Tuesday, June 30, 2015

พุทธศาสนาคืออะไร?

คำถามนี้มาจากลูกชายวัย 6 ขวบของผมเอง ตัวเขานั้นเรียนอยู่ในโรงเรียนคริสเตียน และถูกชักชวนให้เข้าศาสนาคริสต์อยู่ตลอดเวลา เขาก็เลยเริ่มงง เพราะผมพาเขาขอขมากรรมทกวัน ขณะที่ตอนเช้าก็สวดถึงพระเจ้า(อย่าว่าเลย ผมก็เรียนโรงเรียนคาทอลิกจนถึงป.6เหมือนกัน) ผมเองไม่เคยชักชวนให้ใครเข้ามานับถือพุทธ เพราะมันเป็นเรื่องของวาระกรรม ไม่ใช่การโฆษณาประชาสัมพันธ์เชิญชวนขายศาสนาเพื่อที่จะทำให้ทุกคนหลุดพ้นเหมือนๆกันหมด

พุทธศาสนานั้น ถ้าจะอธิบายกันแบบไม่รู้เนื้อหาแท้ของพระศาสนาก็สามารถที่จะแตกกระสานซ่านเซ็นไปเป็นประเด็นต่างๆได้มากมาย เช่น พุทธศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี คือตอบแบบนี้ก็ไม่รู้ไงว่าพุทธคืออะไร พุทธศาสนา คือศาสนาแห่งความตื่นรู้ พอพูดแบบนี้ก็เลยแสวงหารู้กันใหญ่ เลยไม่ตื่นเสียที พุทธศาสนา คือ ศาสนาแห่งปัญญา ฟังแล้วก็งงว่าปัญญาแบบไหน ก็เห็นมีปัญญากันทั้งนั้นแต่ไม่เห็นหลุดพ้นสักคน มัวไปคาอะไรอยู่ ฯลฯ

พุทธ นั้น ถ้าจะแปลกันให้ตรงต่อเนื้อหาจริงๆก็ควรจะแปลว่า ตื่น หรือ แจ้ง

แล้วตื่นจากอะไรล่ะ ก็ตื่นจากโมหะอวิชชา ความหลง ตื่นจากตัณหาอุปาทาน ตื่นจากความอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของทุกสรรพสิ่ง ไม่หลงเกิดหลงดับกับสรรพสิ่งทั้งหลายอีก

ส่วนคำว่าแจ้งนี้ก็คือ ความสว่างไสวด้วยพระสัจธรรม ไม่ใช่รู้แจ้งในระดับการปรุงแต่งอย่างที่คนทั่วๆไปเข้าใจกัน เพราะรู้แบบนั้นก็ยังยึดอยู่ คือรู้ความเป็นจริงแล้วแต่ยังไม่ปลงใจวางใจจริงๆ ได้แต่นึกเอาว่าความจริงที่ได้รู้นั้น คือประโยคบอกเล่าธรรมดาๆ หรือเป็นข้อปรัชญาทั่วๆไป ไม่ใช่ความจริงอันถึงที่สุด หรือไม่ก็ยังมีเงื่อนไขต่อสิ่งต่างๆที่ทำให้มันต้องยึดกันต่อไปอีกก่อนที่จะจบจริง มันก็เลยไม่แจ้งออก ไม่สว่างออกจากโมหะที่ปกคลุมจิตเสียที

เมื่อ พุทธ คือ ความตื่นจากโมหะ ผู้บรรลุธรรมก็ไม่มีอะไรให้ต้องยึดหรือไม่ยึดอีก หมดภาระพันธะผูกพันทันที จบกิจที่จะต้องทำในพิจารณาหรือการปล่อยปลงวางทันที ก็แค่ปล่อยให้มันเป็นไปแบบนั้น จากการที่ได้เข้าใจธรรมชาติ ซึ่งมันเกิดเองตามแต่เหตุปัจจัย และหมดลงเพราะหมดเหตุปัจจัย ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายก็เป็นเรื่องธรรมดา ความเสื่อมไปของทุกสิ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา ความจับต้องยึดติดไม่ได้ก็เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเข้าใจจริงตามนี้ มันก็จะวางใจ ไม่ติดขัดอะไร และกว้างขวางออกไปเอง

แล้วมันก็จะไม่หลงไปคับแคบกับความเป็นศาสนาในนิยามหรือความเข้าใจของสรรพสัตว์ทั้งหลายอีก มันจะไม่หลงไปมีพวกเราพวกเขา ไม่หลงไปกับความเป็นหรือไม่เป็นชาวพุทธ ไม่หลงแบ่งแยกพระศาสนาไปเสียเอง มันก็เลิกหลงขัดแย้งไปกับทุกเรื่องทุกคนทุกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์

ความเข้าใจในเนื้อหาของพุทธศาสนา ที่ยังคงตั้งอยู่ในความคับแคบแห่งตน เอาพระศาสนาไปผูกกับความมีความเป็นทั้งหลายในทางธรรม ต้องเข้ารีตเข้าพิธี ต้องเป็นพวก ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ กลายเป็นเงื่อนไขผูกมัดผูกพัน ฯลฯ เหล่านี้ไม่ใช่เนื้อหาพระศาสนาแต่อย่างใด เพราะเนื้อหาของพุทธศาสนาจริงๆก็คือ "ว่าง" หรือ "สุญญตา" ส่วนที่เราเคยเห็นเคยสัมผัสผ่านมาในรูปแบบพิธีกรรมมันเป็นแค่เปลือกกระพี้ หรือบ้างก็เป็นความผิดเพี้ยนส่วนบุคคลที่แฝงอยู่ในพระศาสนานั้น ซึ่งยังไม่ใช่ของจริง

เหตุนี้เองที่ชาวพุทธซึ่งตรงต่อเนื้อหาพระสัจธรรม จะไม่พยายามชวนเชิญใครให้มาเข้าศาสนา ไม่ต้องไปพยายามเคาะประตูบ้านใครเพื่อแจกพระไตรปิฏก ไม่ต้องขู่ใครว่าถ้าไม่ถือพุทธแล้วจะตกนรก ไม่ต้องไปประนามใครว่าเป็นเดียรถี หรือพวกนอกรีต(เพราะพุทธไม่มีรีต) ไม่ต้องบังคับใครด้วยสถานการณ์หรือระเบียบของสถานที่ว่าจะต้องทำตามคำสอนของศาสนานั้นๆ และไม่ขอใครเป็นเพื่อนใน social network เพียงเพราะต้องการยอดกดไลค์ธรรมะของตน หรือเพื่อต้องการสอนธรรมให้คนๆนั้น คือถ้าเขาสนใจเขาจะมาเอง เข้าใจไหม

เรื่องที่ใครจะมาเจอเนื้อหาพุทธนั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของวาระทั้งนั้น หรือที่เรียกว่าธรรมจัดสรร ไม่ใช่เรื่องของการคะยั้นคะยอ หรือไปเอาเงื่อนไขบีบคั้นให้คนต้องมาเข้ารีตในศาสนาตน

ผมเองก็เคยได้สนทนาธรรมกับชาวมุสลิมที่มีปัญหากับชีวิต โดยที่ไม่ต้องพยายามชักชวนเขาให้เปลี่ยนศาสนาเลย จริงๆก็คุยได้หมดกับทุกศาสนาอยู่แล้ว โดยไม่ต้องไปพยายามเปลี่ยนเขาหรือชวนเขามาเข้าพุทธศาสนาเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งนี้คือสิ่งที่จะทำให้ทุกชีวิตอยู่กันได้ด้วยสันติสุขและความเกื้อกูล ไม่ใช่การเข้าพวกพ้อง ไม่ใช่เกื้อกูลเฉพาะพวกพ้องตัวเอง หรือศาสนาตนเองเท่านั้น

พุทธศาสนาจริงๆจึงไม่ใช่การใช้พวกมากลากไป มีเยอะๆไว้จะได้ดูอบอุ่นมีพลัง เพราะไอ้ที่ลากกันแบบนั้น ก็ดูเหมือนจะลากกันได้แค่อุปาทานเสียมากกว่า ไม่ก็ลากมาหลงงมกับศรัทธาแบบยึดติดอีก ของจริงมันลากกันได้เสียที่ไหน

ชาวพุทธก็ไม่ต้องดิ้นรนทำอะไรมากในการที่จะเผยแพร่พระศาสนาเลย ไม่ต้องดิ้นรนอยากจะให้พระศาสนารุ่งเรือง ก็ในเมื่อตัวเองยังไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีในเนื้อหาพระสัจธรรมได้ แล้วจะให้คนอื่นเขาเห็นดีด้วยได้ยังไง

การที่จะน้อมผู้อื่นให้เข้าสู่พระศาสนานั้น เราก็จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีเสียก่อน ตรงต่อพระสัจธรรมโดยเนื้อแท้เสียก่อน แล้วเดี๋ยวผู้ที่มีวาระจะสัมผัสสัมพันธ์กับเราจะน้อมมาเองตามอานุภาพธรรม โดยไม่แบ่งแยกความเป็นนิกายหรือศาสนา

มีชาวต่างชาติและคนไทยในศาสนาอื่นจำนวนมากที่ได้สนทนากับหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ แต่ท่านก็ไม่เคยเรียกให้มานับถือพุทธเลยแม้แต่คนเดียว ก็เห็นคลี่คลายสว่างไสวได้ทุกคน นี่แหละคือความกว้างขวางของพระสัจธรรมที่ไม่ได้คับแคบเฉพาะตัว

ต่อคำถามของลูกชายผมหลังจากคำถามชื่อบทความว่า แล้วหนูจะเป็นอะไรดี พุทธหรือคริสต์ดี เพราะมีเพื่อนชวนไปนับถือคริสต์ โดยบอกว่าถ้าไม่มานับถือคริสต์ก็จะไม่รัก ไม่เล่นด้วยตลอดไป ผมตอบเขาไปว่า จะเป็นอะไรก็ไม่มีปัญหาหรอกลูก ตราบใดที่ยังไม่ทำให้ลูกคับแคบอยู่แต่ในพวกพ้องพวกเดียวกัน ไม่ต้องไปขู่คนอื่นให้มาเข้าพวกเดียวกับตน ไม่เป็นการยึดติดหลงงมงายจนเกิดทุกข์โทษต่อตนเองและผู้อื่น ไม่ทำให้ลูกไปทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่นเรื่องศาสนา ไม่ได้เบียดเบียนคนอื่นจนก่อความเดือดร้อนรำคาญ ไม่พยายามแบ่งเราแบ่งเขา ถ้าลูกอยากจะเป็นอะไรก็เป็นไป แต่อย่าเป็นไปเพื่อสนองเงื่อนไขคนอื่น อย่าเอาความรักของลูกมาเป็นเงื่อนไขต่อผู้อื่น ให้เป็นเพื่อนกับทุกคนได้ไม่ว่าจะศาสนาไหน ไม่งั้นมันก็จะทุกข์จะคับแคบอีก ตรงไหนที่ลูกผ่อนคลายคลี่คลายนั่นแหละ มันก็คือเนื้อหาสัจธรรมอันเป็นสากลอยู่แล้ว ไม่ต้องดิ้นรนจะเป็นอะไรแบบไหนหรือเพื่ออะไรอีก

ก็ที่ให้หนูขอขมากรรมทุกวัน มันก็คลี่คลายอยู่แล้วไม่ใช่เหรอลูก...เขาพยักหน้า

จบแล้วเขาก็หันไปสนใจอย่างอื่นต่อ เหมือนกับว่าคำถามและคำตอบเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลย

1 comment:

  1. สาธุครับ สอนได้ดีมากครับ :)

    ReplyDelete