาสมาธิ ไม่ใช่สัมมาสมาธิในแบบที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้(สมาธิที่ไม่มีโมหะตัณหาอุปาทานซ้อน) ผู้ที่ทำสมาธิเช่นนี้มากๆ ก็จะเป็นผู้ที่มีอารมณ์แรง อุปาทานแรง ตัณหาแรงกว่าผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม และทำให้หลายๆคนถือดี(เป็นอัตตาซ้อนจิต) จนกระทั่งบางคนก็ถึงกับอวดดีไปเลยก็มี

สัมมาสมาธิที่แท้จริงนั้นเกิดจากการไม่ไปข้องแวะในสภาวะต่างๆที่มันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว ไม่ไปติดไปหลุดกับมัน ไม่ไปหลงสาละวนกับมัน เมื่อไม่ไปยุ่งเกี่ยวข้องแวะหรือแทรกแซงธรรมทั้งหลายแล้ว มันก็เลยสงบเอง เป็นสมาธิไปเองตามธรรมชาติเดิมของรู้ที่ไม่มีอะไรแทรกแซง และไม่เข้าไปแทรกแซงอะไร เป็นสมาธิแบบที่ไม่มีตัวเข้าไปทรง ไม่มีตัวเองในสมาธิ ไม่มีผู้เข้าสมาธิ เรียกว่าเป็นสมาธิธรรมชาติของมันเอง มันจะเบาบาง สงบรำงับท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงแปรปรวนแห่งธรรมทั้งหลาย โดยไม่ต้องเข้าไปทำอะไรเลย นี่เองที่เรียกว่าสัมมาสมาธิที่แท้จริง ซึ่งเป็นหนึ่งในไตรสิกขาในความหมายของพระพุทธองค์ที่แท้จริง

2 comments:

  1. จริงๆแล้วเราควรจะนั่งสมาธิมั๊ยค่ะ อ่านข้อความของคุณแล้ว ก็ทำให้ลังเล ว่าควรจะนั่งสมาธิไปในทางไหนดี รบกวนช่วยอธิบายเพิ่มเติมด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

    ReplyDelete
  2. เมื่อเราทำสมาธิ มันก็คือการพยายามที่จะให้มันอยู่ในอารมณ์เดียว หรือจิตเดียว ทำบ่อยๆเกิดอัตตา อารมณ์แรงขึ้น ลองเข้าไปอ่านเพิ่มเติมในบทความนี้ครับ
    ทำไมผู้ปฏิบัติธรรมถึงได้มีอัตตาตัวตนมากกว่าคนปกติ? http://www.rombodhidharma.net/2013/06/blog-post_12.html

    ส่วนสมาธิธรรมชาตินั้นเกิดจากการไม่ไปติดไปหลุดกับสภาวะที่มันอนิจจังทั้งหลายครับ
    สมาธิธรรมชาติ http://www.rombodhidharma.net/2015/03/blog-post_17.html

    เมื่อเราทำสมาธิแล้ว พอไม่ทำมันก็ฟุ้ง อาการฟุ้งนั้นคือวิบากกรรมจากการพยายามเข้าไปทำจิตให้ป็นสมาธิ สมาธิเช่นนี้ก็เป็นเพียงสมาธิชั่วคราว ซึ่งมันจะเกิดขึ้นเมื่อเรามีจิตจดจ่อในการทำงานอยู่แล้ว ไม่ต้องไปพยายามปฏฺิบัติมันเพิ่มให้เป็นอัตตาซ้ำซ้อนอีก ยิ่งถ้าปฏิบัติให้หลุดพ้นนี่ยิ่งไม่ใช่ใหญ่เลยครับ ยิ่งปฏิบัติก็จะยิ่งติดไปเรื่อยๆไม่จบสิ้น เป็นตัณหาซ้อนการปฏิบัติ โดยที่ไม่สามารถจบตัวมันเองได้ครับ

    ReplyDelete