Friday, June 19, 2015

บรรลุธรรมแล้วพ้นกรรมจริงหรือ?

พอดีเพิ่งได้ถกข้อธรรมกับสมาชิกกลุ่มพุทธวจนมา เขาบอกว่า "อริยสัจ 4 เท่านั้น พ้นกรรม"

มันจริงตามนั้นไหม หรือหลงเข้าใจไปเอง ตีความไปเอง วันนี้จะอธิบายให้เข้าใจตรงกันจะได้ไม่หลงไปเชื่อแบบนั้นนะครับ ไม่งั้นมันจะมัวแต่คอยหาว่าแบบไหนพ้นหรือไม่พ้น ทั้งๆที่มองยังไงมันก็กรรมทั้งนั้นเลย

กรรมเป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่มีเจตนากำกับ ก่อให้เกิดทิศทางและเป้าหมายเฉพาะในการใช้พลังงานนั้นไปกระทำบางสิ่งบางอย่าง เมื่อกระทำกรรมออกไปแล้ว พลังงานนั้นจะสะท้อนกลับสู่ต้นธาตุต้นธรรมที่ก่อกรรมขึ้นมา ในรูปแบบของวิบากกรรมเพื่อคลายกรรมนั้นออก จนกว่าจะคืนคลายกลายเป็นพลังงานธรรมชาติดั้งเดิม ที่ไร้เจตนาซ้อน บริสุทธิ์จากตัวตนเข้าไปกระทำ

แต่ทีนี้โดยธรรมชาติของสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ยังเจือไปด้วยโมหะอวิชชาความหลง พอวิบากคืนกลับมาให้ผล ก็จะดิ้นหนีดิ้นสู้ สร้างกรรมใหม่เพื่อเลื่อนผลวิบากของเก่าออกไป ผลวิบากที่ตกค้างจากของเก่าและที่สร้างใหม่ก็เลยสะสมต่อภพต่อชาติไปข้างหน้าเรื่อย จนกว่าจะได้ฟังพระสัจธรรมที่ยุติจิตให้ ยุติความดิ้นรนที่จะกระทำกรรมใหม่ๆให้ ผลวิบากที่ตกค้างอยู่จึงจะกลับคืนมาให้ผลเพื่อคืนคลายกลับสู่ธรรมเดิมแท้ที่ปราศจากโมหะตัณหาอวิชชาได้

เมื่อนักปฏิบัติทั้งหลายพยายามที่จะปฏิบัติมรรค มันก็หมายความว่า เขาเอากรรมไปดำเนินมรรค ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว มรรคคือความคลี่คลายจากกรรม เมื่อเอากรรมไปดำเนินมรรค แล้วมันจะคลี่คลายออกจากกรรมได้ตรงไหน

อริยมรรคจะเดินได้ก็ต่อเมื่อฟังพระสัจธรรมจนจิตนั้นยุติการดำเนินโดยตัวมันเอง คือยอมรับความเป็นจริงอย่างหมดใจ มันจึงหมดความดิ้นรนอีก เมื่อโมหะซ้อนจิตดับลง ตัณหาอุปาทานซ้อนจิตจึงดับลงด้วย มรรคก็จะดำเนินไปของมันเอง คลายออกของมันเอง

เมื่อบรรลุธรรมแล้วก็จะเข้าใจว่าทุกสรรพสิ่งไม่ว่ากายไม่ว่าจิตก็ตาม ล้วนไม่มีตัวตน(อนัตตา) คือปรากฏขึ้นพียงชั่วขณะ ดำเนินไป เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยที่ไม่มีความเป็นตัวตนเราเขาและบังคับไม่ได้(อนิจจัง) คือถ้าคิดว่าบังคับได้ก็จะเกิดกรรมและต้องใช้ผลของการเข้าไปบังคับธรรมทั้งหลายอีกในภายหลัง สุดท้ายคือเสื่อมไปโดยตัวมันเอง(ทุกขัง) อันเป็นทุกขสัจจะประจำโลกธาตุสังสารวัฏ เรียกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏมีในโลกธาตุนี้ ล้วนเป็นไปตามกฏนี้ทั้งนั้น ซึ่งเราเรียกว่ากฏไตรลักษณ์

ผู้ที่บรรลุธรรมที่แจ้งความจริงกับตัวเองเช่นที่ว่านี้ จึงสามารถอุทานออกมาได้ว่า "อ๋อ มันเป็นเช่นนั้นเอง" มันไม่มีอะไรจริงเลยสักอย่างนั่นเอง และจะหมดความแตกต่างในสรรพสิ่ง สรรพธาตุ สรรพธรรมทั้งหลายไปเอง

กับข้อที่ว่าบรรลุธรรมแล้วพ้นกรรมนั้นก็ไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อใดที่ยังมีการดำรงขันธ์อยู่ กรรมก็จะยังคงมีอยู่ โดยการกระทำหรือวิบากของกรรม หนีไม่พ้น พระพุทธเจ้าที่ทรงลงมาประกาศสัจธรรมก็หนีไม่พ้น เพียงแต่แตกต่างออกไปตรงที่ ผู้บรรลุธรรมนั้น ใช้กรรมเป็นเพียงแค่เครื่องอาศัยชั่วครู่ชั่วคราว คือใช้ดำริทำกิจ ดำริทำสิ่งต่างๆพอแก่การดำรงขันธ์ พอแก่การทำกิจ แล้วก็ปล่อยวาง ว่างดับไปโดยอัตโนมัติ ไม่มีความเพลิน ไม่มีการตอกย้ำจนต่อภพต่อชาติอีก กรรมที่เกิดจึงสั้นมาก เป็นเพียงเสี้ยวขณะจิตตอนที่ดำริเท่านั้น เป็นเพียงแค่เศษกรรมที่สามารถเสวยจนหมดอย่างรวดเร็วในภพชาตินั้นๆทันที ไม่ต้องรอชาติหน้า

แตกต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายที่อาศัยกรรมเป็นเครื่องอยู่เครื่องยึด คือทำกรรมตลอดเวลาไม่มีชั่วขณะที่ดับว่างจากโมหะตัวตนตัณหาอุปาทานที่ตอกย้ำซ้ำๆในทุกขณะจิตดำรงขันธ์อยู่เลย กรรมที่เกิดขึ้นจึงไม่สามารถคืนกลับสู่ธาตุธรรมที่ถูกใช้ก่อกรรมได้ ภพชาติเบื้องหน้าจึงทอดยาวออกไป เพื่อรอวันเสวยวิบากอีกโดยไร้ความหมายในความเป็นอะไรจริงๆ เรียกว่าไร้สาระก็ได้

นี่แหละที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านจึงพูดว่า ในสังสารวัฎนี้ ไม่มีใครได้อะไรนอกจากการทำกรรมและเสวยกรรมเท่านั้น

เมื่อบรรลุธรรมแล้ว กรรมก็ยังมีอยู่ของมันตามธรรม ตามที่เคยทำมา คือต้องใช้คืนหมด อีกทั้งยังใช้ในการทำกิจ ดำรงขันธ์เพื่อการโปรดสัตว์ แต่ท่านก็ไม่ติดในกรรม ไม่ก่อกรรมติดลมบนเช่นสรรพสัตว์ทั้งหลาย ใช้กรรมเพียงแค่อาศัยชั่วคราวเท่านั้น เรียกว่าใช้กรรมแบบไม่หลงกับกรรมนั้น มันก็เลยไม่สันตติ(ต่อเนื่อง)

ถ้าบอกว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงบรรลุแล้วพ้นกรรมมันก็เป็นความเข้าใจที่ยังผิดอยู่ ถ้าท่านไม่อาศัยกรรมในการดำริโปรด เราก็จะไม่มีคำสอนของท่านหรอกครับ เพราะแค่ตรัสออกมานี่ก็อาศัยกรรมแล้ว แต่มันเป็นกรรมแค่อาศัยที่ล้างตัวมันเองอย่างรวดเร็วเท่านั้นเอง ไม่ใช่การพูดต่อกรรมเหมือนปุถุชนทั่วไป

มันแตกต่างมากนะ กับการพูดให้จบให้ยุติ กับพูดให้เกิดกรรมในบุคคลอื่นอีก

นอกจากต้องใช้กรรมเป็นเครื่องอาศัยแล้ว ขณะที่ดำรงขันธ์อยู่ พระองค์ท่านก็ไม่สามารถพ้นวิบากกรรมที่เคยทำมาตั้งแต่อดีตไปได้ เช่นตอนที่พระพุทธองค์ประชวรจากการเสวยสุกรมัทวะ(เห็ด)อย่างรุนแรง ก็เป็นการเสวยวิบากในอดีตชาติที่ผ่านมา

ไม่เพียงแค่พระพุทธองค์เท่านั้นที่ต้องเสวยวิบาก องคุลิมาลก็ยังต้องเสวยวิบากกรรมโดนผู้คนปาหินใส่ทั้งๆที่บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว หรือพระพาหิยะ ที่ถูกวัวขวิดจนดับขันธ์หลังจากบรรลุเป็นพระอรหันต์ไม่นาน พระพระอุบลวรรณาเถรี ที่แม้บวชแล้ว บรรลุแล้วก็ยังโดนข่มขืน พระโมคคัลลานะที่บรรลุอรหันต์แล้วยังถูกตีถูกซ้อมจนกายแตกละเอียด แล้วรวบรวมขันธ์ไปกราบลาพระพุทธเจ้าก่อนดับขันธ์ปรินิพพาน

คือถ้าสอนว่าแจ้งในอริยสัจ 4 แล้วพ้นกรรมนี่มันก็เป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้ผู้คนแล้ว สร้างความคาดหวังอย่างผิดๆให้ผู้คน พูดโปรยประโยชน์โดยที่ตนก็ไม่รู้จริง ได้แต่ฟังคำสอนของอาจารย์ตนตามๆกันมา

บรรลุธรรมแล้วมันก็ไม่ได้รับประกันว่าจะได้นั่งห้องแอร์ หรือลอยตัวไม่ต้องรับกรรมอะไร มันไม่มีใบประกาศนียบัตรอะไรที่จะมาใช้ยกหางตัวเอง หรือจะอวดเอาไว้ให้มีคนนับหน้าถือตาได้เลย ที่ยกหางตัวเองได้ก็มานะของตนนั่นแหละ

ผู้บรรลุธรรมแล้วกรรมก็ยังมีอยู่ วิบากกรรมก็ยังมีอยู่ตามธาตุขันธ์ มันก็ไปตามนั้น แต่ท่านก็นอกเหนือผลวิบากตรงนั้นได้ เพราะหลุดพ้นจากความยึดติดในธาตุธรรมใดๆแล้ว กรรมมันก็จะเป็นเพียงแค่หนึ่งในธรรมประจำสังสารวัฏเท่านั้น โดยมีคุณสมบัติชัดๆของมันคือ ทำไปแล้วต้องได้รับคืน มันเป็นกฎกติกาพื้นฐานของสังสารวัฏ ผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว แจ้งแล้วจึงก่อกรรมน้อย เพราะไม่ได้อยู่ด้วยกรรมอีกต่อไปแล้ว แต่เพียงแค่อาศัยกรรมนั้นดำรงขันธ์และทำกิจเป็นขณะๆไปเท่านั้น อันนี้เรียกว่าเศษกรรม

พระพุทธองค์เองที่ต้องลงมาประสูติและแสดงธรรมบนโลกมนุษย์ ท่านก็ต้องดำริจิตขึ้นมา เพื่อก่อให้เกิดกายขันธ์ อุปโลกน์มายาขันธ์ แล้วลงมาประสูติบนโลกตามเชื้อกรรมเดิมของพระองค์ท่าน ก็ต้องอาศัยกรรมทั้งนั้น เป็นกรรมแค่อาศัยอย่างที่บอก ไม่งั้นมนุษย์ทั่วไปจะเห็นท่านและน้อมตามท่านได้หรือ

แล้วพอพระองค์ท่านจบกิจการประกาศพระสัจธรรม ท่านก็ดับขันธปรินิพพานให้ดูเป็นตัวอย่างว่า แม้แต่ท่านเองที่ดำริขันธ์ลงมาโปรดก็แค่อาศัยใช้ชั่วคราว และเสื่อมไปในที่สุด หนีไม่พ้นกฏไตรลักษณ์แต่อย่างใด

การหลงยึดสมมติธรรมใดๆ ว่าเป็นพุทธวจนนั้นก็ไม่ตรงต่อธรรมจริงๆ เพราะพระองค์ท่านหมายถึงโลกุตรธรรมที่สุญญตธรรมอยู่แล้ว สมมติที่พระองค์ท่านถ่ายทอดมามันเป็นเพียงธรรมแค่อาศัยเหมือนกัน แต่ถ้าไม่ว่างดับจากโมหะตัวตนเสียเอง มันก็เป็นเพียงความหลงเข้าใจว่านี้เป็นธรรมของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ได้แต่ลูบๆคลำๆด้วยทิฏฐิตน ยึดถือด้วยความหลงแห่งตนเท่านั้น

ถ้าตรงจริง บรรลุจริง มันจะไม่มีใครเหลือให้ไปยึดมั่นถือมั่นตรงนั้นเลย

1 comment: