Tuesday, June 9, 2015

การขอขมากรรมและประกาศสละความหลงยึดติดในบุญบารมี

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีญาติธรรมสองท่านพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งผมเคยคิดหัวข้อไว้นานแล้ว นานจนลืม ตอนนี้ก็เลยได้โอกาสเขียนบทขอขมากรรมประประกาศสละความหลงยึดติดในบุญบารมีเสียที

ทำไมเรื่องความหลงยึดติดในบุญบารมีจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ

การยึดติดในบุญบารมีนั้น เกิดจากโมหะตัณหาความโลภในการตั้งเอาในบุญในบารมี ทำให้บุญบารมีนั้นไม่กว้างขวางออกไปในสังสารวัฏ เป็นผลให้เจ้าของบุญบารมีนั้นเกิดความคับแคบในจิตในใจ เกิดความตระหนี่ถี่เหนียว และตั้งเอากับสิ่งต่างๆ ทำอะไรคิดอะไรก็ต้องได้เสมอ เรียกว่าเป็นอกุศลซ้อนกุศลอีกทีหนึ่ง แล้วมันจะดีตรงไหน

เมื่อคิดจะเอาแต่ได้ ไม่คิดให้ ไม่สละออกเลย สุดท้ายก็จะติดขัดข้องคาเสียเอง เพราะสิ่งต่างๆในสังสารวัฏนี้ล้วนหมุนเวียนเปลี่ยงแปลงไปเรื่อยๆ จะไปยึดกับสิ่งที่มันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอย่างเดียวมันก็เกิดทุกข์ เกิดเป็นการอยู่โยงเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ เฝ้าบุญทานบารมี ด้วยความโลภ ความห่วงหวง หวงแหน จนในที่สุดก็จะตกสู่อบายภูมิด้วยกิเลสตนที่มีต่อบุญทานบารมีนั่นเอง

ไม่ใช่แค่การหลงยึดติดเท่านั้น แต่มันจะมีการหลงใช้อำนาจวาสนาบารมีไปในทางที่ผิด ใช้ผิดประเภท หรือใช้เพื่อตัวเองและพวกพ้องตามมา แล้วก็พาไปก่อกรรมใหม่ๆกรรมมืดๆอีกมากมาย นี่แหละที่ว่า มีบุญบารมีเยอะ แต่หลงในบุญบารมีซะเอง สุดท้ายก็อาจจะต้องไปใช้กรรมในอบายภูมิแทน

การอธิษฐานกำกับในบุญก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดความติดขัดข้องคามาก เพราะเมื่ออธิษฐานกำกับแล้ว อานิสงส์ของบุญนั้นก็จะคับแคบไปด้วย มีเงื่อนไขในการชดใช้ คือทำเพื่อเก็บเอาไว้ใช้ในภายภาคหน้า หรือที่เขาชอบพูดๆกันว่าเตรียมเสบียงไว้เผื่อชาติหน้านั่นแหละ เผื่อเมื่อไหร่คุณก็จะได้สิทธิ์ที่จะมีชาติหน้าทันที ต้องรอเกิดมาเฝ้าบุญบารมีเหมือนหมาเฝ้ากระดูกอีก

การอธิษฐานกำกับในบุญทานนั้น ทำให้สิ่งเหล่านี้ไม่ยืดหยุ่น ไม่สามารถมาช่วยเหลือเราตอนเราลำบากได้ เพราะมันถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้น เหมือนเวลาทำบุญทำทาน ก็ใช้จิตอธิษฐานกำกับว่าบุญนี้เพื่อช่วยค่าน้ำค่าไฟ ค่าโน่นค่านี่ของวัด ของสถานที่ ทั้งๆที่มันไม่ควรมีการจำเพาะเจาะจงวัตถุประสงค์กำกับในบุญทานนั้นๆเลย คือท่านจะนำไปใช้ในส่วนไหนก็ให้ท่านจัดสรรเอง ไม่ใช่มีแต่คนทำบุญสร้างโบสถ์ แต่ไม่มีคนทำบุญค่าน้ำค่าไฟเลย มันก็ก่อให้เกิดความติดขัดข้องคากับผู้ที่รับบุญทานนั้นๆตามมา แล้วกรรมตรงนี้มันจะสะท้อนกลับไปหาตัวผู้ทำด้วย

ส่วนถ้าจะกลัวว่าท่านเหล่านั้นจะเอาเงินทำบุญไปใช้ในทางที่ผิด ก็ไม่ต้องกลัวครับ มันเป็นกรรมของท่าน ไม่ใช่กรรมของผู้ทำแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัว ไม่ต้องหวงแหนบุญทานที่เราทำไปแล้ว เพราะบุญทานนั้นสำเร็จไปแล้วตั้งแต่สละออกนั่นแหละ

ปัญหาของการทำบุญด้วยความคับแคบนี้เคยพูดไว้หลายครั้งแล้วในบทความตอนเก่าๆ ซึ่งการอธิษฐานกำกับบุญทานนั้นจะก่อให้เกิดโมหะตัณหากิเลสในบุญกุศล พาลไปก่อให้เกิดความตระหนี่ถี่เหนียวความโลภขึ้นในใจ ทั้งๆที่การทำบุญควรจะเป็นไปด้วยการสละละวางอย่างแท้จริง

อานิสงส์ของการทำบุญทำทานก็ควรจะเป็นการช่วยคลี่คลายจากโมหะอุปาทานของตน แต่ดันกลับเป็นการตั้งเอาเสียได้ มันก็เลยต้องอยู่โยงเฝ้า ต้องคับแคบกับบุญทานนั้นไป

การทำบุญทำทานนั้น ยังไงคนทำก็ได้อานิสงส์ผลบุญอยู่แล้ว ไม่ต้องไปอธิษฐานกำกับเอาผลของบุญให้เป็นตัณหาซ้อนอีก บุญทานนั้นจะได้กว้างขวาง ไม่มีกิเลสตัณหาของผู้ทำเจือเข้าไป อานิสงส์ก็จะกว้างขวางไปในสังสารวัฏ และยังสะท้อนกลับมาเป็นความคลี่คลายให้กับผู้ทำ กลายเป็นทานบารมีในการจบภพจบชาติด้วย และทานบารมีก็จะเต็มเร็วกว่าด้วย

บทขอขมากรรมและประกาศสละความหลงยึดติดในบุญบารมีนี้ จะช่วยปลดล็อคความหลงยึดติด และเงื่อนไขในบุญททานบารมีที่เคยทำมา เคยอธิษฐานกำกับมา เพื่อคืนสู่สุญญตาให้หมด จะได้ไม่ติดขัดข้องคา จะได้มีส่วนในพระสัจธรรมและการโปรดสัตว์ร่วมกัน เป็นการสละบุญทานที่ทำไปแล้วให้เกิดเป็นอานุภาพ อานิสงส์กว้างขวางไปในสังสารวัฏโดยรวม

แล้วไม่ต้องกลัวว่าบุญทานจะหมด หรือจะทำให้จน คติแบบนั้นมันเป็นการทำบุญแบบเปรต ทำบุญแล้วมัวแต่กลัวบุญบารมีหมดนี่มันคือเปรต ยิ่งทำยิ่งจน จนตรอก จนใจ ก็มันจะหมดได้ยังไง ในเมื่อยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งให้บุญทานบารมีสละออกมากเท่าไหร่ มันจะยิ่งสะท้อนกลับมาด้วยบุญทานบารมีที่ละเอียดขึ้นมากยิ่งขึ้น ความติดขัดข้องคาในบุญทานบารมีนั้นก็จะหมดไป

ท่านในที่ติดขัดข้องคากับกิจการงานการเงินทั้งหลาย เป็นผู้ที่คับแคบตระหนี่ถี่เหนียว หรือกำลังหลงใช้บารมีในทางที่ก่อกรรมกับสัตว์โลกมาก ก็ลองขอขมากรรมตามบทขอขมากรรมนี้ดู ไอ้ที่ติดขัดอยู่จะได้คลี่คลายไป

และเหมือนเดิม ก็อย่าขอขมากรรมด้วยการตั้งเอาในผลของมัน เป็นตัณหาซ้อนเอาอีก ขอขมากรรมก็ให้เป็นไปด้วยการยอม การสละจริงๆ จะได้ไม่เข้าไปติดในอะไรๆซ้ำซ้อนอีก

บทขอขมากรรมและประกาศสละความหลงยึดติดในบุญบารมี

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ขอนอบน้อมองค์มหาบารมี ทุกพระองค์ทรงเป็นประธาน

กรรมใดๆที่หมู่เหล่าข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดจนถึงบริวารที่พ่วงพันกันมาทั้งหลาย

ได้เคยหลงยึดติดในบุญ ทาน บารมีทั้งหลาย เคยอธิษฐานกำกับในบุญ ทาน บารมีทั้งหลาย สละบุญทานด้วยเงื่อนไขทั้งหลาย ทำบุญด้วยความไม่เต็มใจ ห่วงหวงในบุญทานที่ได้ทำไปแล้ว หรือได้เคยอธิษฐานร้องขอในสิ่งซึ่งไม่ตรงต่อพระสัจธรรม จนกลายเป็นหนี้กรรมหนี้บุญคุณทั้งหลาย

กรรมที่เคยเผยแพร่คำสอน หรือส่งเสริมเรื่องบุญทานผิดๆ จนเป็นเหตุให้ผู้อื่น สร้างบุญกุศลด้วยความโลภ จนเกิดความหลงยึดติดในบุญ ทาน บารมีทั้งหลาย

กรรมที่ใช้อำนาจวาสนาบารมีในทางที่ผิด เพื่อเอื้อประโยชน์แห่งตน และพวกพ้อง ใช้ในการกอบโกยทรัพย์สมบัติเงินทองทั้งหลาย เอามาเป็นของตนโดยมิชอบ ใช้บารมีไปในทางที่กดขี่ข่มเหง กลั่นแกล้งรังแก เบียดเบียน ปิดกั้นปิดบังผู้อื่น ให้ได้รับความเดือดร้อนทั้งหลาย หรือใช้บารมีที่ได้มาจากองค์มหาบารมีไปในการทำมาค้าขาย หาอยู่หากิน ซึ่งเป็นการผิดพุทธประสงค์ทั้งหลาย

กรรมที่เคยใช้อธิวาสนาบารมี ไปสร้างโมหะความหลงงมงาย ความหลงยึดติดแก่ผู้อื่นทั้งหลาย จนก่อให้กิดมิจฉาศรัทธา ความหลอกลวงแก่สาธารณะ แก่คนหมู่มาก เพื่อการหาประโยชน์ใส่ตนโดยมิชอบ

กรรมที่เคยแอบอ้างหรือบิดเบือน องค์มหาบารมี ผู้โปรดสัตว์ หรือคุรุครูบาอาจารย์ หรือคำสอนของท่านทั้งหลายเหล่านี้ ไปในทางที่ผิด เพื่อเป็นการใส่ร้าย ทำให้เสื่อมเสีย ปิดกั้นปิดบังผู้อื่นจากพระสัจธรรม หรือนำไปหาประโยชน์ใส่ตนทั้งหลาย

ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดจนถึงบริวารที่พ่วงพันกันมาทั้งหลาย ได้สำนึกผิดแล้ว ขอน้อมองค์มหาบารมีทรงเป็นประธาน ทรงได้โปรดยกโทษและอโหสิกรรมให้แก่หมู่เหล่าข้าพเจ้าทั้งหลาย นับตั้งแต่กาลบัดนี้เป็นต้นไปด้วยเทอญ

และข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอประกาศสละ ขอประกาศถอน ความหลงตั้งเอาทั้งหลาย ความหลงยึดติดทั้งหลาย ความหวงแหน ในบุญทาน ในอธิวาสนาบารมีทั้งหลาย ในอำนาจวาสนาบารมีทั้งหลาย ในอิทธิฤทธิ์ ฤทธิ์เดช ตบะ ฌาน ญาณ อภิญญา หรือคุณวิเศษทั้งหลาย ในคำอธิษฐานกำกับในบุญทานทั้งหลาย ในคำสาบานทั้งหลาย ในผู้คนทั้งหลาย ในทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ในเกียรติยศชื่อเสียง ลาภสักการะทั้งหลาย นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทุกกัลป์ทุกกัปป์ ทุกพุทธันดร ขอส่งคืนสู่เนื้อหาสัจธรรม สู่สุญญตาทั้งหมดทั้งสิ้น

ขอประกาศสละ ชดใช้หนี้เวรหนี้กรรมทั้งหลาย ด้วยอธิวาสนาบารมี ที่มีต่อพระสัจธรรม ที่มีต่อองค์มหาบารมีทั้งหลาย

ขอชดเชยชดใช้ ด้วยการตรงต่อสัจธรรม ด้วยการบวช ด้วยการสละ ด้วยการเกื้อกูล ต่อพระศาสนา และการโปรดสัตว์ทั้งหลาย

ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ในทุกหมู่ทุกเหล่า ทุกชั้นทุกภูมิ จงได้มีส่วนในการโปรดสัตว์ ตามองค์มหาบารมี โดยทั่วกัน ไปตลอดกาลนานเทอญ

อโหสิ อโหสิ อโหสิ
โส โส โส

DOWNLOAD บทขอขมากรรม WORD
DOWNLOAD บทขอขมากรรม PDF

DOWNLOAD บทขอขมากรรมทั้งหมด

No comments:

Post a Comment